เวลานี้ประชาชนคนไทยต้องแบกรับค่าครองชีพพุ่งสูงลิ่วจาก “ราคาพลังงาน” ที่เป็นตัวจุดชนวนระเบิด โดยหนึ่งในแผนสำคัญของ “รัฐบาลหนูรวยไม่ไหว” ก็คือ การเตรียมออก “พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท รวมถึงขยายเพดานหนี้สาธารณะ
ทั้งนี้ หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันอังคารที่ 21 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีข้อสั่งการให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไปศึกษารายละเอียด
ในวันถัดมา นายเอกนิติ เผยว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการเตรียมขั้นตอนการออก พ.ร.ก.กู้เงิน ในวงเงินไม่เกิน 5 แสนล้านบาท โดยจะไม่มีการปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะจากระดับปัจจุบันที่ 70% ต่อ GDP เนื่องจากยังเหลืออยู่ 4% จึงจะถึงเพดาน สามารถกู้ได้อีกราว 8 แสนล้านบาท พร้อมทั้งยืนยันว่าปีนี้จะไม่มีการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากอัตราปัจจุบันที่จัดเก็บ 7% อย่างแน่นอน เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ไม่เอื้ออำนวย โดยจะขยายเวลาการใช้อัตราภาษี VAT ที่ 7% ต่อไปอีก 1 ปี
นายเอกนิติ ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้คาดว่าจะขยายตัวได้เพียง 1.4% เงินเฟ้อพุ่งขึ้นไปที่ 2.9% ซึ่งเป็นผลกระทบด้านราคาพลังงานจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ส่วนในปี 2570 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 2.2% ส่วนเงินเฟ้อชะลอลงมาอยู่ที่ 1.5%
การประกาศตั้งแท่นออก พ.ร.ก. กู้เงิน 5 แสนล้านบาท ของนายเอกนิติ โดยต้องรอสรุปผลการ “ตัดงบปี 2569 ที่ไร้ประสิทธิภาพ” ในวันที่ 30 เมษายน 2569 นี้ก่อน ถูกตั้งคำถามตัวโตๆ ว่า คือการเบี่ยงเบนกระแสข่าวเพื่อสร้างความชอบธรรมในการก่อหนี้มหาศาล ในจังหวะที่รัฐบาลกำลังใช้ความเชื่อมั่นจาก Moody’s Ratings ที่ปรับแนวโน้มเครดิตไทยเป็น “Stable” (มีเสถียรภาพ) มาเป็น “ใบเบิกทาง” ในการกระชากเพดานหนี้สาธารณะให้พุ่งจ่อ 70% ต่อ GDP หรือไม่ อย่างไร
นอกจากนั้น สิ่งที่น่าตั้งคำถามไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันในเชิงกลยุทธ์การเบี่ยงกระแส นั่นคือการเดินหมากของ “สว.สายสีน้ำเงิน”ที่ออกมาโยนหินถามทางเรื่องการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 7% เป็น 10% ก่อนกลับลำ ตามตำรา “Smoke Screen” หรือการสร้างฉากทัศน์ควันพรางตาที่แนบเนียนที่สุด เพราะเมื่อประชาชนมัวแต่กังวลว่าจะถูกรีดภาษีเพิ่ม ความไม่พอใจเรื่องราคาน้ำมันและการตรวจสอบไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน ก็ถูกลดทอนน้ำหนักลงทันที
หากบอกว่านี่เป็นการเล่นเกมการเมืองที่ใช้ความหวาดกลัวของประชาชนมาช่วยปกป้องคุ้มครองกลุ่มทุนและลดกระแสโจมตีรัฐบาลอย่างหนักหน่วงในการแก้วิกฤตพลังงานที่สอบไม่ผ่าน และการตามหาไอ้โม่งกักตุนน้ำมันที่ยังคว้าน้ำเหลว ก็คงไม่ผิดไปจากความเป็นจริงสักเท่าใดนัก
