จากกรณีที่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.ได้แต่งตั้งชุดปฏิบัติการปราบปรามคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย ตามคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ 199/2569 เพื่อป้องกันปราบปรามกลุ่มคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมายในประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน อำเภอเกาะพะงัน อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดภูเก็ต และพื้นที่อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องโดยมี พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร.เป็นหัวหน้าคณะทำงาน และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร.เป็นรองหัวหน้าคณะทำงาน ตามที่นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น
ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 13 พ.ค. พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร.ในฐานะหัวหน้า ชุดปฏิบัติการปราบปรามคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร.ในฐานะเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการปราบปรามคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย พร้อมด้วย พล.ต.ท.สิทธิชัย โล่กันภัย ผบช.ภ.8 พล.ต.ต.ณรงค์ฤทธิ์ ด่านสุวรรณ รอง ผบช.ภ.8 พล.ต.ต.เลิศชาย จำปาทอง ผบก.สส.ภ.8 และ พล.ต.ต.สุวัฒน์ สุขศรี ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี สนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสอบสวนกลาง ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจท่องเที่ยว สืบสวนนครบาล นายอำเภอเกาะพะงัน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวม 266 นาย เข้าตรวจค้นเป้าหมายสำคัญบนพื้นที่เกาะพะงัน จำนวน 14 จุด ซึ่งเป็นเครือข่ายสำนักงานทนายความ จำนวน 6 แห่ง ที่ต้องสงสัยช่วยเหลือให้บุคคลต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยให้คนไทยถือหุ้นแทน โดยการตรวจสอบข้อมูลของ สำนักงานทนายความ ที่ถือเป็นต้นน้ำ ทั้ง 6 แห่งนี้ พบบริษัทที่มีความเกี่ยวข้อง รวม 483 บริษัท
เข้าข่ายต้องสงสัยเป็นนอมินีและพบพิรุธเรื่องการถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดิน ซึ่งถือเป็นนิติบุคคลปลายน้ำ จำนวน 27 แห่ง จึงยึดโฉนด 37 แปลง นำที่ดินคืนกลับมาตรวจสอบความถูกต้องได้ จำนวน 51 ไร่ 2 งาน มูลค่ารวม 150 ล้านบาท นอกจากนั้นยังสามารถจับกุมผู้ต้องหา ได้ 4 ราย ประกอบด้วย 1.นายลูก้า (สงวนนามสกุล) อายุ 43 ปี สัญชาติอิตาลี ในฐานความผิดเป็นคนต่างด้าวประกอบธุรกิจตามบัญชีสาม โดยไม่ได้รับอนุญาต 2.น.ส.มีนา (สงวนนามสกุล) อายุ 55 ปี 3.นายประธาน (สงวนนามสกุล) อายุ 48 ปี และ 4.นางนงลักษณ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 51 ปี ชาวไทยทั้ง 3 ราย กระทำความผิดในข้อหาช่วยเหลือ สนับสนุน หรือถือหุ้นแทนคนต่างด้าว ซึ่งแต่ละรายจะถูกตรวจสอบเส้นทางการเงินด้วยต่อไป
ทั้งนี้ข้อมูลล่าสุดที่ ชุดปฏิบัติการปราบปรามคนต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมาย ตรวจพบการดำเนินการนิติบุคคล บนเกาะพะงัน ทั้งสิ้น 3,754 ราย ต่างชาติถือหุ้น 2,381 ราย โดยจะเน้นตรวจสอบเชิงลึกในกลุ่มที่ต้องสงสัยเป็นธุรกิจนอมินี มีต่างชาติลงทุนในอัตราสูงสุดที่กฎหมายกำหนด คือ ร้อยละ 49, การให้สิทธิคนต่างด้าวเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพัน, กรณีตรวจพบคนไทยมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นและกรรมการในหลายบริษัท ลักษณะถือหุ้นแทนคนต่างด้าว และ กลุ่มคนไทยที่มีการแจ้งเข้า-ออก ระบบประกันสังคมหลายครั้ง หลายบริษัท ซึ่งไม่น่ามีการทำงานจริง
สำหรับสถิตินักท่องเที่ยวที่ขออยู่ต่อบนเกาะพะงัน ตั้งแต่ 1 มกราคม - 30 กันยายน 2568 มีทั้งสิ้น 2,548 คน แบ่งเป็นขออยู่ต่อระยะสั้น 2,054 คน และ ขออยู่ต่อระยะยาว 494 คน ด้านผลการปฏิบัติงานและคดีที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติ ของ สภ.เกาะพะงัน ในห้วง เดือนตุลาคม 2568 - พฤษภาคม 2569 พบตัวเลขแจ้งเหตุผ่านศูนย์วิทยุ 191 จำนวน 69 เหตุการณ์ เป็นคดีก่อความเดือดร้อนรำคาญ 34 ราย การไกล่เกลี่ยทางแพ่ง 24 ราย กรณีมีอาการจิตเวช 11 ราย จากชาวต่างชาติที่ก่อเรื่องสูงสุด 3 สัญชาติ ประกอบด้วย รัสเซีย 12 ราย เยอรมัน 12 ราย อิสราเอล 9 ราย ซึ่งสัญชาติอิสราเอล ส่วนใหญ่มักมีปากเสียงในร้านสะดวกซื้อ, ร้านเช่ารถ, ไม่ยอมจ่ายค่าที่พัก, การทำทรัพย์สินเสียหาย และข้อพิพาทเรื่องที่ดิน
ส่วนการดำเนินคดีทางอาญา เฉพาะชาวอิสราเอล ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2568 - 5 พฤษภาคม 2569 มีทั้งสิ้น 44 ราย โดยความผิด พ.ร.บ.ยาเสพติด มากที่สุด คือ 20 ราย, ประกอบธุรกิจ (นอมินี) 9 ราย, พ.ร.บ.การทำงาน 8 ราย, กระทำการขายหน้าต่อธารกำนัล 2 ราย, ใช้เงินตราปลอม 1 ราย, Over Stay 1 ราย, การพนัน 1 ราย และ เมาแล้วขับ 1 ราย นอกจากนี้ ในช่วงเวลาเดียวกัน ชาวอิสราเอล ยังติด Top 3 เรื่องการผิดกฎจราจร ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดคือไม่สวมหมวกนิรภัย และไม่แสดงใบอนุญาตขับขี่ โดยสัญชาติที่ทำผิดกฎหมายจราจรมากที่สุด คือ เมียนมา 313 ราย รัสเซีย 214 ราย อิสราเอล 165 ราย และ เยอรมัน 125 ราย.

