เมืองไทย 360 องศา
เรียกว่ามีเสียงอึกทึกครึกโครมกันเลยทีเดียว สำหรับผลสำรวจของภาคเอกชนเมื่อวันก่อน ที่พอมีการเปิดเผยออกมามีหน่วยงานรัฐไหนบ้างใน 10 อันดับ ที่มีการเรียกรับสินบน มีการทุจริต ซึ่งกลายเป็นว่าเรียกเสียงโวยวาย ยอมรับไม่ได้ บางหน่วยงานถึงขั้นขยับจะฟ้องกันเลยทีเดียว อ้างว่าทำเสียหาย ประมาณว่า ไม่จริง หรือบิดเบือนอะไรประมาณนั้น
อย่างไรก็ดี นี่เป็นการสำรวจจากภาคเอกชนที่เป็นกลุ่มธุรกิจตัวอย่าง เท่านั้น ผลจึงออกมาแบบนี้ เพราะหากไปถามชาวบ้านทั่วไป ผลน่าจะออกมาเป็นอีกแบบ โดยเฉพาะหน่วยงานที่ถูกระบุว่า มีการทุจริตอันดับท้ายในสิบอันดับ อาจพุ่งขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งก็เป็นไปได้มาก
ทบทวนภาพจำกันอีกครั้งสำหรับ 10 หน่วยงานรัฐหน่วยงานไหนบ้างที่ผลสำรวจออกมา เมื่อวันที่ 14 พ.ค. จากคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดยคณะทำงาน Zero Corruption : กกร. และเพื่อนไม่ทน เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการของภาครัฐ ภายใต้โครงการ “คนไทยไม่ทนคอร์รัปชั่น” ซึ่งสำรวจกลุ่มตัวอย่างภาคธุรกิจ 401 ตัวอย่างทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 26 มี.ค.-10 เม.ย.2569
หน่วยงานที่มีอัตราเสนอสิ่งตอบแทนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1.ตำรวจทางหลวง/จราจร 2.กระบวนการยุติธรรม (ยกเว้นศาล) 3.องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) 4.กรมเจ้าท่า 5.กรมทางหลวง 6.กรมโยธาธิการและผังเมือง 7.ตำรวจท้องที่ 8.กรมทรัพย์สินทางปัญญา 9.กรมสรรพากร และ 10.กรมการขนส่งทางบก
สำหรับหน่วยงานที่มีมูลค่าสินบนเฉลี่ยสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1.กรมควบคุมมลพิษ จำนวนเงินที่เสนอให้ต่อครั้ง 102,160 บาท 2.กรมเจ้าท่า จำนวนเงินที่เสนอให้ต่อครั้ง 100,000 บาท 3.กรมสรรพสามิต นวนเงินที่เสนอให้ต่อครั้ง 94,667 บาท 4.กรมสรรพากร จำนวนเงินที่เสนอให้ต่อครั้ง 89,498 บาท 5.กระบวนการยุติธรรม (ยกเว้นศาล) จำนวนเงินที่เสนอให้ต่อครั้ง 88,750 บาท
6.สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)/บริการสาธารณสุข จำนวนเงินที่เสนอให้ต่อครั้ง 74,643 บาท 7.กรมทางหลวง จำนวนเงินที่เสนอให้ต่อครั้ง 70,167 บาท 8.กรมโยธาธิการและผังเมือง จำนวนเงินที่เสนอให้ต่อครั้ง 70,000 บาท 9.กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช จำนวนเงินที่เสนอให้ต่อครั้ง 68,000 บาท และ10. กรมป่าไม้ จำนวนเงินที่เสนอให้ต่อครั้ง 67,500 บาท
