เปิดเหตุผล 3 เสียงข้างน้อย ป.ป.ช. ทำไมมอง “สุภา” ไม่ผิดคดีภาษีหุ้นชินฯ ชี้ การไม่อุทธรณ์ยังไม่ก่อความเสียหายแก่รัฐ อัยการยังขยายเวลาอุทธรณ์ได้ จึงยังไม่มีหลักฐานเพียงพอให้ฟังว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ พร้อมเปิดเส้นทางคดีเหตุใดยื้อค้างนับ 10 ปี จนเกือบขาดอายุความ
วันนี้ (13พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช.มีมติ4:3 ชี้มูลความผิดนางสาวสุภา ปิยะจิตติ อดีตกรรมการป.ป.ช.ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่(ม.157)กรณีขณะดำรงตำแหน่ง ในรองปลัดกระทรวงการคลังไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง คดีดำเลขที่03-3-1058/2564 ตามหนังสือกระทรวงการคลังที่ กค 0604.2/ว44 ลงวันที่23มิ.ย.2549เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการอุทธรณ์ ฎีกาคดีแพ่งและอุทธรณ์คดีศาลปกครอง หรือ
"คดีภาษีหุ้นชินคอร์ป" ทำรัฐเสียหายกว่า 17,900 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ประทับรับฟ้องเป็นคดีหมายเลขดำที่ อท.75/2569 ระหว่างสำนักงานอัยการสูงสุด(พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการคดีพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต1) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนางสาวสุภา ปิยะจิตติ อดีตกรรมการปปช.และอดีตรองปลัดกระทรวงการคลังกับพวกรวม 3 ราย เป็นจำเลยแล้วนั้น
แหล่งข่าวจากสำนักงานป.ป.ช.แจ้งว่า มติที่ประชุมคณะกรรมการปปช.4:3ชี้มูลความผิดนางสาวสุภากับพวกนั้น ในส่วนมติเสียงข้างน้อยสามเสียงคือ นายเพียรศักดิ์ สมบัติทอง นายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ นายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ ที่มีความเห็นไม่ชี้มูลความผิดนางสาวสุภาและให้ตีตกข้อกล่าวหานั้นนายเพียรศักดิ์ระบุเหตุผลว่า “หลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติที่ระบุไว้ในหนังสือหนังสือกระทรวงการคลังที่ กค 0604.2/ว44ตามที่เจ้าหน้าที่ระบุนั้นเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการอุทธรณ์ ฎีกาในคดีแพ่งที่มีทุนทรัพย์ในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาเกินกว่าสิบล้านบาท และศาลได้พิจารณาให้ส่วนราชการและศาลให้ส่วนราชการเป็นฝ่ายแพ้คดีหรือพิพากษาให้ส่วนราชการชนะคดีไม่เต็มตามฟ้อง หากส่วนราชการเจ้าของคดีและอัยการเห็นตรงกันว่าคดีไม่ควรอุทธรณ์ ฎีกาให้ดำเนินการอุทธรณ์ ฎีกาไปก่อนเนื่องจากเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์สูงแล้วส่งเรื่องกลับให้กระทรวงการคลังพิจารณาโดยเร็วหากต่อมากระทรวงการคลังเห็นควรว่าไม่อุทธรณ์ ฎีกาก็ให้เจ้าหน้าที่แจ้งอัยการให้ถอนอุทธรณ์ ฎีกาต่อไป
เห็นว่ากรณีดังกล่าวเป็นหลักเกณฑ์การป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับทางราชการแต่ก็ยังให้อำนาจกระทรวงการคลังที่จะใช้ดุลพินิจว่าจะอุทธรณ์หรือไม่ก็ได้โดยคำนึงถึงประโยชน์ราชการแต่ในทางปฏิบัติสำนักงานอัยการสูงสุดที่เป็นทนายความแก้ต่างให้กรมสรรพากรก็จะยังไม่อุทธรณ์และขอขยายระยะเวลาออกไปก่อนซึ่งไม่ทำให้เกิดความเสียหายและยังสามารถใช้สิทธิอุทธรณ์ได้ตลอดเวลาที่ยังอยู่ในระยะเวลาที่ศาลอุทธรณ์ได้ขยายเว้นแต่กรณีที่ไม่อาจขยายได้แล้ว เช่นนี้จึงเป็นหน้าที่ตัวความโดยสำนักงานอัยการสูงสุดต้องดำเนินการยื่นอุทธรณ์ไปก่อนตามที่หนังสือ ว 44กำหนดเพื่อมิให้เกิดความเสียหายแก่ราชการและกรณีดังกล่าวนางสาวสุภาได้พิจารณามีความเห็นว่าเพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างถูกต้องและรอบคอบให้กรมสรรพากรตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่าหุ้นที่กรมสรรพากรประเมินภาษีเป็นของโจทก์ทั้งสองคือนายพานทองแท้และนางสาวพิณทองทา ชินวัตรหรือไม่หากมิใช่ โอกาสที่จะชนะคดีเป็นไปได้ยากก็เห็นสมควรไม่อุทธรณ์คดี
