ถึงตรงนี้ หนึ่งในบทสรุปสำหรับ “ซูเปอร์จี-ศุภจี สุธรรมพันธุ์” ที่สังคมมีความเห็นตรงกันก็คือ ไม่เข้าใจปัญหาพืชผลการเกษตรที่มีลักษณะเฉพาะอย่าง “ทุเรียน” รวมถึง “มะพร้าว” ที่มี “ล้งจีน” เป็นปัญหาสำคัญ
หากแต่ทำตัวเป็น “นักมาร์เก็ตติ้ง” หรือ “นักการตลาด” ที่ไม่เข้าใจในบทบาทและหน้าที่ของ “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์” ว่าจะสะสางปัญหาทั้งระบบอย่างไร และด้วยวิธีไหน
จากที่เดิมใช้ “จุดขาย” ทำไปทำมากลายเป็น “รัฐมนตรีท็อปฟอร์ม(บู่)” ของค่ายสีน้ำเงินไปเสียฉิบ
กล่าวสำหรับดรามาร้อนๆ เรื่อง “ทุเรียน” นั้น หะแรกทีเดียว “ซูเปอร์จี – รัฐมนตรีแต๋ม” - ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ กะสวมบท “แม่ค้าไลฟ์สด” ขายทุเรียนคู่กับตัวตึงในวงการไลฟ์สดอย่าง “พิมรี่พาย” ในราคาลูกละ 100 บาท หวังสร้างกระแสฮือฮา ทว่า แค่ชั่วอึดใจชาวสวนก็สวนหมัดกลับ “เมื่อเราขายทุเรียนโลละ 120 บาท หน้าสวนอยู่ดี ๆ ก็มีคนอยากช่วยเอาไปขายให้ลูกละ 100 บาท ชาวสวนก็เลยตะโกนพร้อมกันว่า “รวยไม่ไหวแล้ว พอแล้ว พอแล้ว”
“ชลธี นุ่มหนู” อดีต ผอ.สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรที่ 6 ที่สร้างชื่อในฐานะ “มือปราบทุเรียนอ่อน – แม่ทัพทีมเล็บเหยี่ยว” ซึ่งตอนนี้ลาออกมาทำสวนทุเรียน ขึ้นสเตตัส “รู้สึกขำขันที่ สวนเตงสะตอ” ว่า “ตอนโปรโมท เป็นทุเรียนพรีเมี่ยมตัดสดจากสวน ถือโชว์เป็น เกรด AB น้ำหนักลูกละไม่ต่ำกว่า 3 กิโลกรัม บอกขายลูกละ 100 บาท จำนวน 1,000,000 ลูก พอชาวสวนโวยวายว่าทำกลไกการตลาดเสีย พาณิชย์ออกมาแก้ตัวว่าเป็นทุเรียนเกรดรองบ่มสุก ตกลงมันยังไงกันแน่เอาให้ชัดเจนเถอะ หัวจะปวดแต่ก็ขำดี”
แต่คนที่ทำให้เรื่องร้อนไปอีกก็คือการที่ “แพรรี่ ไพรวัลย์” อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ได้โพสต์คลิประบุว่า “…มาค่ะทุเรียนลูกละ 100 ไปร้านอื่นเลยค่ะ ร้านนี้ไม่มีหรอก จะอยู่กันยังไง ทุเรียนลูกงาม ๆ แบบนี้ ทุเรียนตกไซซ์ ขายเป็นกิโลกรัม ก็ร้อยกว่าแล้ว หรือจะเอาทุเรียนป๊อกแป๊ก ทุเรียนหนอนเจาะ ห้องเย็นไม่เอา แล้วจะได้กินดีไหม ของดีก็ต้องราคาดี ไม่เช่นนั้นเมื่อไหร่ชาวสวนจะได้ลืมตาอ้าปาก ปุ๋ยกระสอบลูกละเป็นพันกว่าบาท ทำไมไม่ไลฟ์ขายถุงละ 100 ชาวสวนจะได้เอฟบ้าง…”
เมื่อกระแสตีกลับ “ซูเปอร์จี” – “รมว.แต๋ม” ออกมาโพสต์อธิบาย ‘ไลฟ์ คอมเมิร์ซ’ (Live Commerce) ที่กระทรวงพาณิชย์ร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์ ว่าพาณิชย์คาดการณ์ปีนี้จะมีผลผลิตทุเรียนมากกว่าปีก่อน 33% จึงวางแผนตลาดเชิงรุกทั้งในและต่างประเทศ เพื่อไม่ให้มีผลผลิตส่วนเกินแล้วมาแก้ที่ปลายเหตุจึงมอง Live Commerce เพื่อช่วยกระจายสินค้าอย่างรวดเร็วและทั่วถึงโดยร่วมมือกับอินฟลูฯ หลายคนทั้งในและต่างประเทศ โดยกระทรวงไม่ได้สนับสนุนรายใดเป็นพิเศษ
