วันนี้ (13 พ.ค. 2569) บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG รายงานผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่ามีรายได้จากการขายและการให้บริการ 56,832 ล้านบาท แบ่งเป็นธุรกิจน้ำมัน 50,312 ล้านบาท ธุรกิจนอนออยล์ 6,520 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิส่วนที่เป็นของผู้เป็นเจ้าของบริษัทใหญ่ 205 ล้านบาท ลดลง 208.1% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน
.
สาเหตุหลักมาจากธุรกิจน้ำมันที่มีกำไรขั้นต้นลดลง จากความไม่สอดคล้องในเชิงเวลา ระหว่างต้นทุนน้ำมันหน้าโรงกลั่นที่ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาโลก จากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง กับการบริหารจัดการกองทุนน้ำมันในประเทศ ส่งผลให้กำไรขั้นต้นต่อลิตรลดลง 20% ขณะที่ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันผ่านทุกช่องทางเติบโตสู่ระดับ 1,753 ล้านลิตร จากความต้องการใช้น้ำมันที่เร่งตัวขึ้นกว่าปกติในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
.
ส่วนธุรกิจนอนออยล์ (Non-Oil) มีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 2,001 ล้านบาท โดยมีปัจจัยหลักมาจากธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มอย่างร้านกาแฟพันธุ์ไทย ที่มีการเติบโตของรายได้และกำไรขั้นต้นมากกว่า 80% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการขยายสาขาและการเพิ่มขึ้นของยอดขายจากสาขาเดิม ส่งผลให้สัดส่วนกำไรขั้นต้นจากธุรกิจนอนออยล์ขยับขึ้นสู่ระดับ 46.9% ของกำไรขั้นต้นรวม
.
สำหรับค่าใช้จ่ายในการขายและการบริการปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4,363 ล้านบาท ตามการขยายตัวของธุรกิจนอนออยล์ โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร ค่าเสื่อมราคา และกิจกรรมทางการตลาดเพื่อรองรับจำนวนสาขาที่เพิ่มขึ้น ผลจากต้นทุนคงที่ที่สูงขึ้นตามการขยายสาขา ประกอบกับแรงกดดันต่อกำไรดำเนินงานจากความผันผวนของธุรกิจน้ำมัน ส่งผลให้กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย ลดลงเป็น 1,281 ล้านบาท
.
ณ ไตรมาส 1/2569 PTG มีสถานีบริการน้ำมันพีที 2,276 แห่ง ปริมาณการจำหน่ายน้ำมัน 1,733 ล้านลิตร ส่วนการค้าส่งผ่านอุตสาหกรรม 20 ล้านลิตร ส่วนร้านกาแฟพันธุ์ไทย มีจำนวน 2,308 สาขา มีปริมาณการจำหน่ายเครื่องดื่ม 41.9 ล้านแก้ว ส่วนฐานสมาชิกบัตร PT Max Card, PT Max Card Plus และ PT Max Card EV มีจำนวน 25 ล้านราย
.
รายงานข่าวเพิ่มเติมระบุว่า ก่อนหน้านี้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้เป็นผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ผอ.ศบก.) ถูกสังคมตั้งข้อสงสัยว่า เป็นพี่ชายของนายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ PTG
.
แม้เจ้าตัวอ้างว่าไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน แต่เมื่อสาธารณชนไม่เชื่อใจ อีกทั้งราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นแบบก้าวกระโดดอย่างต่อเนื่อง จึงเริ่มมีคนแสดงจุดยืนไม่ใช้บริการ เกิดกระแสแบนปั๊มพีทีอยู่พักหนึ่ง
.
ขณะที่นายพิพัฒน์อ้างว่า ตนลาออกจากธุรกิจตั้งแต่ปี 2546 และไม่ได้รับตำแหน่งใดๆ มาแล้ว 20 ปี และไม่สามารถก้าวก่ายการบริหารงานได้ เพราะเป็นบริษัทมหาชน มีคณะกรรมการบริษัทและผู้บริหาร แม้ไม่ปฏิเสธว่าเป็นเรื่องของครอบครัว แต่การแทรกแซง ขึ้นราคา ก็ขอให้พิสูจน์ที่ผลประกอบการไตรมาส 1 ว่าตนไปวุ่นวายหรือแทรกแซงผลประโยชน์ตรงไหน
......
Sondhi X

