xs
xsm
sm
md
lg

เปิด รร.นานาชาติเถื่อน ชิงเค้ก 8 หมื่นล้าน ไร้ใบอนุญาตสอบ ต่างด้าวลอบเป็นครู

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ข่าวใหญ่สะเทือนวงการศึกษากรณีบุกจับ “โรงเรียนนานาชาติเถื่อน ย่านประเวศ” หลังเปิดการเรียนการสอนมานานกว่า 1 ปี มีนักเรียนนับร้อยชีวิต แต่เปิดโรงเรียนโดยไม่มีใบอนุญาต และครูชาวต่างชาติไม่มีใบอนุญาตทำงาน นอกจากกระทบความเชื่อมั่นภาคการศึกษาของไทย ยังสะท้อนอุตสาหกรรมโรงเรียนนานาชาติที่กำลังเติบโตในประเทศไทยด้วยมูลค่ากว่า 8 หมื่นล้าน

ย้อนกลับไปช่วงต้นเดือนเมษายน 2569 สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) โดยเจ้าหน้าที่สืบสวน บก.ตม.1 สนธิกำลังร่วมกับฝ่ายป้องกันปราบปราม สน.ประเวศ และเจ้าหน้าที่กองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน กรมการจัดหางาน ร่วมกันเข้าตรวจสอบโรงเรียนนานาชาติ ย่านประเวศหลังได้รับแจ้งเบาะแสว่า เปิดโรงเรียนโดยไม่มีใบอนุญาตดำเนินกิจการ และมีครูต่างชาติสอนจำนวนมากโดยไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพถูกติ้งตามกฎหมาย

จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า โรงเรียนนานาชาติดังกล่าวไม่มีใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนตามกฎหมายจริง และมีการใช้ชาวต่างชาติมาเป็นอาจารย์สอนวิชาต่างๆ รวมทั้งเป็นลูกจ้างภายในโรงเรียนโดยไม่มีใบอนุญาตทำงานมากกว่า 10 ราย ประกอบด้วยบุคคลต่างด้าวหลายสัญชาติ อาทิ อินเดีย, บังคลาเทศ, ปากีสถาน, ไนจีเรีย เป็นต้น

ทั้งนี้ โรงเรียนนานาชาติดังกล่าวเปิดสอนมานานกว่า 1 ปีแล้ว มีจำนวนนักเรียนมากกว่า 100 คน โดยส่วนใหญ่เป็นชั้นอนุบาลและประถมศึกษา ซึ่งทางโรงเรียนได้ทำการเปิดรับสมัครนักเรียนและทำการเรียนการสอนไปก่อนที่จะได้รับอนุญาตให้เปิดโรงเรียน และยังใช้บุคคลต่างด้าวจำนวนมากมาเป็นครูผู้สอน แต่ส่วนใหญ่ไม่มีการขออนุญาตทำงานอย่างถูกต้องแต่อย่างใด

พล.ต.ต.ประสาธน์ เขมะประสิทธิ์ผบก.ตม.1 ระบุว่ากรณีนี้ถือเป็นอุทาหรณ์สำหรับประชาชนทุกคนที่ต้องระมัดระวังในการหาโรงเรียนนานาชาติต่างๆ ที่จะนำบุตรหลานเข้ารับการศึกษา เพราะหากเป็นโรงเรียนที่เปิดโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายเช่นนี้ โรงเรียนอาจจะถูกปิดทำการเมื่อใดก็ได้ ซึ่งอาจจะส่งผลเสียร้ายแรงทั้งกับผู้ปกครองและบุตรหลานได้

นอกจากนี้ การจะนำเอาบุคคลต่างด้าวเข้ามาทำงานในประเทศไทย เข้ามาเป็นอาจารย์สอนวิชาต่างๆ หรือลูกจ้างภายในโรงเรียน ต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายโดยเคร่งครัด ทั้งในเรื่องของวีซ่าและใบอนุญาตทำงานตามประเภทงานและพื้นที่ที่ตนเองทำงาน