กรณีของ พิมรี่พาย เป็นการทำโปรโมชั่นของเธอ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับพาณิชย์ และที่มีคลิปของศุภจีกับพิมรี่พาย ออกมานั้น รมว.พาณิชย์ ยืนยันว่าไม่ได้ร่วมโปรโมทอะไร คงเป็นเทคนิคการขาย หากมี influencer คนอื่นเข้ามาช่วยเหลือก็ยินดี
ส่วนเรื่องราคาทุเรียน รมว.พาณิชย์ ตอบว่า ปัจจุบันยังอยู่ในระดับดี เกรดส่งออก ab อยู่ที่กิโลกรัมละ 135-150 บาท เกรด c อยู่ที่ 90-100 บาท เกรด d อยู่ที่ 70-80 บาท คละเกรดอยู่ที่ 125-130 บาท ตามคุณภาพของผลผลิต และตัดจบสุดท้ายว่าไม่ได้ร่วมไปร่วมไลฟ์สดกับ พิมรี่พาย แถมท้ายด้วยว่า เรื่องราคามะพร้าวไม่ได้ทิ้ง ยังส่งทีมไปจับกุมพ่อค้าแม่ค้าที่ปลอมน้ำมะพร้าวขาย
กรณีมะพร้าวน้ำหอมแม้ซูเปอร์จีบอกไม่ได้ทิ้ง แต่ถามว่าที่เคยโพล่งจะตั้ง “ล้งกลาง” มาชนกับ “ล้งจีน” อยู่ที่ไหน เห็นแก้เกี้ยวไปว่าไม่เอาแล้วล้งกลางขอให้ตั้งล้งชุมชนแทน ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการที่บอกว่าให้ชาวสวนมะพร้าวกลับไปช่วยเหลือตัวเองตามยถากรรม เป็นภาพสะท้อนของวิกฤตทางปัญญาในการบริหารจัดการสินค้าเกษตรเชิงโครงสร้าง ซ้ำรอยเดียวกับความผิดพลาดกรณีทุเรียนอย่างแยกไม่ออก
การทุบราคาทุเรียนต้นฤดูกาลของอินฟลูฯ ชื่อดัง และ รมว. “ซูเปอร์จี” โดดหนีหลังวงแตก ทางพาณิชย์ ต้องออกมาแก้เกี้ยว โดย นายกรนิจ โนนจุ้ย โฆษกกระทรวงพาณิชย์ ออกมาปรามว่าการทำตลาดออนไลน์ต้องเป็นไปตามกลไกตลาด ไม่เป็นการกดราคาทำให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อน และขอเตือนพ่อค้าแม่ค้าและอินฟลูฯ ทุกราย หากจัดโปรโมชั่นที่ส่งกระทบให้ตลาดปั่นป่วน หรือกดราคาอย่างผิดปกติจะใช้มาตรการทางกฎหมายเข้าจัดการทันที เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาผลไม้ และคุ้มครองเกษตรกรให้สามารถขายผลผลิตได้ในราคาที่เหมาะสมและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย
สะเทือนภาพลักษณ์ “ราชาผลไม้” กลายเป็น “แบกะดิน”
ทั้งหลายทั้งปวงบอกได้คำเดียวว่าจังหวะก้าวของซูเปอร์จีถือว่าพลาดอย่างแรงอีกแล้ว คล้ายกับไม่รู้ว่าภาพลักษณ์ของทุเรียนไทย คือ “ราชาแห่งผลไม้” เกรดพรีเมี่ยมในตลาดส่งออก การที่เบอร์หนึ่งของกระทรวงพาณิชย์ ออกมาชูแคมเปญ “ทุเรียนถูก” คือการส่งสัญญาณผิดพลาดอย่างมหันต์ เพราะอย่าลืมว่า “ล้งจีน” ที่กุมอำนาจรับซื้อในไทย ย่อมฉวยใช้เป็นข้ออ้างกดราคารับซื้อหน้าสวนทันควัน
