xs
xsm
sm
md
lg

'เอกนิติ' ไม่ขยายเพดานหนี้ เน้นปรับลดงบที่ไม่จำเป็น 'ศิริกัญญา' เตือนเศรษฐกิจซึมยาว

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



รัฐบาลเบรกขยายเพดานหนี้ สั่งรัดเข็มขัดลดงบฟุ่มเฟือย ด้านศิริกัญญาเตือนเศรษฐกิจซึมยาว ชี้ดอกเบี้ยจ่ายพุ่งสูงคือสัญญาณอันตรายที่อาจฉุดรั้งประเทศ

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การคลัง เปิดเผยถึงผลการประชุมพิจารณาทบทวนวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ระหว่าง 4 หน่วยงาน ประกอบด้วย สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่า ที่ประชุมได้นำข้อมูลคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2570 มาเป็นกรอบในการบริหารจัดการงบประมาณอย่างต่อเนื่อง โดยจะมุ่งเน้นการโยกย้ายเม็ดเงินจากส่วนที่ไม่จำเป็น นำไปจัดสรรใหม่ในหมวดหมู่ที่สร้างประโยชน์ได้มากกว่า โดยเฉพาะโครงการที่ช่วยลดภาระรายจ่ายของภาครัฐในระยะยาวเช่นการเปลี่ยนงบประมาณก่อสร้างมาเป็นการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนอาคารสถานที่ราชการ นอกจากจะช่วยลดค่าไฟฟ้าที่เป็นรายจ่ายประจำแล้ว ยังเป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินให้รัฐบาลมีงบประมาณสำรองที่เพียงพอต่อการรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

นายเอกนิติ ย้ำว่า สถานการณ์หนี้สาธารณะปัจจุบันอยู่ที่ 66% ขณะที่ประเทศไทยมีเพดานหนี้สาธารณะอยู่ที่ 70% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ทำให้ยังมีช่องว่างในการกู้เงินได้อีกประมาณ 4% หรือคิดเป็นเม็ดเงินราว 800,000 ล้านบาท ซึ่งเพดานหนี้ดังกล่าวถูกกำหนดโดยคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลัง และสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมเช่นเดียวกับที่เคยปรับขึ้นในช่วงวิกฤตโควิด-19 อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะพิจารณาเรื่องการกู้เงินเพิ่ม รัฐบาลมีนโยบายในการบริหารจัดการงบประมาณที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดก่อน เพื่อเตรียมกระสุนทางการเงิน ไว้รองรับวิกฤตพลังงานและสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งตอนนี้เราก็ยังยึดหลักเดิม และยังไม่มีปรับขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% เป็น75%

ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของกระทรวงมหาดไทย ร่วมกับผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย โดยกล่าวตอนหนึ่ง การใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2570 ขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัด ได้ดำเนินตามนโยบายและแนวทางที่รัฐบาลได้ให้ไว้อย่างเคร่งครัด เนื่องจากเรามีความจำเป็นต้องปรับรูปแบบการใช้งบประมาณ ให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และให้มีความสอดคล้องกับสถานการณ์ของโลก รวมถึงลดงบประมาณในการศึกษาดูงาน การจัดประชุม การสร้างอาคารสำนักงานขนาดใหญ่ ขอให้ใช้วิธีการเช่าแทน การเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า EV มากขึ้น จึงขอให้ทุกท่านได้ตระหนักและให้ความสำคัญ รวมถึงการแลกเปลี่ยนแนวคิดเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยในเวทีสากลต่อไปได้

ขณะที่ นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นว่า แม้จะเข้าใจสถานการณ์การคลังตอนนี้แค่ไหน ก็ยังอดห่วงกับการกู้ครั้งนี้ไม่ได้ เพราะเดิมพันนั้นสูงมาก หากล้มเหลวที่จะกอบกู้เศรษฐกิจเหมือนตอนโควิดอีกครั้ง เราอาจจะต้องอยู่กับภาวะหนี้สูง-โตต่ำไปอีกนาน ตัวยอดหนี้เทียบกับจีดีพีอาจจะไม่ได้บอกอะไรเรามากนัก 70% อาจจะยังไม่ได้สูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ แต่การกู้มีราคาที่ต้องจ่ายนั่นก็คือ ดอกเบี้ย และดอกเบี้ยนี่เองที่จะมีผลโดยตรงต่องบประมาณ และเศรษฐกิจ แถมยังเป็นตัวชี้วัดอย่างดีว่า หนี้สาธารณะของประเทศนี้มีปัญหาหรือยัง

นางสาวศิริกัญญา ระบุว่า ลำพังการออกงบประมาณในแต่ละปี ๆ ตามปกติ ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายให้เจ้าหนี้ก็สูงขึ้นมากมาโดยตลอด ปี 69 อยู่ที่ 270,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับรายได้จัดเก็บได้แล้วอยู่ราวๆ 9% และกำลังจะเพิ่มอย่างก้าวกระโดดเป็น 12% ในปีงบ 70 (ตามแผนการคลังระยะปานกลาง 70-73) ในขณะที่หนึ่งในเกณฑ์สำหรับการเป็นพันธบัตรระดับ investment grade บอกว่าสัดส่วนดอกเบี้ยต่อรายได้ไม่ควรเกิน 10% ถ้ากู้เพิ่ม 500,000 ล้าน จะมีดอกต้องจ่ายเพิ่มอีกราว 10,000 ล้านบาท ในงบปีหน้า รัฐบาลต้องเตรียมงบชำระหนี้ ทัังต้นทั้งดอกรวม 520,000 ล้านบาทแล้ว จากงบ 3.78 ล้านล้านบาท เหลือใช้ได้จริงๆไม่ถึง 3.3 ล้านล้าน และเงินชำระหนี้นี้จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ไปจนถึง 640,000 ล้านในปี 73 ยิ่งกัดกินงบประมาณให้เหลือน้อยลงไปเรื่อยๆ

"เราจึงต้องมั่นใจว่ากู้แล้วต้องทำให้เศรษฐกิจฟื้นได้จริงๆ ทั้งทำให้เศรษฐกิจกลับมาโตเต็มศักยภาพ และขยายศักยภาพเศรษฐกิจไทยให้โตได้ดีกว่าเดิมด้วย เพราะจะเป็นทางเดียวที่จะทำให้ดอกเบี้ยจะไม่มาฉุดรั้งงบประมาณแผ่นดิน เนื่องจากจะจัดเก็บรายได้ได้เพิ่มอัตโนมัติจากเศรษฐกิจขยายตัว และเมื่อเศรษฐกิจดี ท่านรองนายกอาจจะเก็บภาษีตัวใหม่ๆ ได้ด้วย" นางสาวศิริกัญญา ระบุ