ตามมาส่องตัวเลขหนี้สาธารณะไทย ตัวเลขล่าสุด ณ เดือนเมษายน 2569 มียอดหนี้สะสมพุ่งทะลุเพดานเดิม โดยปัจจุบันหนี้สาธารณะไทยอยู่ที่ประมาณ 12.59 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 66.09% ต่อ GDP (ข้อมูล ณ กุมภาพันธ์ 2569) ซึ่งสูงกว่ายุคโควิด-19 เกือบ 3 ล้านล้านบาท ทำให้พื้นที่การคลัง (Fiscal Space) เหลือแค่เล็กน้อย ด้วยเพดานหนี้ปัจจุบันกำหนดไว้ที่ 70% รัฐบาลจึงเหลือช่องว่างให้กู้ได้อีกเพียงประมาณ 4% หรือไม่เกิน 8 แสนล้านบาท
ดังนั้น หากมีการกู้เงินเพิ่มอีก 5 แสนล้านบาท หรือกู้เกือบหมดแม็ก ตามที่นายเอกนิติยืนยัน ตัวเลขหนี้จะดีดขึ้นไปจ่อที่ 69% - 70% ทันที ชนเพดานแบบแทบไม่มีที่ว่างให้หายใจ
ตรวจเช็ก “อาการของหนี้สาธารณะ” ของไทยตอนนี้ไม่ใช่แค่น่าเป็นห่วง ทว่า อยู่ในระดับ “กึ่งวิกฤต” เลยทีเดียว การที่นายเอกนิติ พยายามคุมยอดกู้ไม่ให้เกิน 5 แสนล้าน ก็เพื่อเลี่ยงการขยายเพดานหนี้เพิ่มเป็น 75% ต่อสัดส่วนจีดีพี ซึ่งจะเสียภาพลักษณ์ทางการเมืองอย่างรุนแรง แต่ยังเป็นการแก้ปัญหาแบบ “ดินพอกหางหมู” ที่เอาภาระอนาคตมาแลกกับความสงบชั่วคราวในวันนี้ เพื่อกลบเรื่องไอ้โม่งกักตุนน้ำมันที่ยังเคลียร์ไม่จบ
นอกจากนั้นแล้ว การที่นายเอกนิติ และนายอนุทิน ตีโป่งกรณี Moody’s ปรับอันดับเครดิตจาก “เชิงลบ” (Negative) ขึ้นเป็น “มีเสถียรภาพ” (Stable) โดยนายเอกนิติ รีบแถลงทันทีเพื่อบอกว่านโยบายของเรามาถูกทางและโลกเชื่อมั่นเราแล้ว อีกด้านหนึ่งคือการลดแรงเสียดทานจากฝ่ายค้านและข้าราชการประจำสายวินัยการคลังที่เคยเตือนเรื่องความเสี่ยงในการก่อหนี้สาธารณะเพิ่ม โดยก่อนหน้าที่มีข่าวปล่อยรัฐบาลเตรียมออก พ.ร.ก.กู้เงินนั้น มีรายงานข่าวปลัดกระทรวงการคลัง ยอมรับ “ยังไม่รู้เรื่อง”
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ตั้งคำถามว่าเป้าประสงค์ในการกู้เงินของรัฐบาลเพื่ออะไรกันแน่ และต้องนำมาใช้แก้ปัญหาวิกฤตได้จริง ไม่ใช่การนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ หนี้สาธารณะสูงที่อยู่แล้วจะเพิ่มภาระให้ประชาชนและภาระของลูกหลานในอนาคต การออกพ.ร.ก.ซึ่งมีช่องทางการตรวจสอบน้อยกว่างบประมาณ จะทำให้มีการยัดไส้โครงการที่ไม่จำเป็นภายใต้ข้ออ้างสถานการณ์วิกฤตหรือไม่ เงินกู้จะช่วยแก้ปัญหากองทุนน้ำมัน และเงินถึงมือประชาชนจริงหรือไม่ เรื่องนี้ฝ่ายค้านเตรียมใช้กลไกสภาฯ เพื่อติดตามตรวจสอบอย่างเข้มข้น
ดอกเบี้ยเงินกู้ บานตะไท
แม้ว่าการปรับอันดับเครดิตขึ้น ทำให้ดอกเบี้ยกู้เงินอาจจะไม่พุ่งสูงเกินไป แต่มาคิดคำนวณดูภาระดอกเบี้ยเงินกู้ 5 แสนล้านบาท ต้องจ่ายกันสักหน่อยว่าจะเบ่งบานกี่มากน้อย
ปัจจุบันดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ที่ประมาณ 1.00% (ข้อมูล ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2569) แต่ดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ซึ่งเป็นเครื่องมือหลักในการกู้เงินนั้นพุ่งสูงกว่า โดยอยู่ที่ประมาณ 1.92% - 2.00% หากรัฐบาลกู้ 5 แสนล้านบาท เต็มจำนวน ด้วยอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 2% ต่อปี รัฐบาลจะมีภาระดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มขึ้นทันทีปีละ 10,000 ล้านบาท โอกาสที่จะเอาเงินหมื่นล้านนี้ไปพัฒนาประเทศก็หดหายไป
