xs
xsm
sm
md
lg

ชำแหละ “ป.ป.ช.” ปม “คดีบุรีเจริญฯ” มีหนาว แต่ความฉาวจบเมื่อไหร่ “ไม่รู้”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



วิกฤตศรัทธาที่เกิดขึ้นกับ “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.หลังมีมติยกคำร้องในคดี “นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ” น้องชาย “นายเนวิน ชิดชอบ” ในคดีการครองหุ้น หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น นั้น มีผลกระทบอย่างกว้างขวาง


ด้วย ป.ป.ช.เชื่อใน“คำให้การของนายศักดิ์สยาม” มากกว่า “คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ”ที่แจกแจงเอาไว้อย่างละเอียดยิบเกี่ยวกับ “เส้นทางเงิน” ที่ “นายศุภวัฒน์ เกษมสุทธิ์” นำมาซื้อหุ้น หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่นจำนวน 119.5 ล้านบาทนั้น คือเงินของ “นายศักดิ์สยาม” เอง หรือสรุปสั้นๆ แต่ได้ใจความว่าเป็น “นิติกรรมอำพราง”

ป.ป.ช.เชื่อนายศักดิ์สยามอย่างบริสุทธิ์ใจที่เพิ่งทราบว่าหุ้นดังกล่าวเป็นของตัวเองหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย และพยายามทวงหุ้นดังกล่าวกลับมาเป็นของตัวเอง โดยดำเนินการฟ้องร้องที่ศาลจังหวัดนนทบุรี และสุดท้ายก็มีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันขึ้นในชั้นศาลอุทธรณ์ภาค 1

กล่าวคือ นายศักดิ์สยามไม่เอาหุ้นดังกล่าวคืน และยอมรับว่านาย ศุภวัฒน์เป็นผู้ถือหุ้นดังกล่าว และเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการใน หจก.บุรีเจริญฯ เช่นเดิม เนื่องจากมีการซื้อขายกันเกิดขึ้นไปแล้ว แต่ขอให้นายศุภวัฒน์ซื้อที่ดินของตัวเอง จำนวน 19 แปลง 323 ไร่ 373 ตารางวา รวมเป็นเงิน 51,505,267 บาท หลังจากนั้น นายศักดิ์สยามก็ได้ยื่นปรับปรุงบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินแก่ ป.ป.ช.อันเป็นที่มาของการที่ ป.ป.ช.เชื่อว่า นายศักดิ์สยามไม่มีเจตนาจงใจปกปิดบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน กรณีหุ้น หจก.บุรีเจริญฯ

คำถามก็คือ “กรรมการ ป.ป.ช.” ที่เกี่ยวข้องกับมติยกคำร้องคดีนายศักดิ์สยามมีใครบ้าง

ปัจจุบัน กรรมการ ป.ป.ช. มีจำนวน 8 ราย ประกอบด้วยนายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข ประธานกรรมการ ป.ป.ช. นายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ นายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ นายภัทรศักดิ์ วรรณแสง นายประภาศ คงเอียด นายเพียรศักดิ์ สมบัติทอง นายสุชาติ สุนทรีเกษม นายมนูภาน ยศธแสนย์

ขณะที่นางสุวณา สุวรรณจูฑะอดีตกรรมการ ป.ป.ช. พ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 26 พฤษจิกายน 2568 แต่เมื่อไล่เรียงห้วงเวลาในการพิจารณาคดีของนายศักดิ์สยาม ต้องถือว่ายังถือว่าปฏิบัติหน้าที่อยู่ในช่วงเดือนกันยายน 2568 แต่ในส่วนของ นายสุชาติ สุนทรีเกษม และนายมนูภาน ยศธแสนย์ เพิ่งได้รับการโปรดเกล้าฯ เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา จึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับมติดังกล่าวของ ป.ป.ช.

