นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ชื่อของหลักสูตร TopForm 001 และสถาบันพระปกเกล้า ถูกกล่าวถึงทั้งในสื่อ และโลกออนไลน์ มีทั้งความคาดหวัง ความสมหวังและผิดหวัง มีทั้งความรู้สึกจากผู้สมัคร กรรมการ และการตั้งคำถามจากสังคม ผมขอใช้โอกาสนี้ ชี้แจงในสองประเด็นสำคัญ ประเด็นแรก TopForm 001 เป็นหลักสูตรใหม่ที่เกิดจากการตั้งคำถามกับรูปแบบเดิมของการพัฒนาผู้นำ ที่ผ่านมา เรามักนำ “คนที่มีตำแหน่งแล้ว” มาอบรม แต่ในความเป็นจริง การเปลี่ยนแปลงจากคนที่มีอำนาจ มีภาระ และมีสถานะ ย่อมเป็นเรื่องท้าทาย และประสิทธิภาพของการเรียนรู้ก็มีข้อจำกัดโดยธรรมชาติ ผมจึงตัดสินใจปิดบางหลักสูตร ลดจำนวนผู้เข้าอบรมในหลายหลักสูตรและปรับแนวคิดจาก “พัฒนาผู้นำ” มาเป็น “สร้างผู้นำ”แทนที่จะให้เฉพาะคนมีตำแหน่งมาเรียน เราจะเปลี่ยนมาสร้าง “วัตถุดิบชั้นดี” ที่พร้อมจะเข้าสู่ระบบการเมือง
นายอิสระ ชี้แจงอีกว่า หลักสูตรนี้คัดเลือก 63 คน ที่มีความสนใจทางการเมือง หรือมีศักยภาพจะเป็นผู้นำ หรือแม้กระทั่งผู้ที่มีตำแหน่งแล้ว แต่ยังต้องการพัฒนาตนเองอย่างจริงจัง มาร่วมกันเรียนรู้และแลกเปลี่ยน ตั้งแต่ การสื่อสารในที่สาธารณะ กฎหมายเลือกตั้ง ข้อบังคับการประชุมสภาการยื่นบัญชีทรัพย์สิน ไปจนถึงธรรมเนียมพิธีการของรัฐและการต่างประเทศ เป้าหมายไม่ใช่เพียง “ให้ความรู้” แต่คือการ “ปรับวิธีคิด” และ “เตรียมความพร้อม” เพื่อให้พรรคการเมือง และสังคม มีตัวเลือกของคนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพสูง หากใน 63 คนนี้ มีเพียงบางส่วนที่ได้เข้าสู่ตำแหน่ง และช่วยทำให้การเมืองดีขึ้นได้จริง ผมเชื่อว่า การลงทุนนี้ก็คุ้มค่า
ส่วนประเด็นที่สอง “กระบวนการคัดเลือกและกรรมการ” เราตั้งใจให้กระบวนการคัดเลือก สะท้อน “โลกความเป็นจริงของการเมือง” ผู้สมัครมีเวลา 3 นาทีในการนำเสนอตัวเอง และทราบผลทันทีในห้อง เพราะในโลกจริงประชาชนตัดสินใจเลือกผู้แทนภายในเวลาไม่กี่นาทีในคูหาเลือกตั้ง สำหรับคำถามว่า “ทำไมกรรมการจึงมาจากหลากหลายภาคส่วน รวมถึงผู้ที่ไม่ได้อยู่ในสายวิชาการ” คำตอบคือการได้รับเลือกเข้าสู่อำนาจไม่เคยขึ้นอยู่กับ “ความรู้” เพียงอย่างเดียวแต่อยู่ที่ “ความสามารถในการสื่อสาร การเข้าถึง” และ ความน่าเชื่อถือในสายตาสาธารณะ“ด้วยเหตุนี้เราจึงเชิญสื่อมวลชน และผู้ทำงานด้านการสื่อสารสาธารณะ เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการคัดเลือกเพราะนี่คือทักษะที่ไม่มีในตำรา แต่มีผลอย่างยิ่งในสนามจริง ในขณะเดียวกัน องค์ประกอบของกรรมการก็สะท้อน “ความหลากหลายของสังคมไทย” จากทุกภาคส่วน ทุกแนวคิด ทุกประสบการณ์ ทุกสี ทุกขั้ว
นายอิสระ ชี้แจงอีกว่า หลักสูตรนี้คัดเลือก 63 คน ที่มีความสนใจทางการเมือง หรือมีศักยภาพจะเป็นผู้นำ หรือแม้กระทั่งผู้ที่มีตำแหน่งแล้ว แต่ยังต้องการพัฒนาตนเองอย่างจริงจัง มาร่วมกันเรียนรู้และแลกเปลี่ยน ตั้งแต่ การสื่อสารในที่สาธารณะ กฎหมายเลือกตั้ง ข้อบังคับการประชุมสภาการยื่นบัญชีทรัพย์สิน ไปจนถึงธรรมเนียมพิธีการของรัฐและการต่างประเทศ เป้าหมายไม่ใช่เพียง “ให้ความรู้” แต่คือการ “ปรับวิธีคิด” และ “เตรียมความพร้อม” เพื่อให้พรรคการเมือง และสังคม มีตัวเลือกของคนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพสูง หากใน 63 คนนี้ มีเพียงบางส่วนที่ได้เข้าสู่ตำแหน่ง และช่วยทำให้การเมืองดีขึ้นได้จริง ผมเชื่อว่า การลงทุนนี้ก็คุ้มค่า
ส่วนประเด็นที่สอง “กระบวนการคัดเลือกและกรรมการ” เราตั้งใจให้กระบวนการคัดเลือก สะท้อน “โลกความเป็นจริงของการเมือง” ผู้สมัครมีเวลา 3 นาทีในการนำเสนอตัวเอง และทราบผลทันทีในห้อง เพราะในโลกจริงประชาชนตัดสินใจเลือกผู้แทนภายในเวลาไม่กี่นาทีในคูหาเลือกตั้ง สำหรับคำถามว่า “ทำไมกรรมการจึงมาจากหลากหลายภาคส่วน รวมถึงผู้ที่ไม่ได้อยู่ในสายวิชาการ” คำตอบคือการได้รับเลือกเข้าสู่อำนาจไม่เคยขึ้นอยู่กับ “ความรู้” เพียงอย่างเดียวแต่อยู่ที่ “ความสามารถในการสื่อสาร การเข้าถึง” และ ความน่าเชื่อถือในสายตาสาธารณะ“ด้วยเหตุนี้เราจึงเชิญสื่อมวลชน และผู้ทำงานด้านการสื่อสารสาธารณะ เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการคัดเลือกเพราะนี่คือทักษะที่ไม่มีในตำรา แต่มีผลอย่างยิ่งในสนามจริง ในขณะเดียวกัน องค์ประกอบของกรรมการก็สะท้อน “ความหลากหลายของสังคมไทย” จากทุกภาคส่วน ทุกแนวคิด ทุกประสบการณ์ ทุกสี ทุกขั้ว

