xs
xsm
sm
md
lg

ม็อบจีนเดือด!! บุกประท้วงแบงก์ชาติเขมร ปมสลาย ‘Huione - H Pay’

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



เงื่อนปมพิพาทแพลตฟอร์มชำระเงินที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตลุกลามสู่การปะทะระหว่างผู้ชุมนุมกว่าร้อยชีวิตกับเจ้าหน้าที่ความมั่นคงหน้า ธนาคารแห่งชาติกัมพูชา (NBC) เมื่อเช้าวันจันทร์ ล่าสุดตำรวจนครบาลพนมเปญคุมตัวผู้ต้องหาเพิ่มเป็นสองราย ตอกย้ำแผลลึกในระบบการเงินที่การกำกับดูแลที่เต็มไปด้วยปริศนาดำมืด บั่นทอนความน่าเชื่อถือ ขณะที่ NBC เดินหน้าส่งสัญญาณแข็งกร้าว ให้เจ้าหนี้ ‘Huione Pay’ ฟ้องศาลเท่านั้น และเปิดทางชำระบัญชี ‘H-Pay Service’ แบบหมดจดภายใน 30 วัน

ความขัดแย้งที่คุกรุ่นมายาวนานระหว่างกลุ่มผู้เสียหายกับสองบริษัทผู้ให้บริการชำระเงินภายใต้ชายคาของกลุ่มธุรกิจใหญ่ ได้ปะทุขึ้นเป็นความรุนแรงกลางกรุงพนมเปญ เมื่อผู้ชุมนุมทั้งชาวกัมพูชาและชาวต่างชาติกว่าร้อยคนรวมตัวกันประท้วงหน้า ธนาคารแห่งชาติกัมพูชา บนถนนฮานอย หมู่บ้านบายัป แขวงพนมเปญใหม่ เขตแสนสุข เรียกร้องให้หน่วยงานกำกับดูแลรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากแพลตฟอร์ม Huione Pay และ H-Pay Service ก่อนสถานการณ์จะบานปลายสู่การกระทบกระทั่งกับกำลังเจ้าหน้าที่ มีผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งสองฝ่าย

การบังคับใช้กฎหมายที่รวดเร็วและเด็ดขาดสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของทางการกัมพูชาในการควบคุมภาพลักษณ์และเสถียรภาพของระบบการเงิน ภายใต้แรงกดดันที่เพิ่มขึ้น ล่าสุดกองบัญชาการตำรวจนครบาลพนมเปญได้จับกุม นายวัฒน์ มะกะระ อายุ 37 ปี อาชีพคนงานก่อสร้าง ในแคมป์คนงานก่อสร้างย่านแขวงเชิงชอง เขตดังกอร์ ภายหลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้ควบคุมตัว นายสวน สุวันไช อายุ 40 ปี ผู้รับเหมาก่อสร้าง ซึ่งพักอาศัยอยู่ที่โครงการหมู่บ้านจัดสรร โบเรย์ วีไอพี บ้านเลขที่ 20 ถนนหมายเลข 3A หมู่บ้านเมืองตระ แขวงสเปียนธมาร์ เขตดังกอร์ โดยผู้ต้องหาทั้งสองถูกจับกุมให้อยู่ในความควบคุมของทางการ เพื่อดำเนินคดีตามกระบวนการทางกฏหมาย


เบื้องหลังของความปั่นป่วนนี้คือการล่มสลายของสองสถาบันการชำระเงินที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตซึ่งเกี่ยวพันกับการฟอกเงิน ค้ามนุษย์ สแกมเมอร์ อย่างซับซ้อน ธนาคารแห่งชาติกัมพูชา (NBC) แถลงการณ์เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (24 เมษายน 2569) แสดงท่าทีชัดเจนว่า ผู้ที่อ้างตนเป็นเจ้าหนี้ของ Huione Pay ต้องใช้สิทธิเรียกร้องผ่านระบบศาลของกัมพูชาเท่านั้น หลังจากที่บริษัทได้สิ้นสภาพการเป็นผู้ให้บริการชำระเงินและได้ดำเนินการชำระบัญชีให้แก่เจ้าหนี้รายเดิมจนเสร็จสิ้นตามพันธะสัญญา นับแต่วันที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้ภาระผูกพันด้านกฎระเบียบและการเงินของบริษัทเป็นอันสิ้นสุดลงในสายตาของ NBC