อย่างที่ ผู้ใช้เฟซบุ๊ก “Supachok Tantipongkedsuk” ชาวสวนทุเรียนตัวจริง สะท้อนว่า ภาพที่เผยแพร่ออกสื่อทุกสื่อที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เหมือนไปสนับสนุนทุเรียนลูกละร้อย ในคลิปคือหมอนทองพรีเมียมลูกโตๆ ไม่ใช่แบบที่มาแก้ตัวกันทีหลัง มันไม่สมควร ราคากำลังมาดีๆ ดึงราคาลงหมด การออกหน้าของรัฐมนตรีมีผลในเชิงจิตวิทยาไม่น้อย
การดำเนินนโยบายที่ผิดจังหวะเวลาเพราะกลยุทธ์ระบายสินค้าจะใช้ช่วงที่มีผลผลิตล้นตลาด ราคาตกต่ำ แต่เมื่อนำมาใช้ตอนเปิดฤดูกาล ผลผลิตมีน้อย ราคามีแนวโน้มสูงขึ้น คือการตัดโอกาสทำกำไรสูงสุดของเกษตรกร
นอกจากนั้น การที่รมว.พาณิชย์ ออกหน้ามาหนุนราคาลูกละร้อยทำให้ตลาดเกิดการปักหมุดในใจทันที แม่ค้าพ่อค้ารายย่อยหัวจะปวดเมื่อลูกค้าต่างถามหาทุเรียนลูกละร้อยกันควั่ก และยังทำให้ราคาทุเรียนเกรดพรีเมียม หรือทุเรียน GI กิโลกรัมละ 150-180 บาท ดู “แพงเกินจริง” ในสายตาของผู้บริโภค การหนุนจัดโปรดัมพ์ราคา จึงไม่ต่างกับการลดเกรดผลไม้ส่งออกเบอร์หนึ่งของประเทศให้กลายเป็นสินค้าแบกะดิน
ที่น่าห่วงกังวลไม่น้อยก็คือ เมื่อกลไกราคาอ้างอิงถูกเซาะกร่อนบ่อนทำลาย ล้งจะถือโอกาสกดราคารับซื้อจากชาวสวน ทั้งยังเกิดการด้อยค่าแบรนด์ “ทุเรียนไทย” ซึ่งเป็นสินค้าพรีเมี่ยมในตลาดโลก การไลฟ์ขายคล้ายสินค้าโละสต็อกจะทำให้ภาพลักษณ์ “King of Fruit” เสียหาย ชาวสวนที่ทำทุเรียนคุณภาพเกรดเอเพื่อหวังดึงราคาต้นฤดูกาล แทนที่รัฐจะช่วยโปรโมทความพรีเมียมเพื่อดึงเงินจากผู้มีกำลังซื้อสูง กลับเอาอินฟลูฯมาทำคอนเท้นต์เน้นความถูกเท่ากับฆ่าเกษตรกรทางอ้อม
ส่วนข้อแก้ต่างที่ว่าจะช่วยระบายผลผลิตที่เพิ่มขึ้น 33% ในปีนี้ ยังเป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด การไลฟ์ขายลูกละร้อย 1 ล้านลูก เป็นการแก้ปัญหาปลายเหตุ แย่งเค้กตลาดสดท้องถิ่น แทนที่จะไปแก้ที่ต้นทางคือบริหารโลจิสติกส์และกระจายสินค้าไปยังตลาดใหม่ ๆ ที่มีราคาสูง
เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อแต่ก็เป็นไปแล้วของ “ซุปเปอร์จี” ผู้ที่เคยเป็นอดีตผู้บริหารบริษัทเอกชนระดับหมื่นล้าน ก้าวที่พลาดคราวนี้ สะท้อนให้เห็นชัดว่าขาดความเข้าใจใน “จิตวิทยาการตลาด” และ “วงจรสินค้าเกษตร” อย่างรุนแรง
ยิ่งหากมองลึกไปยังตลาดส่งออกหลักที่เมืองจีน อาจทำให้อำนาจการต่อรองของทุเรียนไทยหดหายไป ล้งจีนและผู้นำเข้าในตลาดเจียงหนาน จะใช้เป็นข้อมูลอ้างอิง “ลูกละร้อย” กดราคา ทำให้ราคา FOB (Free On Board) มีแนวโน้มดิ่งลง ทั้งที่ต้นทุนปุ๋ยและแรงงานของชาวสวนพุ่งสูงขึ้น และภาพลักษณ์ทุเรียนไทยที่ถูกวางในตำแหน่งเป็นสินค้าหรูหรา (Premium Gift) การไลฟ์สดดัมพ์ราคา จะทำให้ผู้บริโภคในจีนมีคำถามว่าทุเรียนไทยปีนี้ล้นตลาดหรือคุณภาพตกต่ำจนต้องเอามาเลหลังหรืออย่างไร และนั่นเท่ากับเปิดทางให้ทุเรียน “มูซังคิง” ของมาเลเซีย ฉวยโอกาสดึงกลุ่มลูกค้าไฮเอนด์ไปครองได้ง่ายขึ้น
