กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ประชุมร่วมกับสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามสถานการณ์ราคาและปริมาณปุ๋ยเคมีในประเทศ นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายในเปิดเผยว่า จากการตรวจสอบร้านจำหน่ายปุ๋ย 1,135 แห่ง พบผู้ค้าปลีก 51 ราย เข้าข่ายฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาเกินสมควร และได้ดำเนินคดีแล้ว 6 ราย ส่วนที่เหลืออยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม โดยพบว่า ราคาปุ๋ยหน้าโรงงานและร้านค้าปลีกมีส่วนต่างประมาณ 300–500 บาท ที่ประชุมจึงเห็นชอบให้จัดทำ "ราคาแนะนำปุ๋ย" เพื่อใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในแต่ละจังหวัด โดยจะคำนวณจากราคาต้นทางบวกค่าขนส่งถึงอำเภอเมืองของแต่ละพื้นที่ เพื่อให้ราคาจำหน่ายสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และป้องกันการเอาเปรียบเกษตรกร คาดว่าจะสามารถประกาศได้ภายในสัปดาห์หน้า โดยจะเน้นสูตรปุ๋ยที่เกษตรกรใช้เป็นหลัก ได้แก่ 46-0-0, 21-0-0, 0-0-60, 15-15-15, 16-2-0, 16-8-8 และ 18-46-0
นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังดำเนินมาตรการช่วยลดต้นทุนผ่านโครงการ "ธงเขียวราคาประหยัด พาณิชย์พลัส" โดยจัดจำหน่ายปุ๋ยและปัจจัยการผลิตใน 3 ระยะ ตั้งแต่เดือนเมษายน ถึง สิงหาคม 2569 ตั้งเป้ากระจายปุ๋ยรวม 10 ล้านกระสอบ พร้อมให้ส่วนลด 20–50 บาทต่อกระสอบ เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของเกษตรกรในช่วงต้นฤดูกาลเพาะปลูก
พร้อมกันนี้ ยังสนับสนุนให้สถาบันเกษตรกรรวมกลุ่มสั่งซื้อปุ๋ยโดยตรงจากโรงงาน ผ่านเครือข่ายกว่า 3,000 แห่งทั่วประเทศ เพื่อลดต้นทุนจากพ่อค้าคนกลาง และเพิ่มอำนาจต่อรองด้านราคา โดยเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านส่วนลดรวมประมาณ 1,550–2,100 บาท
ด้านนายกองเอก เปล่งศักดิ์ ประกาศเภสัช นายกสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย ระบุว่า แนวโน้มราคาปุ๋ยเคมียังอยู่ในระดับสูงจากวิกฤตพลังงานและสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งกระทบต่อการขนส่ง โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรียที่มีปริมาณตกค้างในภูมิภาคดังกล่าวประมาณ 250,000 ตัน ส่งผลให้ราคาปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง พร้อมยืนยันว่า ผู้ผลิตไม่ได้มีการกักตุนสินค้า แต่ต้องแบกรับความเสี่ยงด้านราคาภาคเอกชนแนะนำให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการใช้สูตรปุ๋ย โดยลดการพึ่งพายูเรียซึ่งมีแนวโน้มขาดแคลนและราคาสูง ไปใช้สูตรอื่นทดแทนตามความเหมาะสม ผู้ประกอบการระบุว่า ราคาปุ๋ยยูเรียปรับเพิ่มขึ้นจากประมาณ 500 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เป็นมากกว่า 900 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน หรือกว่า 30,000 บาทต่อตัน ส่งผลให้ราคาจำหน่ายในประเทศปรับสูงขึ้น และผู้ประกอบการบางส่วนชะลอการนำเข้า เนื่องจากความเสี่ยงด้านราคา
สำหรับปริมาณปุ๋ยเคมีในประเทศ ณ วันที่ 15 เมษายน อยู่ที่ประมาณ 920,000 ตัน เพียงพอต่อการใช้ในช่วงเดือนพฤษภาคม–มิถุนายนทั้งนี้ในช่วงเดือนพฤษภาคม–สิงหาคม ซึ่งเป็นฤดูกาลใช้ปุ๋ยสูงสุด คิดเป็นสัดส่วนประมาณครึ่งหนึ่งของความต้องการใช้ทั้งปีที่อยู่ที่ราว 5.5 ล้านตัน จึงยังต้องติดตามสถานการณ์ราคาและปริมาณอย่างใกล้ชิด