แต่หากหุ้นเป็นของโจทก์ทั้งสองโดยแท้ก็เห็นสมควรให้กรมสรรพากรดำเนินการอุทธรณ์ต่อไป ต่อมากรมสรรพากรพิจารณาแล้วเห็นว่ากรณีดังกล่าวยังไม่พบแนวทางปฏิบัติประกอบกับคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาว่าโจทก์ทั้งสองมิใช่เจ้าของหุ้นที่แท้จริงและมิใช่ผู้มีเงินได้พึงประเมินที่จะเป็นผู้มีภาระภาษีอากรการอุทธรณ์คดีต่อไปโอกาสชนะเป็นไปได้ยากเห็นควรไม่อุทธรณ์และแจ้งให้อธิบดีอัยการสำนักงานภาษีอาการทราบ และเสนอเรื่องให้นางสาวสุภาทราบ ซึ่งนางสาวสุภามีความเห็นรับทราบ ดังนั้นการพิจารณาของนางสาวสุภาและผู้เกี่ยวข้องในกรณีนี้อยู่ในห้วงเวลาที่ยังไม่เลยกำหนดเวลาอุทธรณ์ตามที่สำนักงานอัยการสูงสุดขยายระยะเวลาอุทธรณ์ไว้แล้ว
"กรณีดังกล่าวยังไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการการพิจารณาไม่อุทธรณ์กรณีดังกล่าวจึงเป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่โดยชอบ ฉะนั้นจากการไต่สวนจึงยังไม่ปรากฏพยานหลักฐานเพียงพอที่จะฟังได้ว่าการกระทำของบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นความผิดจึงเห็นควรไม่แจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งหกและให้ข้อกล่าวหาตกไป”
ส่วนนายแมนรัตน์ระบุว่า “การที่นางสุภา(ผู้ถูกกล่าวหาที่1)ลงนามในบันทึกข้อความกระทรวงการคลัง กรมบัญชีกลาง สำนักความรับผิดทางแพ่ง ด่วนที่สุด ที่กค 0410.2/5716 วันที่ 25 มิย.2554เรื่องการพิจารณาอุทธรณ์คดีรายนายพานทองแท้ และนางสาวพิณทองทา ถึงอธิบดีกรมสรรพากรนั้นเมื่อพิจารณาบันทึกข้อความดังกล่าวแผ่นที่หนึ่ง บรรทัดสุดท้ายว่า”จึงให้กรมสรรพากรตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อประกอบการพิจารณาดังนี้..”และ”ในบันทึกข้อความแผ่นที่สองก็ได้มีแนวทางกำหนดให้อธิบดีกรมสรรพากรไปตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม
เห็นว่าบันทึกข้อความดังกล่าวเป็นการสั่งกรมสรรพากรไปดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติมยังมิได้เป็นกรณีที่กระทรวงการคลังมีคำสั่งว่าจะให้อุทธรณ์หรือไม่กับคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางดังนั้นการที่อธิบดีกรมสรรพากร(นายสาธิต รังคศิริ ผู้ถูกกล่าวหาที่2)ได้รับทราบข้อสั่งการดังกล่าวแล้วแต่กลับสั่งการให้สรรพากรภาค3แจ้งสำนักงานอัยการสูงสุดไม่อุทธรณ์คดีโดยไม่เสนอข้อเท็จจริงการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณาของกระทรวงการคลังตามข้อสั่งการนั้น ฉะนั้นการกระทำของนายสาธิตจึงมิชอบด้วยกฎหมายและคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของนายสาธิตฟังไม่ขึ้นส่วนผู้ถูกกล่าวหารายอื่นเห็นว่าข้อเท็จจริงยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าเป็นการกระทำผิดจึงเห็นควรไม่แจ้งข้อกล่าวหาผู้ถูกกล่าวหารายอื่นและให้ข้อกล่าวหาตกไป