ผศ.ดร.อมลรรณ วีระธรรมโมเลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า ตาม พรบ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 กำหนดให้วิชาชีพครูผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา และบุคลากรทางการศึกษาอื่น (ศึกษานิเทศก์) เป็นวิชาชีพควบคุม และห้ามมิให้ผู้ใดประกอบวิชาชีพควบคุมโดยไม่ได้รับอนุญาตจากคุรุสภา ตามมาตรา 43 นอกจากนั้น มาตรา 46 กำหนดว่าห้ามมิให้ผู้ใดแสดงด้วยวิธีใดให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนมีสิทธิ หรือพร้อมจะประกอบวิชาชีพโดยไม่ได้รับอนุญาตจากคุรุสภา และห้ามไม่ให้สถานศึกษารับผู้ไม่ได้รับใบอนุญาตเข้าประกอบวิชาชีพควบคุมในสถานศึกษา เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากคุรุสภา ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 43 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 46 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

“กรณีนี้ คุรุสภาได้เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าโรงเรียนดังกล่าวได้ให้บุคคลที่ไม่มีใบ

ผศ.ดร.อมลรรณ วีระธรรมโม  เลขาธิการคุรุสภา

ประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
อนุญาตประกอบวิชาชีพเข้าประกอบวิชาชีพครูซึ่งเป็นวิชาชีพควบคุมในโรงเรียนหรือไม่ หากมีการอนุญาตให้บุคคลที่ไม่มีใบอนุญาตเข้าประกอบวิชาชีพควบคุมในโรงเรียนจะเป็นกรณีที่บุคคลประกอบวิชาชีพควบคุมโดยไม่รับอนุญาตจากคุรุสภา และโรงเรียนรับผู้ที่ไม่มีใบอนุญาตเข้าประกอบวิชาชีพควบคุมในสถานศึกษาถือว่ามีความผิดมีโทษคือจำคุกหรือปรับ หรือทั้งจำและปรับ ซึ่งคุรุสภาจะเข้าดำเนินคดีทางกฎหมายต่อผู้กระทำผิดอย่างแน่นอน” ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าว

แน่นอนว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกระทบความเชื่อมั่นต่อภาคการศึกษาในประเทศไทย ชี้ให้เห็นช่องโหว่ในการกำกับดูแลของรัฐโดยภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพราะการจัดตั้งโรงเรียนนานาชาติต้องดําเนินการภายใต้กฎหมาย พระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 แต่การที่สถานศึกษาแห่งนี้สามารถเปิดดำเนินการได้นานกว่า 1 ปีโดยไม่มีใบอนุญาต สะท้อนถึงปัญหาในกระบวนการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในส่วนกลางและระดับพื้นที่ที่ไร้ประสิทธิภาพ

ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน(สช.) รวมทั้งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เป็นต้น


นอกจากนี้ การจ้างครูต่างชาติที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพและไม่มีใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ยังกระทบมาตรฐานวิชาชีพและคุณภาพการเรียนการสอน

คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ ที่ผ่านมาทำไมถึงไม่มีการตรวจสอบ หรือตรวจสอบแล้ว มีอะไรทำให้นิ่งเฉยเลยผ่านหรือไม่ อย่างไร

คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ มีกรณีโรงเรียนต่างชาติเถื่อนในลักษณะเดียวกันนี้สักกี่มากน้อย

คำถามข้างต้นถือเป็นปัญหาใหญ่สำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองเป็นอย่างมาก เพราะไม่มีทางรู้ได้เลยว่า โรงเรียนไหนเถื่อน หรือโรงเรียนไหนทำถูกกฎหมาย ไม่นับรวมถึงประเภทที่ทำแบบครึ่งๆ กลางๆ คือมีการใช้บุคลากรทั้งนี้ถูกต้องและไม่ถูกต้องปะปนกันไป