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ หนึ่งในเรื่องที่มีการโจษจันกันหนักหน่วงภายใน ป.ป.ช.เกี่ยวกับคดีนายศักดิ์สยามก็คือ การที่อยู่ๆ“นายสาโรจน์ พึงรำพรรณ”ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งเลขาฯ ป.ป.ช. โดยยื่นหนังสืออย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 หลังจากเข้ารับตำแหน่งเลขาฯ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2567

และที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาและมีมติอนุญาตแล้ว โดยการลาออกมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568

ที่ต้องขีดเส้นใต้สองเส้นก็คือ นายสาโรจน์ลาออกทั้งๆ ที่จะเหลืออายุราชการ 1 ปีคือจะเกษียณอายุราชการ ในวันที่ 1 ตุลาคม 2569

แน่นอนว่า นายสาโรจน์ไม่ได้เคยอธิบายหรือชี้แจงว่า อะไรคือประเด็นสำคัญที่ทำให้ตัดสินใจลาออกจากราชการ บอกเพียงว่า “ขอสงวนความเป็นส่วนตัว” ซึ่งถือเป็น “ปริศนา” ที่ต้องแสวงหาข้อเท็จจริงกันต่อไป

กระนั้นก็ดีก็มีกระแสข่าวว่า หนึ่งในสาเหตุสำคัญมาจากการบริหารงานที่ไม่ค่อยลงรอยกับคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดใหญ่หลายเรื่อง ดังนั้น จึงยังคงเป็นปริศนาว่า เป็นผลมาจากคดีดังกล่าวหรือไม่ อย่างไร

นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข ประธานกรรมการ ป.ป.ช.

นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา
อย่างไรก็ดี ต้องบอกว่า ณ เวลานี้ ป.ป.ช.กำลังถูกตรวจสอบอย่างหนักด้วยเห็นว่า คำวินิจฉัยขององค์กรที่ได้ชื่อว่ามีหน้าที่ปราบโกงแห่งนี้ มีปัญหาต่อระบบนิติรัฐ

ยกตัวอย่างเช่น นายศรีสุวรรณ จรรยา ที่ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้ส่งเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อมีคำวินิจฉัยว่าการกระทำหรือคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช.กรณีมีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับนายศักดิ์สยามเมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง สส. และ รมว.คมนาคม ไม่ได้จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 211 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 5 หรือไม่

หรือสส.พรรคประชาชน พร้อมด้วย สว.กลุ่มอิสระ รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีความชัดเจนว่าจะเข้าชื่อตามรัฐธรรมนูญมาตรา 236 เพื่อขอให้ประธานศาลฎีกา ตั้งคณะกรรมการไต่สวนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ซึ่งจะต้องใช้รายชื่อผู้ยื่น 1 ใน 5 ของรัฐสภา หรืออย่างน้อย 140 คนจากทั้งหมด 700 คน

ขั้นตอนของเส้นทางนี้ก็คือ เมื่อสามารถรวมรวบรายชื่อครบ (ซึ่งตามข้อมูลยืนยันว่า ครบแล้ว) จะต้องยื่นต่อประธานรัฐสภา เพื่อพิจารณาเสนอเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาเพื่อตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ ดำเนินการไต่สวน ถ้าเห็นว่ามีมูล คณะผู้ไต่สวนอิสระจะส่งสำนวนไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินการฟ้องกรรมการ ป.ป.ช. ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป

กระนั้นก็ดี สิ่งที่น่ากังวลก็คือ การดำเนินการดังกล่าว รัฐธรรมนูญให้ดุลพินิจของ“ประธานรัฐสภา”ว่าถ้ามีเหตุอันควรสงสัยจึงจะยื่นต่อศาลฎีกา

คำถามก็ถามมีอยู่ว่า ประธานรัฐสภาคนปัจจุบันคือ “นายโสภณ ซารัมย์” จะมีเหตุอันควรสงสัยหรือไม่ อย่างไร

คำตอบก็คือ ไม่มีใครทราบความคิดของนายโสภณได้

แต่สิ่งสังคมต้องรับรู้ร่วมกันก็คือ นายโสภณนั้นจะไม่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นประธานรัฐสภาได้เลยถ้าไม่ได้รับการสนับสนุนจาก “พรรคภูมิใจไทย” และนายโสภณก็คือ สส.และคนของพรรคภูมิใจไทย ชนิดที่ต้องใช้คำว่า “เด็กในบ้าน” เสียด้วยซ้ำไป

ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่จะมีเสียงเรียกร้องให้นายโสภณแสดงความชัดเจนว่าจะมีหลักเกณฑ์การพิจารณาในกรณีดังกล่าว เช่น จะใช้เวลาในการพิจารณาไม่เกินกี่วัน กี่เดือน และใช้เกณฑ์อะไร ในการพิจารณาเรื่องร้องเรียนต่อกรรมการป.ป.ช. ตามมาตรา 236 และจะสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนอย่างไรว่าจะพิจารณาโดยหลักการและเหตุผลโดยไม่ได้ยึดติดว่าคดีนั้นเป็นของพรรคการเมืองใด
นี่ต่างหากหรือ “ด่านหิน” ด่านแรกที่สังคมกำลังเฝ้าจับตา

วันที่ 29 เมษายน นายโสภณตอบข้อซักถามในเรื่องนี้ว่า “หากส่งได้เลย ตนเองก็เป็นเสมือนไปรษณีย์ ดังนั้นขอให้ถึงเวลาก่อนค่อยตอบ” พร้อมสะบัดสำนวนเมื่อถูกถามเรื่องความเป็นกลางด้วยว่า “ได้แสดงวิสัยทัศน์ในวันเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้วว่า จะทำหน้าที่เที่ยงธรรม”

ดังนั้น คงต้องติดตามกันต่อไปว่า เรื่องนี้จะเดินหน้าไปอย่างไร เพราะฉันทมติที่สังคมเห็นตรงกันก็คือ “ไม่อาจทำนิ่งเฉยเลยผ่าน และปล่อยให้ลอยนวล” ได้ ด้วยมีอีกหลายคดีที่อยู่ภายใต้การพิจารณาของ ป.ป.ช. โดยเฉพาะอย่างยิ่งนห้วงยามที่อยู่ภายใต้ความยิ่งใหญ่ของ “ระบอบเนติรัฐ”
ส่วนจะจบลงแบบสิ้นกระแสความเมื่อไหร่นั้น ตอบแบบฟันธงได้ว่า “หนทางข้างหน้ายังอีกยาวนานนัก”

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ
ทำธุรกิจสบายๆ สไตล์ “บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น”

จากการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ หจก.บุรีเจริญคอนสตรักชั่น ในฐานะคู่สัญญากับหน่วยงานรัฐ พบว่าห้างหุ้นส่วนแห่งนี้มีบทบาทสำคัญในงานโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสานและภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงคมนาคม
ข้อมูลย้อนหลัง 11 ปีงบประมาณ พบว่า หจก.บุรีเจริญฯ เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานรัฐอย่างน้อย 358 โครงการ รวมวงเงินรวมไม่น้อยกว่า 4,456 ล้านบาท โดยมีจุดที่น่าสังเกตคือการเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงปี 2562 เป็นต้นมา

สำหรับในปีงบประมาณ 2569 หจก.บุรีเจริญฯ เข้าเป็นคู่สัญญารัฐกับหน่วยงานของรัฐแล้วอย่างน้อย 14 โครงการ รวมวงเงินกว่า 102.62 ล้านบาท

ฐานข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ พบว่า ในปีงบประมาณ 2569 หจก.บุรีเจริญฯ เป็นคู่สัญญากับหน่วยงานภายใต้กระทรวงคมนาคม อย่างน้อย 3 สัญญา

แบ่งเป็น กรมทางหลวงชนบท 1 สัญญาคือ ประกวดราคาจ้างก่อสร้างงานบำรุงรักษาทางหลวงชนบท เสริมผิวลาดยางแอสฟัลต์คอนกรีต ถนนสาย บร.4032 แยกทางหลวงหมายเลข 2378 - บ้านห้วยราช อำเภอสตึก, ห้วยราช จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 1 แห่ง ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) วงเงิน 29.98 ล้านบาท ทำสัญญาเมื่อ 28 ม.ค. 2569

กรมทางหลวง 2 สัญญา คือ 1.ประกวดราคาจ้างก่อสร้างงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กิจกรรมบำรุงรักษาทางหลวง งานบูรณะทางผิวแอสฟัลต์ งานบำรุงพิเศษและบูรณะ ทางหลวงหมายเลข 226 ตอน หนองกระทิง - ลำปลายมาศ ตอน 1 ระหว่าง กม.81+205 - กม.81+900 ผลผลิต 1 แห่ง ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) วงเงิน 14.99 ล้านบาท ทำสัญญาเมื่อ 25 ธ.ค. 2568