ข้อมูลจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) : รายงานภาระหนี้ตั้งจ่ายจากงบประมาณรายจ่าย และรายงานสถานะหนี้สาธารณะรายเดือน (ณ กุมภาพันธ์ 2569) และข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) : แผนการคลังระยะปานกลาง (ปีงบประมาณ 2568 - 2571 และฉบับทบทวนปี 2569 - 2572) รวมถึงรายงานสรุปงบประมาณโดยรัฐสภา : เอกสารวิเคราะห์งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 - 2569 ของศูนย์งบประมาณรัฐสภา (PBO) โชว์ให้เห็นว่า งบชำระดอกเบี้ยในช่วง 5 ปี (2565-2569) และสัดส่วนงบชำระหนี้ต่องบประมาณรายจ่าย (สัดส่วนงบชำระหนี้รวม (คืนต้นเงินกู้ + ดอกเบี้ย + ค่าธรรมเนียม)) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ปีงบประมาณ 2565 งบชำระดอกเบี้ยประมาณ 170,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 9.0% ต่องบประมาณรายจ่าย
ปีงบประมาณ 2566 งบชำระดอกเบี้ยประมาณ 185,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 9.6% ต่องบประมาณรายจ่าย
ปีงบประมาณ 2567 งบชำระดอกเบี้ยประมาณ 249,753 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 9.9% ต่องบประมาณรายจ่าย
ปีงบประมาณ 2568 งบชำระดอกเบี้ยประมาณ280,000 - 300,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 12.5% ต่องบประมาณรายจ่าย
และ ปีงบประมาณ 2569 งบชำระดอกเบี้ยประมาณ 330,000 - 350,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 13.3% - 14.0% ต่องบประมาณรายจ่าย
จะเห็นได้ว่า ในปีงบประมาณ 2569 สัดส่วนงบชำระหนี้ (เงินต้น+ดอกเบี้ย) พุ่งแตะระดับ 13.37% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2565 ที่อยู่เพียง 9% สะท้อนว่าเรากำลังใช้เงินภาษีไปกับการ “จ่ายหนี้” มากกว่าการ “ลงทุน” เพื่อพัฒนาประเทศ และหากมีการออก พ.ร.ก. กู้เงิน 5 แสนล้านบาท ตัวเลขภาระดอกเบี้ยในปีถัด ๆ ไป (2570 เป็นต้นไป) จะขยับขึ้นอีกอย่างน้อยปีละ 10,000 - 15,000 ล้านบาท
ที่น่าสนใจคือ ในรายงานของ Moody’s มีการระบุว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ของไทยถือว่าจัดการได้ เปรียบเสมือนเป็น “ยาชา” ชั้นดีที่ทำให้รัฐบาลมั่นใจว่าต่อให้กู้เพิ่มจนชนเพดาน 70% สถาบันจัดอันดับโลกก็อาจจะยังไม่หั่นเครดิตประเทศไทยทันที ตราบใดที่ยังเห็น “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” เช่น Data Center หรือ EV ที่รัฐบาลกำลังปั่นกระแสอยู่ในเวลานี้
คำถามคือ “ความมั่นใจนี้ตั้งอยู่บนความเสี่ยงของใคร?” Moody’s ปรับเครดิตให้ไทยเพราะเห็นเสถียรภาพทางการเมือง พรรคร่วมรัฐบาลมีความปึกแผ่น ไม่ใช่เพราะเรามีเงินเหลือเฟือ การใช้ความเชื่อมั่นจาก Moody’s มาเป็นข้ออ้างในการกู้เงินเพื่ออุดหนุนราคาพลังงานที่ยังมีไอ้โม่งกักตุนอยู่ คือการเอาเครดิตของประเทศไปค้ำประกันกำไรให้กลุ่มทุน ใช่หรือไม่?