ทั้งนี้ ต้องบอกว่า กรณีของโรงเรียนนานาชาติเถื่อนที่เป็นครึกโครม ได้สะท้อนให้เห็นว่าการศึกษารูปแบบอินเตอร์จำพวกโรงเรียนนานาชาติได้รับความนิยมสูงมากในประเทศไทย จนนำไปสู่การตั้งสถานศึกษาผิดกฎหมาย ฉกฉวยโอกาสจากความต้องการของผู้ปกครองซึ่งกำลังมองหาทางเลือกในระบบศึกษาของไทย

แม้ภาพรวมจำนวนนักเรียนมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องส่งผลให้ระหว่างปีการศึกษา 2555 -2567 เกิดการทยอยปิดตัวของโรงเรียนต่อเนื่อง จำแนกเป็นโรงเรียนรัฐบาลลดลงเฉลี่ย 0.6% ต่อปี โรงเรียนเอกชนหลักสูตรไทยลดลงเฉลี่ย 0.7% ต่อปี

ทว่า โรงเรียนนานาชาติกลับเติบโตสวนทางเฉลี่ย 5.0% ต่อปี โดยคาดว่ามูลค่าตลาดโรงเรียนนานาชาติไทยปี 2567 เติบโต 13% จากปี 2566 แตะ 87,000 ล้านบาท



ภาพขณะเจ้าหน้าที่เข้าทำการตรวจสอบและจับกุมโรงเรียนนานาชาติเถื่อน ย่านประเทศ


ศูนย์วิจัยธนาคารกสิกรไทย เผยแนวโน้มธุรกิจโรงเรียนนานาชาติในไทยกำลังเบ่งบาน ตลอดหลายปีที่ผ่านมา โรงเรียนนานาชาติมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ความนิยมในหลักสูตรการศึกษาต่างประเทศเพิ่มขึ้น อีกทั้ง ผู้ปกครองจำนวนมากศักยภาพในการลงทุนด้านการศึกษา ทำให้ความนิยมของโรงเรียนนานาชาติมีการเติบโต รวมทั้ง ปัจจัยหนุนจากการคาดการณ์จำนวนคนที่มีทรัพย์สินมากกว่า 1 ล้านดอลลาร์ฯ ในไทยจะเพิ่มขึ้น 24% ระหว่างปี 2566 – 2571

ปัจจัยที่ทำให้โรงเรียนนานาชาติเติบโต คือ คนไทยกลุ่มไฮเอนด์ ซึ่งมองว่าโรงเรียนนานาชาติมีหลักสูตรการเรียนที่เสริมสร้างด้านภาษา เพิ่มโอกาสให้บุตรหลานปูทางสู่มหาวิทยาลัยต่างประเทศ และมหาวิทยาลัยหลักสูตรนานาชาติในไทย ซึ่งโรงเรียนนานาชาติทำให้เกิดการใกล้ชิดบุตรหลานโดยไม่ต้องส่งไปเรียนต่างประเทศ และยังมีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่าการส่งไปเรียนต่างประเทศอีกด้วย

นอกจากนี้ กลุ่มคนต่างชาติที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยในตำแหน่งระดับสูงซึ่งมีเพิ่มมากขึ้นทุกปีนั้น เป็นกลุ่มที่มีกำลังทรัพย์ส่งบุตรหลานที่ติดตามมาอยู่ในประเทศไทยเข้าเรียนโรงเรียนนานาชาติ เพื่อลดข้อจำกัดด้านภาษา สังคม และอื่นๆ

ปัจจัยเหล่านี้หนุนให้โรงเรียนนานาชาติเติบโตทั้งด้านจำนวนโรงเรียนจำนวนนักเรียนตลอดจนมูลค่าตลาดที่สูงขึ้นติดต่อกันทุกปี จากข้อมูลศูนย์วิจัยกสิกรไทยเผยว่าโรงเรียนนานาชาติมีมูลค่าที่เติบโตเพิ่มขึ้นทุกปีโดยเฉพาะหลังการฟื้นตัวจากสถานการณ์โควิด-19