2.ประกวดราคาจ้างก่อสร้างกิจกรรมอำนวยความปลอดภัยทางถนน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งานอำนวยความปลอดภัยเพื่อป้องกันและแก้ไขอุบัติเหตุทางถนน งานปรับปรุงทางหลวง ทางหลวงหมายเลข 2074 ตอน บุรีรัมย์ - คูเมือง ระหว่าง กม.13+035 - กม.13+565 ผลผลิต 1 แห่ง ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) วงเงิน 14.87 ล้านบาท ทำสัญญาเมื่อ 24 ธ.ค. 2568

ทั้งนี้ การเข้าทำสัญญาของ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น กับกรมทางหลวง 2 สัญญาข้างต้น ดำเนินการโดยแขวงทางหลวงบุรีรัมย์ และเข้าทำสัญญาห่างกันเพียงแค่ 1 วันเท่านั้น

อีก 11 สัญญาคือโครงการกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เช่น องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) บุรีรัมย์ ประกวดราคาจ้างก่อสร้างปรับปรุงถนนลาดยางผิวทาง Asphaltic Concrete สายบ้านตาฮ้อ หมู่ที่ 5 ตำบลศรีภูมิ - บ้านห้วยสำราญ หมู่ที่ 1 ตำบลห้วยสำราญ อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) วงเงิน 1.99 ล้านบาท ทำสัญญาเมื่อ 2 ก.พ. 2569

ส่วนที่เหลือเป็นคู่สัญญากับ อบต. หรือเทศบาลในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ ทั้งสิ้น ได้แก่ องค์การบริหารส่วนตำบลลำดวน องค์การบริหารส่วนตำบลตาเสา องค์การบริหารส่วนตำบลเมืองโพธิ์ องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านปรือ เทศบาลตำบลโคกเหล็ก องค์การบริหารส่วนตำบลเมืองไผ่

ทั้งนี้ เมื่อตรวจสอบสถานะล่าสุดของ หจก.บุรีเจริญฯ จากกรมพัฒนาธุรกิจค้า ณ วันที่ 28 เมษายน 2568 พบว่า ปัจจุบัน นายศุภวัฒน์ยังถือครองหุ้นใหญ่อยู่ที่ 119,499,000.00 บาท โดยมีหุ้นส่วนอีก 3 คน ลงเงินหลักพันบาท ในจำนวนนี้มี “เอกราช ชิดชอบ” ลงหุ้นด้วย เงินสด จำนวน 1,000 บาทด้วย แจ้งที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ 531/26 หมู่ที่ 18 ต.อิสาณ อ.เมืองบุรีรัมย์ จ.บุรีรัมย์ ทุนจดทะเบียน 119,504,000 บาท แจ้งวัตถุประสงค์ รับเหมาก่อสร้าง

นำส่งงบการเงินล่าสุดปี 2567 สินทรัพย์รวม 231,622,030 บาท หนี้สินรวม 527,059 บาท รายได้รวม 175,011,262 บาท รายจ่ายรวม 164,854,690 บาท ดอกเบี้ยจ่าย 9,609 บาท เสียภาษีเงินได้ 2,029,392 บาท กำไรสุทธิ 8,117,570 บาท

โดยงบการเงินย้อนหลังอีก 4 ปีของ หจก.แห่งนี้ ได้แก่

ปี 2566 รายได้รวม 743,192,002 บาท รายจ่ายรวม 712,376,714 บาท ดอกเบี้ยจ่าย 23,063 บาท เสียภาษีเงินได้ 6,168,281 บาท กำไรสุทธิ 24,623,943 บาท

ปี 2565 รายได้รวม 564,785,849 บาท รายจ่ายรวม 541,343,076 บาท ดอกเบี้ยจ่าย 26,063 บาท เสียภาษีเงินได้ 5,882,578 บาท กำไรสุทธิ 17,534,130 บาท

ปี 2564 รายได้รวม 629,478,943 บาท รายจ่ายรวม 603,360,368 บาท ดอกเบี้ยจ่าย 23,063 บาท เสียภาษีเงินได้ 5,242,093 บาท กำไรสุทธิ 20,853,418 บาท

ปี 2563 รายได้รวม 522,992,571 บาท รายจ่ายรวม 501,290,487 บาท ดอกเบี้ยจ่าย 13,453 บาท เสียภาษีเงินได้ 4,360,716 บาท กำไรสุทธิ 17,327,914 บาท