ราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น กำลังส่งแรงกระเพื่อมไปไกลกว่าค่าครองชีพของประชาชน แต่ลามถึงต้นทุนภาคธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SME ที่ต้องรับภาระทั้งค่าขนส่ง วัตถุดิบ พลังงาน และต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น หลายธุรกิจเผชิญโจทย์ยาก ระหว่างการปรับขึ้นราคาสินค้าหรือแบกรับกำไรที่ลดลง ท่ามกลางแรงกดดันซัพพลายเชนทั้งระบบ
ช่วงนี้รู้สึกไหม…ใช้เงินเท่าเดิม แต่ซื้อของได้น้อยลง หนึ่งในเหตุผลสำคัญ คือ ‘ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น’ ซึ่งไม่ได้กระทบแค่คนใช้รถ แต่กระทบไปถึง ‘ทุกธุรกิจ’ แบบที่เราไม่ทันสังเกต
น้ำมัน คือ ต้นทุนพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจ
อย่างแรก “การขนส่ง” สินค้าทุกชิ้นต้องถูกส่ง ตั้งแต่วัตถุดิบ ไปโรงงาน ไปหน้าร้าน ไปจนถึงมือผู้บริโภค เมื่อน้ำมันแพงขึ้น ค่าขนส่งก็เพิ่มขึ้นทันที
อย่างที่สอง “การผลิต” โรงงาน ร้านอาหาร หรือแม้แต่ธุรกิจเล็กๆ ต้องใช้พลังงานในการผลิต รวมถึงบรรจุภัณฑ์อย่างพลาสติก ที่มีต้นทางมาจากน้ำมัน ต้นทุนจึงเพิ่มขึ้นตั้งแต่ต้นทาง
อย่างที่สาม “ซัพพลายเชนทั้งหมด” เมื่อผู้ผลิตต้นทางมีต้นทุนเพิ่ม ราคาวัตถุดิบก็ถูกปรับขึ้นส่งผลต่อธุรกิจปลายทางทั้งหมด กลายเป็นการปรับราคาทั้งระบบ
สิ่งที่เกิดขึ้นกับธุรกิจ SME มีหลายรูปแบบ
1. “ร้านเครื่องดื่ม ต้นทุนวัตถุดิบและค่าส่งเพิ่มขึ้น บางร้านเลือก ‘คงราคา’ แต่ปรับปริมาณแทน”
2. “ร้านอาหาร วัตถุดิบสดมีราคาสูงขึ้น เมนูจึงต้องปรับราคา หรือปรับขนาดให้เหมาะสมกับต้นทุน”
3. “ธุรกิจเสื้อผ้า ค่าขนส่งและต้นทุนผ้าเพิ่มขึ้น ทำให้กำไรต่อชิ้นลดลง แม้จะขายราคาเดิม”
สิ่งที่เจ้าของธุรกิจต้องเผชิญ คือการตัดสินใจที่ยาก “จะขึ้นราคา…ก็เสี่ยงเสียลูกค้า” “แต่ถ้าไม่ขึ้น…กำไรก็ลดลง”หลายธุรกิจจึงต้องปรับตัว ทั้งการลดต้นทุน เปลี่ยนซัพพลายเออร์หรือเพิ่มสินค้าที่สร้างกำไรได้มากขึ้น
สุดท้ายแล้ว น้ำมันที่แพงขึ้น ไม่ได้หยุดแค่ที่ปั๊ม แต่มันส่งผลไปถึงราคาสินค้าทุกอย่างที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน และในโลกธุรกิจวันนี้ คนที่อยู่รอด ไม่ใช่คนที่ขายถูกที่สุดแต่คือคนที่ ‘ปรับตัวได้เร็วที่สุด
* * * คลิก Like เพื่อมาเป็นแฟนเพจของหน้า "SMEsผู้จัดการ" รับข่าวสารในแวดวงธุรกิจเอสเอ็มอีที่สมบูรณ์แบบที่สุด* * *