ปี 2562 ธุรกิจโรงเรียนนานาชาติมีมูลค่า 61,000 ล้านบาท, ปี 2563 มูลค่า 57,000 ล้านบาท, ปี 2564 มูลค่า 60,000 ล้านบาท, ปี 2565 มูลค่า 66,000 ล้านบาท, ปี 2566 มูลค่า 77,000 ล้านบาท และปี 2567 คาดการณ์มูลค่า 87,000 ล้านบาท

โดยในช่วงที่ผ่านมาโรงเรียนนานาชาติมีการขยายตัวไปยังต่างจังหวัดที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะภาคกลางและตะวันออกจากครัวเรือนที่มีรายได้เกิน 100,000 บาท จำนวนมาก

สอดคล้องกับข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน(สช.) พบว่าโรงเรียนนานาชาติขยายตัวไปต่างจังหวัดนอกเหนือกรุงเทพฯ เพิ่มขึ้น ปี 2565 มีโรงเรียนนานาชาติในกรุงเทพฯ 119 แห่ง ต่างจังหวัด 115 แห่ง, ปี 2566 มีโรงเรียนนานาชาติในกรุงเทพฯ 120 แห่ง ต่างจังหวัด 116 แห่ง นอกจากนี้ ข้อมูลจากศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระทรวงศึกษาธิการ เผยตัวเลขในปี 2567 มีโรงเรียนนานาชาติในกรุงเทพฯ 121 แห่ง ต่างจังหวัด 128 แห่ง

โดยมีภาคธุรกิจต่างๆ ขยายการลงทุนเข้าสู่ธุรกิจโรงเรียนนานาชาติมากขึ้น อาทิ กลุ่มธนาคารกรุงเทพของตระกูลโสภณพนิช ผู้พัฒนาโรงเรียนนานาชาติโชรส์เบอรี ย่านพระราม, กลุ่มบีทีเอสของตระกูลกาญจนพาสน์ ดำเนินกิจการโรงเรียนนานาชาติเวอร์โซ กลุ่มสหพัฒน์ของตระกูลโชควัฒนา กับการเปิดโรงเรียนนานาชาติคิงส์คอลเลจ กรุงเทพ ในปี 2563, กลุ่มอรสิริน โฮลดิ้ง ตระกูลบูรณุปกรณ์ ซึ่งกำลังก่อสร้างโรงเรียนนานาชาติมิลล์ฮิลล์ เป็นแบรนด์จากอังกฤษ กำหนดเฟสแรกในปี 2568, กลุ่มอัสสกุล โดยบริษัท ไทยสมุทรประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กับโรงเรียนนานาชาติเซนต์สตีเฟ่นส์ กรุงเทพฯ และเขาใหญ่ หรือ กลุ่มซีพีของตระกูลเจียรวนนท์ ผู้ดำเนินกิจการโรงเรียนนานาชาติคอนคอร์เดียน ยาวนานว่า 20 ปี เป็นต้น

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ภาพรวมของธุรกิจโรงเรียนนานาชาติมีโอกาสเติบโตท่ามกลางความท้าทาย แม้ว่าสถานการณ์การจับกุมโรงเรียนนานาชาติเถื่อนอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในระยะสั้น แต่เชื่อว่าจะเป็นบทเรียนสู่การยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมโรงเรียนนานาชาติต่อไป

ก็ได้แต่หวังว่า “เสมา1” คือ “ประเสริฐ จันทรรวงทอง” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนปัจจุบันจะให้ความสำคัญและให้ความสนใจกับเรื่องนี้ ให้สมกับการประกาศนโยบาย “Education for All” พร้อมกับ 5 ภารกิจ 5 ภารกิจเร่งด่วนคือ 1. คืนเวลาให้ครู คืนอนาคตให้เด็ก 2. รื้อสูตรลดความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณ 3. ยกระดับการเรียนรู้สู่โลกความจริง 4. โรงเรียนต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยและ 5. สร้างสถาปัตยกรรมใหม่ด้วย พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