“คตร.” ตรายางที่ไร้ความกล้า
ขณะที่นายเอกนิติ กำลังเล่นบทนักมายากลทางการเงิน กู้หนี้เพิ่มเพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงาน แต่ในฐานะประธาน คตร. เขาต้องมีคำตอบต่อสังคมถึงเรื่องการแก้วิกฤตน้ำมัน ทั้งเรื่อง “ไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน” และโครงสร้างราคาที่บิดเบี้ยวทำให้ทุนพลังงานฟาดกำไรมหาศาลแต่เพิ่มภาระให้ประชาชนหลังแอ่น
กระทั่งถึงเวลานี้ หากจะถามว่าทำไมถึงยังดำเนินคดีกับ “ไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน” ไม่ได้ คำตอบไม่ได้อยู่ที่ความซับซ้อนของหลักฐาน แต่อยู่ที่คณะกรรมการ คตร. ซึ่งนายเอกนิติ นั่งเป็นประธาน มีความกล้าหาญทางการเมืองเพียงพอหรือไม่ และต้องถามย้ำว่า คดีความที่ล่าช้าจนน่าสงสัย เป็นเพราะหาหลักฐานไม่เจอ หรือเพราะหลักฐานเหล่านั้นดันไป “แตะคนที่ไม่ควรแตะ” จนทำให้กลไกการตรวจสอบของรัฐอืดอาดล่าช้าถึงขั้นอาจกลายเป็นอัมพาตชั่วคราว?
ยังมีคำถามเรื่องการศึกษาเรื่อง “ต้นทุนน้ำมัน” นายเอกนิติ ในฐานะประธาน คตร. จะใช้เวลาศึกษานานกี่เดือน ขณะที่เอกชนฟันกำไรจากส่วนต่างราคา (Stock Gain) ไปกี่รอบ การศึกษาที่ไม่มีเดดไลน์นี้ คือการหาความจริง หรือแท้ที่จริงคือการวางยาสลบให้สังคมค่อย ๆ ลืมเลือนไป
ที่สำคัญ ในเมื่อกรมสรรพสามิต มีระบบ Fuel Marker ตรวจสอบสารมาร์กเกอร์เคมีที่ระบุได้ถึงระดับโมเลกุลว่าน้ำมันล็อตไหนเสียภาษีเมื่อไหร่ และคลังน้ำมันทั่วประเทศมีระบบ Automatic Tank Gauging (ATG) รายงานยอดน้ำมันแบบ Real-time แต่การที่ส่อถึงการ “ดึงเช็ง” คือไม่เชื่อมโยงข้อมูลสต็อกน้ำมันที่แท้จริงเข้ากับโครงสร้างราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น ทำให้กลุ่มทุนสามารถทำกำไร Stock Gain ได้อย่างสบายใจ ปล่อยโครงสร้างราคาน้ำมัน “บวม” เกินจริง จนกลายเป็นภาระที่รัฐบาลอ้างว่าต้อง “กู้เงิน” มาแบกแทนประชาชน ใช่หรือไม่
อันที่จริงแล้ว ในเชิงเทคนิค กรมสรรพสามิต ภายใต้กระทรวงการคลัง ที่นายเอกนิติคุมอยู่ มีเทคโนโลยีที่เรียกว่า “สารมาร์กเกอร์” และระบบการตรวจจับที่ทันสมัยมาก โดยรัฐมีการฉีดสารเครื่องหมายทางเคมีลงในน้ำมันทุกประเภทที่เสียภาษีหรือได้รับยกเว้นภาษี ซึ่งสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทันทีว่าน้ำมันในสต็อกนั้น ๆ เสียภาษีถูกต้องไหม หรือถูกโยกย้ายมาจากไหน ดังนั้นในเมื่อกรมสรรพสามิต มีระบบ Fuel Marker ที่ตรวจสอบได้ถึงระดับโมเลกุลว่าน้ำมันล็อตไหนเสียภาษีเมื่อไหร่ ก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่ คตร.ต้องใช้เวลานานขนาดนี้ในการตรวจสอบการเคลื่อนย้ายสต็อกน้ำมันที่ผิดปกติ
