จับตา พ.ร.ก. กู้เงินส่อขัดรัฐธรรมนูญ นักวิชาการชี้ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน เป็นเพียงทางลัดเลี่ยงการตรวจสอบจากรัฐสภา หวั่นทำลายวินัยการคลังและสร้างบรรทัดฐานที่อันตรายต่อระบบงบประมาณประเทศในระยะยาว
พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขวิกฤตพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านพลังงาน พ.ศ. 2569 กำลังเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ภายหลังนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ยื่นคำร้องของฝ่ายค้านอย่างเป็นทางการ
อย่างไรก็ตาม มีแง่มุมในทางวิชาการที่มีความน่าสนใจพอสมควร โดยนายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ แสดงความคิดเห็นผ่านทางเฟซบุ๊กว่า บทความนี้จะสรุปสาระสำคัญของคำร้อง พร้อมวิเคราะห์ผ่านแว่นตากฎหมายเปรียบเทียบ เพื่อให้เห็นว่ากรณีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องของ "หลักการแบ่งแยกอำนาจ" และ "วินัยการเงินการคลัง"
ในทางกฎหมายมหาชนมีหลักการสำคัญคือ "วัตถุประสงค์ที่ดี ไม่ได้ทำให้อำนาจที่มิชอบกลายเป็นชอบ" หากศาลยอมให้รัฐบาลอ้าง "ความสำคัญ" มาแทนที่ "ความฉุกเฉิน" เพื่อออก พ.ร.ก. กู้เงินได้ ต่อไปเราอาจเห็นการออก พ.ร.ก. กู้เงินเพื่อสร้างโรงเรียนหรือโรงพยาบาล ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องดี แต่จะทำให้ระบบงบประมาณที่ตรวจสอบโดยรัฐสภาล่มสลายลงทันที
ทั้งนี้ เคยมีข้อสังเกตจากคณะกรรมการกฤษฎีกา (เรื่องเสร็จที่ 373/2569) โดยคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) ระบุว่า ที่ผ่านมารัฐบาลได้ใช้งบประมาณแผ่นดินในการดำเนินการในเรื่องนี้มาโดยตลอด ประกอบกับขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการจัดทำร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 อันแสดงให้เห็นว่า การดำเนินการตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายในการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ ได้มีการดำเนินการมาโดยตลอดอย่างต่อเนื่อง มิใช่มาตรการเร่งด่วนเฉพาะหน้าที่จะต้องรีบดำเนินการ โดยการตราพระราชกำหนดฉบับพิพาท แทนที่จะดำเนินการโดยการตราเป็นพระราชบัญญัติ
ดังนั้นเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น เราสามารถเปรียบเทียบกับหลักการในต่างประเทศได้ดังนี้ 1. เยอรมนี (คดี KTF 2023): ศาลรัฐธรรมนูญเยอรมันตัดสินว่า การโยกงบฉุกเฉินไปใช้ในกองทุนลดโลกร้อน "ขัดรัฐธรรมนูญ" เพราะความเร่งด่วนของปัญหาภูมิอากาศไม่มีความเชื่อมโยงที่ใกล้ชิดพอ (Strict Connection) กับเหตุฉุกเฉินทางการคลังเฉพาะหน้า
ประเทศอังกฤษ มีหลัก Power of the Purse ยึดถือว่าฝ่ายบริหารไม่มีอำนาจกู้เงินตามลำพังหากไม่ใช่ภาวะสงครามหรือวิกฤตสุดวิสัย การเลี่ยงตรวจสอบจากสภาถือเป็นการทำลายรากฐานประชาธิปไตย
อีกทั้ง ยังมีหลักความได้สัดส่วน หมายความว่า หากมีวิธีอื่นที่กระทบน้อยกว่า (เช่น พ.ร.บ. งบประมาณปกติ) รัฐบาลต้องเลือกวิธีนั้น การใช้ พ.ร.ก. ซึ่งเป็นอาวุธสุดท้ายจึงต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าไม่มีทางเลือกอื่นจริงๆ ดังนั้น คำร้องนี้จึงเป็นการตั้งคำถามสำคัญต่อสังคมไทยว่า เราจะยอมให้ "ความสะดวกของฝ่ายบริหาร" รุกล้ำเข้าไปใน "อำนาจนิติบัญญัติ" หรือไม่?
หากศาลรัฐธรรมนูญวางบรรทัดฐานตามคำร้องนี้ จะเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้ระบบการคลังของประเทศ เพื่อประกันว่า "เงินแผ่นดิน" จะถูกใช้ผ่านการตรวจสอบอย่างรัดกุมโดยผู้แทนราษฎร ไม่ใช่ผ่านทางลัดทางกฎหมายที่ตรวจสอบได้ยาก