ด้านนายเอกวิทย์ระบุว่า เห็นพ้องด้วยกับความเห็นของนายแมนรัตน์และมีความเห็นเพิ่มเติมว่าการที่นายสาธิตลงนามในบันทึกข้อความ กรมสรรพากร สำนักสืบสวนและคดี ด่วนที่สุด ที่ กค 0327/2561 วันที่8เมย.2554สั่งการให้สรรพากรภาค3แจ้งสำนักงานอัยการสูงสุดไม่อุทธรณ์คดีซึ่งเกิดผลไม่มีการอุทธรณ์คดีนี้และถือว่าเป็นคำสั่งทางปกครอง เป็นการสั่งการโดยไม่มีอำนาจ ซึ่งอำนาจดังกล่าวเป็นของกระทรวงการคลัง ฉะนั้นการกระทำของนายสาธิตจึงมิชอบด้วยกฎหมายและคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของนายสาธิตฟังไม่ขึ้นส่วนผู้ถูกกล่าวหารายอื่นเห็นว่าข้อเท็จจริงยังไม่เพียงพอรับฟังได้ว่าเป็นการกระทำความผิด เห็นควรไม่แจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ถูกกล่าวหารายอื่นและให้ข้อกล่าวหาตกไป”
ส่วนหลังป.ป.ชมีมติชี้มูลนางสาวสุภาแล้วมีการนำเสนอข้อมูลว่า "นาย ธ" ซึ่งเป็นคณะทำงานของประธานป.ป.ช. และเป็นอนุกรรมการไต่สวนสำนวนนางสาวสุภา มีความใกล้ชิดกับทนายความครอบครัวชินวัตรบางคนโดยมีนามสกุลเดียวกัน รวมการที่ป.ป.ช.เร่งรัดส่งสำนวนให้อัยการพิจารณาในเวลาไม่กี่วันโดยอ้างว่าคดีจะขาดอายุความในวันที่2พค.อาจมีสิ่งผิดปกตินั้น เเหล่งข่าวกล่าวว่า ในช่วงนั้นคณะอนุกรรมการไต่สวนเเละนายธ.ได้เสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช.พิจารณาว่า สมควรตั้งไต่สวนนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รมว.คลังในขณะนั้นกับพวก รวมทั้งนางสาวสุภาด้วย ในเมื่อนางสาวสุภาไม่ปฏิบัติตามหนังสือกระทรวงการคลังที่ กค 0604.2/ว44 ที่วางหลักไว้ว่าต้องอุทธรณ์ ฎีกาไปก่อนในคดีที่กระทรวงการคลังเเพ้หากจะถอนฟ้องจึงนำมาพิจารณาอีกครั้ง เเต่นางสาวสุภาไม่ดำเนินการ เเละไปใช้วิธีอื่นเเทน นางสาวสุภาจึงปฏิเสธความรับผิดชอบนี้ไม่ได้ เพราะกระทรวงการคลังเกิดความเสียหาย1.79หมื่นล้านบาทไปเเล้วจากการไม่ปฏิบัติตามหนังสือข้างต้นของนางสาวสุภากับพวก
“คดีนี้เริ่มต้นปี2552 เเละจะขาดอายุความในวันที่2พค.ปีนี้จริง เเต่มีคำถามว่า ตั้งเเต่มีการร้องเรียนคดีนี้ ช่วงเเรกกรรมการป.ป.ช.ที่รับผิดชอบคือนายวิชา มหาคุณ เเละเมื่อนายวิชาพ้นหน้าที่เพราะดำรงตำแหน่งครบเก้าปีตามกฎหมายป.ป.ช.ฉบับเก่า นางสาวสุภารับหน้าที่นี้ต่อ เเม้มีเสียงทักท้วงว่าไม่เหมาะสม เพราะนางสาวสุภาเป็นผู้มีส่วนได้เสียในสำนวนนี้ เเต่ช่วงนั้นนางสาวสุภายืนยันขอทำหน้าที่นี้ จนเมื่อไม่กี่ปีมานี้ มติที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช.ลงคะเเนนการเปลี่ยนตัวนางสาวสุภา ออกจากสำนวนนี้เเละให้กรรมการป.ป.ช.รายอื่นมาทำหน้าที่เเทน สำนวนนี้จึงดำเนินการไต่สวน ลงมติ ส่งฟ้องเเละไม่ขาดอายุความ”
แหล่งข่าวยังระบุอีกว่า มีข้อน่าสังเกตมากกว่าว่าช่วงนั้นทำไมนายวิชาดำเนินการไต่สวนไม่เสร็จเเละทำไมนางสาวสุภามารับหน้าที่ต่อเเละไต่สวนตัวเองทั้งๆที่มีเสียงคัดค้านจนสุดท้ายนางสาวสุภาจึงยอมถอนตัว การกระทำข้างต้นมีเหตุผลเช่นใดและเห็นว่า นายวิชาเเละนางสาวสุภาควรชี้เเจงกับสังคมให้กระจ่าง
สำหรับข้อสังเกตว่านายธ.กับทนายความครอบครัวชินวัตรบางคนมีนามสกุลเดียวกันนั้น แหล่งข่าวระบุว่า นายธ.ยอมรับว่าจริงเพราะเป็นพี่น้องกัน และแม้จะประกอบอาชีพด้านกฎหมาย มีใบอนุญาตประกอบอาชีพด้านทนายความเหมือนกัน แต่ไม่จำเป็นต้องมีมุมมองในการทำหน้าที่ทนายความ หรือฝ่ายกฎหมายเหมือนกันทุกกรณี
“หากนายธ. ทำตามความต้องการของพี่ชาย นายธ.ก็ควรที่จะเสนอความเห็นไปในทางที่เป็นคุณกับนางสาวสุภาในสำนวนนี้ เพราะการที่นางสาวสุภาเสนอไม่อุทธรณ์1.79หมื่นล้านบาท จะเป็นประโยชน์แก่ฝ่ายพี่ชายของนายธ.ซึ่งเป็นทนายความคดีดังกล่าวของครอบครัวชินวัตร”

