สมุทรสงคราม – เวทีรับฟังความคิดเห็นโครงการสถานีขนถ่ายขยะมูลฝอยชุมชนระบบปิด ในพื้นที่ตำบลลาดใหญ่ กลายเป็นเวทีร้อน ชาวบ้านกว่า 200 คนรวมตัวคัดค้านเสียงดัง ย้ำไม่ต้องการให้พื้นที่ซ้ำรอยบ่อขยะในอดีต ก่อนเวทีหลักต้องยุติลงภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง ท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียด
วันนี้ ( 23 เม.ย.)ที่โรงเรียนบ้านตะวันจาก หมู่ 9 ตำบลลาดใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม เทศบาลเมืองสมุทรสงคราม นำโดยนายอานนท์ ตันติดำรงกุล นายกเทศมนตรีเมืองสมุทรสงคราม พร้อมคณะผู้บริหารและที่ปรึกษาโครงการ จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ลาดใหญ่ ดูแลความเรียบร้อย
อย่างไรก็ตาม ทันทีที่เริ่มเวที ชาวบ้านจำนวนมากได้แสดงจุดยืนคัดค้านโครงการอย่างชัดเจน โดยให้เหตุผลว่าพื้นที่ดังกล่าวเคยเป็นแหล่งทิ้งขยะในอดีต ซึ่งส่งผลกระทบทั้งกลิ่นเหม็น น้ำเสีย และคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างรุนแรง ทำให้ไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำอีก ส่งผลให้เวทีหลักต้องยุติลงอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงเวทีย่อยที่มีชาวบ้านเข้าร่วมรับฟังราว 30 คน
นายมาโนช ตรัยรัตนยนต์ ปลัดเทศบาลเมืองสมุทรสงคราม ชี้แจงว่า โครงการดังกล่าวเป็น “สถานีขนถ่ายขยะระบบปิด” ใช้เป็นจุดพักขยะไม่เกิน 24 ชั่วโมง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการขยะ โดยปัจจุบันในเขตเทศบาลมีปริมาณขยะประมาณ 30 ตันต่อวัน และทั้งจังหวัดรวมกว่า 180 ตันต่อวัน แต่การชี้แจงดังกล่าวยังไม่สามารถคลายความกังวลของประชาชนได้
ด้าน ดร.ปรียาภัทร์ เมืองทอง ที่ปรึกษาโครงการกิตติมศักดิ์ ระบุว่า โครงการนี้แตกต่างจากบ่อขยะเดิม เนื่องจากเป็นระบบปิด ไม่มีการกองขยะบนพื้น และอยู่ภายใต้เงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด หากไม่เป็นไปตามข้อกำหนด ชุมชนสามารถร้องเรียนให้ยุติได้ทันที อีกทั้งยังช่วยลดงบประมาณของรัฐ และสนับสนุนเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก
ขณะที่นายอานนท์ ย้ำว่า ปัญหาขยะเป็นเรื่องจำเป็นต้องเร่งแก้ไข หากไม่ดำเนินการจะส่งผลให้ขยะล้นเมือง อย่างไรก็ตาม หากพื้นที่ดังกล่าวไม่สามารถดำเนินโครงการได้ เทศบาลก็พร้อมพิจารณาหาทางเลือกอื่น
ด้านเสียงจากชุมชนยังคงหนักแน่น นางฉวีวรรณ สังข์ทอง ชาวบ้านหมู่ 7 ระบุว่า “ขยะไม่ใช่ของดี” พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการประชาสัมพันธ์เวทีครั้งนี้ไม่ทั่วถึง ทำให้ชาวบ้านจำนวนมากเพิ่งรับทราบข้อมูลในภายหลัง อีกทั้งพื้นที่ดังกล่าวอยู่ใกล้โรงเรียน หน่วยงานราชการ และชุมชน จึงไม่เหมาะสมกับโครงการลักษณะนี้
นายพนม ศรีกำเนิด อดีตนายก อบต.ลาดใหญ่ ย้อนถึงเหตุการณ์ในอดีตเมื่อกว่า 20 ปีก่อน ว่าการยุติบ่อขยะในพื้นที่ต้องใช้ความพยายามอย่างหนัก ถึงขั้นจัดเวรยามเฝ้าตลอด 24 ชั่วโมง และยังเกิดเหตุรุนแรงตามมา จึงยืนยันว่าจะไม่ยอมให้เหตุการณ์ซ้ำรอยอีก
เช่นเดียวกับนายพีระ สว่างศรี ชาวบ้านหมู่ 9 ที่เคยได้รับผลกระทบโดยตรง ระบุว่า บ้านอยู่ห่างจากจุดทิ้งขยะเดิมไม่ถึง 500 เมตร ต้องเผชิญทั้งกลิ่นเหม็นและน้ำเสีย จนใช้ชีวิตลำบาก จึงไม่ต้องการให้มีการนำขยะกลับเข้ามาในพื้นที่อีก
ขณะที่นายวิชิต แสงจันทร์ ชาวบ้านหมู่ 7 ตั้งข้อสังเกตถึงความโปร่งใสของกระบวนการ โดยระบุว่าการประชาสัมพันธ์และการถ่ายทอดข้อมูลจากการศึกษาดูงานยังไม่ทั่วถึง
ด้านนายโสภณ ทองเปรม นายก อบต.ลาดใหญ่ แม้จะขอให้ลดการใช้ถ้อยคำรุนแรงในเวที แต่ก็แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการนำขยะจากนอกพื้นที่เข้ามา โดยชี้ว่าปัจจุบันตำบลลาดใหญ่มีการพัฒนาเป็นชุมชนเมือง มีบ้านเรือนเพิ่มขึ้น และยังต้องจัดการขยะของตนเองวันละกว่า 16 ตัน พร้อมตั้งคำถามว่าทำไมไม่เลือกพื้นที่ห่างไกลชุมชนเพื่อลดผลกระทบ
ทั้งนี้ ย้อนกลับไปในปี 2545 พื้นที่ดังกล่าวเคยเป็นจุดขัดแย้งครั้งใหญ่ จากกรณีนำขยะจากหลายพื้นที่เข้ามาทิ้ง ก่อนที่ชาวบ้านจะรวมตัวคัดค้านจนสามารถยุติการใช้พื้นที่เป็นบ่อขยะได้สำเร็จ เหตุการณ์ล่าสุดจึงสะท้อนว่า “แผลเก่า” ของชุมชนยังไม่จางหาย และความไม่ไว้วางใจยังคงฝังลึก
ท้ายที่สุด ทิศทางของโครงการอาจต้องปรับเปลี่ยน เมื่อเสียงส่วนใหญ่ของชุมชนไม่เห็นด้วย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจต้องพิจารณาหาพื้นที่ใหม่ ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ของการบริหารจัดการขยะ ที่ยังคงต้องเดินหน้าต่อไปโดยไม่สร้างความขัดแย้งซ้ำรอยเดิม.