นอกจากนั้นแล้ว คลังน้ำมันขนาดใหญ่และโรงกลั่นทุุกแห่งใช้ระบบ “Automatic Tank Gauging (ATG)” ซึ่งเป็นการวัดระดับน้ำมันในถังแบบอัตโนมัติและส่งข้อมูลแบบ Real-time ข้อมูลจาก ATG จะถูกบันทึกเป็น Log File ที่แก้ไขไม่ได้ และต้องรายงานยอดสต็อกคงเหลือต่อกรมธุรกิจพลังงานและกรมสรรพสามิตทุกวันตามกฎหมาย เมื่อข้อมูลจาก ATG ในคลังน้ำมันทั่วประเทศถูกส่งเข้าเซิร์ฟเวอร์ของรัฐทุกวันอยู่แล้ว คตร.ได้เรียกดู Log File ย้อนหลังในช่วงที่ราคาน้ำมันผันผวนหรือยัง? ถ้าดูแล้วพบยอดสต็อก “ล่องหน” หรือพุ่งสูงผิดปกติ ทำไมถึงยังไม่เห็นมีชื่อ “ไอ้โม่ง” และคดีความยังอืดอาดล่าช้าอย่างยิ่ง
การที่คดีความล่าช้า เป็นเพราะกำลังเปิดทางให้มีการ “ปรับตัวเลขบัญชี” เพื่อล้างร่องรอยการกักตุนน้ำมันอยู่หรือไม่? อย่างเห็นกันอยู่ว่า “เครื่องมือมีพร้อม แต่ผู้ถืออำนาจไม่ยอมขยับ” ใช่หรือไม่
“เอกนัฏ” กับคำสั่ง “ศุกร์หรรษา” – เช็กบิลย้อนหลัง
ในขณะที่ฝั่งคลังกำลังวุ่นกับการกู้เงิน และ คตร.ถูกตั้งตั้งคำถามเรื่องเล่นบทดึงเช็ง ฝั่งกระทรวงพลังงาน โดยนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ก็ขยับด้วยคำสั่ง “สายฟ้าแลบ” เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา สั่งให้โรงกลั่นทุกแห่งต้องรายงานต้นทุนและราคาขายก่อนเที่ยงทุกวันศุกร์ โดยต้องรายงานย้อนหลังนับตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นมา
จากข้อมูลค่าการกลั่น (Refinery Margin) ในบางช่วงที่พุ่งสูงถึง 15 บาทต่อลิตร นี่คือ “ใบเสร็จ” ชั้นดีที่ฟ้องว่าประชาชนถูกปล้นกลางแดดมานานแค่ไหน การสั่งรายงานย้อนหลังของนายเอกนัฏ อาจมองได้ว่าเป็นความพยายาม “ไล่เช็กบิล” ไอ้โม่งกักตุนน้ำมันที่โกยกำไรในช่วงที่ราคาสวิง
แต่ในอีกมุมหนึ่ง สังคมก็กังขาว่านี่คือเกม “Bad Cop / Good Cop” ระหว่าง คลัง VS พลังงาน หรือไม่? เมื่อเอกนัฏ (พลังงาน) เล่นบท “สายบู๊” ทำท่าเป็นคนร้ายไล่บี้โรงกลั่นรายงานต้นทุนรายสัปดาห์ เพื่อแสดงให้สังคมเห็นว่า “เรากำลังไล่ล่าไอ้โม่งอยู่นะ” ทางเอกนิติ (คลัง) ก็เล่นบท “สายเปย์” ทำท่าเป็นคนดีเตรียมกู้เงินพยุงราคา และสุดท้ายจบลงที่ประชาชนแบกหนี้ แต่กลุ่มทุนยังกำไรเหมือนเดิม
ด้วยเหตุฉะนี้ หากรัฐบาลยังคงเดินหน้ากู้เงินภายใต้ข้ออ้างเพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงาน โดยไม่มีมาตรการ “รื้อโครงสร้างราคาพลังงาน” ที่ชัดเจน หรือไม่มีการเรียกเก็บภาษีลาภลอย (Windfall Tax) จากกำไรส่วนเกิน 15 บาทต่อลิตรของโรงกลั่น นั่นเท่ากับว่าประชาชนยังถูกปล้นกลางแดดต่อไป
หาก 3 คีย์เมกเกอร์ “อนุทิน-เอกนิติ-เอกนัฏ” ที่ถือกุญแจแก้วิกฤตครั้งนี้ ยังปล่อย “ไอ้โม่ง” ลอยนวล และประชาชนคนไทยยังแบกค่าพลังงาน ค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น และแบกหนี้ท่วมหัว ทั้งหนี้ครัวเรือนและหนี้ของแผ่นดิน
พี่น้องมาเจอแบบนี้ก็เตรียมพร้อม “ถุย” ใส่ “นายกฯ หนู” แล้วพูดจากหัวใจได้เลยว่าศรัทธามหาชนต่อ “ภูมิใจไทย” พังทลายลงแน่นอน.