บทบาทหน้าที่ของรมว.พาณิชย์ ไม่ใช่การมาไลฟ์ขายของ หรือแม้แต่สร้างภาพหนุนอินฟลูฯ แต่คือการขยายตลาดและยกระดับราคา การไปเจรจาแบบรัฐต่อรัฐเพื่อเปิด “Green Lane” หรือด่านศุลกากรพิเศษ และสร้างความเชื่อมั่นว่าทุเรียนไทยทุกลูกที่ส่งไปจีนมีมาตรฐานสูง เป็นสินค้าหรูหราที่หาจากที่อื่นไม่ได้ ซึ่งจะเป็นทางรอดของทุเรียนไทยในโมงยามที่คู่แข่งขันทั้งเวียดนามและมาเลเซียไล่บี้ทั้งตลาดบนและล่าง
เวียดนาม-มาเลย์ ไล่บี้ ทุเรียนไทยถอยร่น
มาเทียบขุมกำลังระหว่างทุเรียนไทย-เวียดนาม-มาเลเซีย กันสักเล็กน้อย สำหรับจุดแข็งทุเรียนไทยอยู่ที่แบรนด์ “หมอนทอง” แข็งแกร่งที่สุด, ผลผลิตต่อปีมหาศาล, ระบบโลจิสติกส์เชื่อมรางรถไฟลาว-จีนที่เสถียร ส่วนเวียดมีต้นทุนต่ำที่สุด, ระยะทางใกล้จีน (ขนส่งทางบกเร็ว), ฤดูกาลยาวนานออกผลได้เกือบทั้งปี สำหรับมาเลย์ มูซังคิงมีรสชาติเป็นเอกลักษณ์, มาตรฐานทุเรียนแช่แข็งดีเยี่ยม, เน้นตลาด Niche ราคาแพง
ส่วนจุดอ่อน ไทยมีปัญหาทุเรียนอ่อน, ต้นทุนการผลิตและต้นทุนแรงงานสูง, ขาดเอกภาพในการควบคุมราคา ขณะที่ทุเรียนเวียดนาม คุณภาพยังไม่สม่ำเสมอ, มีปัญหามาตรฐานสารตกค้างในบางพื้นที่ สำหรับมาเลย์ ปริมาณผลผลิตน้อยไม่พอกับตลาด Mass, ราคาสูงเกินไปสำหรับผู้บริโภคทั่วไป
ดังนั้น การจะครองแชมป์ในตลาดจีนเช่นที่ผ่านมาท่ามกลางการรุมกินโต๊ะของคู่แข่ง ไทยไม่สามารถสู้ด้วย “ราคา” ได้อีกต่อไป เพราะเวียดนามมีต้นทุนที่ถูกกว่า กุญแจดอกเดียวที่จะทำให้ไทยชนะคือ “ระบบการรับรองความพรีเมียมแบบดิจิทัล (Digital Quality Certification)” ยกระดับจากการแปะขั้วธรรมดาไปสู่ระบบ Blockchain Traceability ที่ผู้บริโภคชาวจีนสามารถสแกน QR Code แล้วเห็นข้อมูลทันทีว่ามาจากสวนไหน (GI - Geographical Indication) ตัดที่ความสุกกี่เปอร์เซ็นต์ (Zero Young Durian Guarantee) ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล (GAP/GMP+)
สำหรับผลผลิตทุเรียนไทยในช่วง 5 ฤดูกาลผลิตที่ผ่านมา มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการขยายพื้นที่ปลูกทั่วประเทศ แต่บางปีอาจผันผวนตามสภาพอากาศ โดยปี 256 มีปริมาณผลผลิต 1.28 ล้านตัน ปี 2566 ปริมาณ 1.47 ล้านตัน ปี 2567 ปริมาณ 1.29 ล้านตัน ปี 2568 ประมาณการ 1.68 ล้านตัน และคาดการณ์ปี 2569 ประมาณ 1.8 ล้านตัน ซึ่งพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์จากการจัดการสวนที่ดีขึ้น