หลักฐานสำคัญที่ตอกย้ำจุดยืนของธนาคารชาติคือข้อเท็จจริงที่ว่า Huione Pay ถูกถอนชื่อออกจากทะเบียนพาณิชย์ของกระทรวงพาณิชย์กัมพูชาแล้วตั้งแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2568 ส่งผลให้ข้อเรียกร้องของเจ้าหนี้ใด ๆ ที่เกิดขึ้นภายหลังการปิดบริษัทไม่อยู่ภายใต้ขอบเขตการกำกับของ NBC อีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม NBC ก็ยังคงเน้นย้ำว่าผู้อ้างตนเป็นเจ้าหนี้ยังคงมีสิทธิตามกฎหมายที่จะเรียกร้องความเป็นธรรมผ่านช่องทางกระบวนการยุติธรรมของกัมพูชาได้ และสนับสนุนให้ใช้สิทธิทางศาลตามขั้นตอนทางกฎหมายที่วางไว้อย่างเคร่งครัด โดยลักษณะดังกล่าวสะท้อนสัญญาณว่า NBC พยายามตัดตอนปัญหาความรับผิดชอบทางปกครองของตนออกจากบาดแผลทางการเงินของผู้เสียหาย โดยโยนภาระการพิสูจน์ไปยังกลไกศาลแทน

สำหรับ H-Pay Service ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปมร้อนในวิกฤตครั้งนี้ NBC ยืนยันว่าได้เพิกถอนใบอนุญาตของบริษัทอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 และแต่งตั้งสำนักงานชำระบัญชีขึ้นเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 เพื่อกำกับดูแลกระบวนการและรับรองว่าข้อเรียกร้องของเจ้าหนี้จะได้รับการจัดการอย่างมีโครงสร้างและโปร่งใส


ต่อมาในวันที่ 23 เมษายน สำนักงานชำระบัญชีที่ได้รับแต่งตั้งได้ประกาศเรียกร้องให้เจ้าหนี้ของ H-Pay Service ทุกรายยื่นเอกสารหลักฐานประกอบการเรียกร้องหนี้ภายใน 30 วัน ณ ที่ทำการซึ่งตั้งอยู่ในหมู่บ้านจัดสรร โบเรย์ พิภพใหม่ บ้านเลขที่ 46 ถนนหมายเลข 9 ย่านตลาดเดยฮุย เขตแสนสุข กรุงพนมเปญ ตามขั้นตอนการตรวจสอบและยืนยันสิทธิเรียกร้องที่เป็นทางการ

NBC ได้กำชับให้เจ้าหนี้ทั้งหมดให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับสำนักงานชำระบัญชีพร้อมย้ำว่าการปฏิบัติตามขั้นตอนคือเงื่อนไขจำเป็นที่จะนำไปสู่การสะสางภาระผูกพันคงค้างอย่างเป็นระเบียบ และเอื้อให้การกระจายทรัพย์สินที่เหลืออยู่เป็นไปอย่างยุติธรรมและชอบด้วยกฎหมาย

อย่างไรก็ตามคำแถลงการณ์ดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางบรรยากาศที่สุ่มเสี่ยงต่อการตั้งคำถามถึงเสถียรภาพของระบบการชำระเงินของกัมพูชา และความสามารถของหน่วยงานกำกับดูแลในการปกป้องผู้บริโภคอย่างแท้จริง

ปรากฏการณ์ม็อบเดือดหน้าธนาคารชาติครั้งนี้สะท้อนถึงชั้นเชิงในการบริหารวิกฤตศรัทธาของ NBC ที่เลือกใช้ทั้งไม้แข็งทางกฎหมายและช่องทางการชำระบัญชีที่ดูเป็นระบบ แต่ขณะเดียวกันก็ตีกรอบความรับผิดชอบของตนเองให้จำกัดอยู่เพียงการกำกับดูแลระดับสถาบัน โดยไม่ก้าวล่วงเข้าไปรับภาระชดเชยเยียวยาผู้เสียหายในระดับปัจเจก

ทั้งนี้ยุทธวิธีดังกล่าวอาจช่วยรักษาชื่อเสียงขององค์กรกำกับดูแลในสายตานักลงทุนสถาบันได้ แต่ก็พร้อมจะจุดชนวนความไม่พอใจของกลุ่มผู้เสียหายที่รู้สึกว่าถูกทอดทิ้งให้ต่อสู้กับความยุ่งยากซับซ้อนในกระบวนการศาลเพียงลำพัง ซึ่งในที่สุดอาจแปรเปลี่ยนเป็นแรงเสียดทานทางการเมืองและสังคมที่ลุกลามไปมากกว่าการถือป้ายประท้วงหน้าธนาคารชาติ