ส่วนตลาดส่งออกทุเรียนของไทย จีนยังคงเป็นตลาดหลัก แต่สัดส่วนในการครองส่วนแบ่งตลาดลดลงอย่างน่าเป็นห่วง โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย เน้นย้ำถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างตลาดในจีนที่ไทยกำลังสูญเสียการผูกขาดอย่างรวดเร็ว จากปี 2565 ที่ทุเรียนไทยครองตลาดจีนเกือบเบ็ดเสร็จ 95% ลดลงมาเหลือประมาณ 57% - 60% ภายในระยะเวลาเพียง 2 ปี (2565-2567) เนื่องจากจีนเปิดรับทุเรียนสดจากเวียดนามและมาเลเซีย และปี 2568 ไทยครองส่วนแบ่งตลาดประมาณ 50% มูลค่าการส่งออกประมาณ 150,278 ล้านบาท ปริมาณการส่งออก ประมาณ 939,892 ตัน ไทยจึงต้องรีบกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดเมืองรองในจีน และตลาดใหม่นอกเหนือจากจีน เช่น เกาหลีใต้ หรือตะวันออกกลาง เพื่อขยายตลาดและลดอำนาจการต่อรองของล้งจีน
ขณะที่คู่แข่งอย่างเวียดนาม ใช้จุดแข็งส่งสินค้าทางบกถึงจีนใน 1-3 วัน (ไทยใช้ 5-7 วัน), ต้นทุนต่ำกว่าไทย 15-20%, มีผลผลิตออกสู่ตลาดได้เกือบทั้งปี และใช้ราคาที่ถูกกว่าไทยถึง 15% ดึงกลุ่มลูกค้า Mass Market ในเมืองรองของจีน ส่วนมาเลเซีย ใช้จุดแข็งเน้นสายพันธุ์เฉพาะตัวอย่างมูซังคิง และหนามดำ รวมทั้งจีนอนุญาตให้นำเข้าทุเรียนสดได้แล้ว ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2567 เป็นต้นมา นั่นหมายความว่าทุเรียนไทยถูกไล่บี้ทั้งตลาดบนและตลาดล่าง
นี่ยังไม่นับว่ามีปัญหา “ล้งจีน” และ “นอมินีทุนเทา” ซึ่งเป็นเสือนอนกินอยู่ใต้เงา “บ้านใหญ่” หรือนักการเมืองท้องถิ่นที่เติบโตอย่างเข้มแข็ง และล้งเหล่านี้คือผู้กำหนดชะตากรรมราคาหน้าสวน ขณะที่ปัญหาสวมสิทธิ์ทุเรียนจากประเทศเพื่อนบ้านที่เกิดจากความหละหลวมของด่านศุลกากรภายใต้การกำกับของฝ่ายการเมือง ก็ยังเกิดขึ้นเนือง ๆ ไม่ต่างกับวิกฤตปัญหา “ทุเรียนอ่อน” ที่แก้ไม่ตก
นี่ต่างหากคือสิ่งที่ซูเปอร์จีไม่เคยคิด หรือคิดแล้วแต่ไม่รู้จะหาทางแก้ไขปัญหาอย่างไร
แน่นอน สิ่งที่ต้องไม่ลืมก็คือ ทั้ง “ทุเรียน” และ “มะพร้าว” นั้นเป็นสินค้าการเกษตรที่มีลักษณะพิเศษ เพราะดำเนินการภายใต้ “ล้งจีน” ที่เข้ามาแผ่อิทธิพลแบบฝังรากลึก
ถามว่า ซูเปอร์จีนจะกำจัด “ล้งจีน” ได้หรือไม่
ก็ต้องตอบว่า ได้ แต่โคตรยาก
คำถามถัดมาก็คือ แล้วจะทำอย่างไร
วิธีหนึ่งที่หลายคนเสนอความเห็นออกมาก็คือ รัฐบาลจะต้องขายพืชผลทางการเกษตรโดยเจรจาตรงกับ “รัฐบาลจีน” เพื่อตัดวงจรล้งที่ไม่เป็นธรรมออกไป
เป็นไปได้หรือไม่ที่จะต้องนึกถึงสิ่งที่เรียกว่า “การค้าแบบรัฐต่อรัฐ” หรือที่เรียกว่า “จีทูจี”
หาก “ซูเปอร์จี” ยังห่วงแต่ “หาแสง” และรัฐบาลยังสนุกกับการสร้างกระแสฉาบฉวย โดยไม่มองโครงสร้างอำนาจล้งจีนและนอมินีที่ฝังรากลึก ไม่เข้าใจวงจรสินค้าเกษตร โครงสร้างราคา หยุดยั้งปัญหาทุเรียนอ่อนและสวมสิทธิ์ไม่ได้ สุดท้าย “ราชาผลไม้ไทย” อาจจะเหลือเพียงตำนานบนกองซากศพของชาวสวน