แน่นอนว่าสังคมรับรู้กันไปแล้ว และคงไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไรกับผลสำรวจที่ออกมาคราวนี้ แม้ว่าอันดับ 1-10 อาจจะแปรเปลี่ยน ไปตามความรู้สึก และจากการได้สัมผัสด้วยตัวเองที่ผ่านมา หรือแม้แต่การที่รู้สึกแปลกใจที่บางหน่วยงานกลับไม่มีชื่อติดอยู่ในลิสต์ดังกล่าว แต่กลายเป็นว่า อาจไปอยู่ที่อันดับที่ 11-20 ก็ได้ ซึ่งนี่คือ “ตลกร้าย” กันเลยทีเดียว แต่สรุปก็คือ อย่าไปซีเรียสกับเรื่องอันดับ เอาเป็นว่านี่คือของจริง และการสะท้อนความจริงออกมาเท่านั้น อย่าไปโกรธเกรี้ยว ต่อความยาวสาวความยืด กันดีกว่า
ขณะเดียวกันสิ่งที่ต้องพิจารณากันมากกว่านี้ ก็คือ ปัญหาการทุจริต คอร์รัปชัน สำหรับประเทศไทยนั้นต้องพิจารณาควบคู่ไปกับเรื่องอื่นๆ ด้วย เพราะมันจะสะท้อนภาพรวมให้เห็นได้ชัดเจนว่านี่คือปัญหา หรือเป็น “กับดัก” ใหญ่ของบ้านเราที่ทำให้ไม่ไปไหน หรือที่หลายคนก่นด่าบ้านตัวเองว่า “ไม่เจริญ”สักที
เพราะหากมองกันเป็นองค์รวมก็คือ พิจารณากันถึงเรื่อง “ความไร้วินัย” ความไร้ระเบียบและการ “ไม่บังคับใช้กฎหมาย” เข้าไปด้วย และนี่คือต้นตอหรือไม่ก็รวมอยู่แพ็กเกจเดียวกัน ที่ทำให้เกิดการทุจริต และทำให้บ้านเมืองไม่ไปไหน
กรณีเหตุการณ์เศร้าสลดที่เกิดขึ้นล่าสุดกับกรณี “รถไฟชนรถเมล์” ที่แยกอโศก เมื่อวันก่อน มันก็มีเรื่องการ “ไร้วินัย” การไร้ระเบียบ เข้ามาเกี่ยวข้องเป็นเรื่องหลัก และที่ผ่านมาก็มีการ “ฝ่าฝืน” กันอยู่เป็นประจำ และหากเคยดูบางคลิปทำให้เห็นว่ากว่าจะ “ลงไม้กั้น” ลงมาขวางรถ ต้องใช้เวลานาน หรือแม้แต่มีไม้กั้นเรียบร้อยแล้ว ก็ยังมีรถบางคันที่เบียดแทรกเข้าไปจนได้ แน่นอนว่า อาจจะเถียงว่ามีเรื่องปัญหาจราจรสะสม ทำให้เดินหน้าไปต่อไม่ได้ แต่นั่นคงไม่ใช่เหตุผลที่จะนำมาอธิบายสำหรับการเกิดอุบัติเหตุ แต่นี่คือการชี้ให้เห็นว่าการ “ไร้วินัย” ซึ่งพัวพันกันมาเป็นลูกโซ่
ขณะเดียวกัน เมื่อพูดถึงเรื่องแบบนี้แล้วก็ต้องมีเรื่อง “การบังคับใช้กฎหมาย” ที่ประเทศของเราไม่เคยมีการเอาจริงเอาจัง ซึ่งนี่ก็คือต้นตอของการทุจริตคอรัปชั่นของเจ้าหน้าที่ รวมไปถึง “ฝ่ายที่เสนอให้” ซึ่งก็คือชาวบ้าน ประชาชนทั่วไปทั้งที่กระทำผิดติดสินบนเจ้าหน้าที่นั่นแหละ เหมือนกับที่พูดกันในภาษาบ้านๆว่า “ตบมือข้างเดียวไม่ดัง” อย่างไรก็ดีปัญหาดังกล่าวเชื่อว่าในที่สุดแล้วก็จะค่อยๆลืมเลือนกันไป เหมือนกับ “ไฟไหม้ฟาง” เมื่อเกิดเหตุร้ายแรงแบบนี้ขึ้นมากจะเข้มงวดขึงขังขึ้นมาครั้งหนึ่ง แต่เมื่อเวลาผ่านไปเรื่องก็จะค่อยๆเงียบ จนกว่าจะมีการเกิดเหตุกันใหม่ก็จะเข้มงวดกันอีก วนเวียนกันแบบนี้
สำหรับปฏิกิริยาของฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันว่า ทุกคนเป็นห่วงเรื่องคอร์รัปชัน ตั้งแต่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาเดือนตุลาคมจนถึงปัจจุบันมีการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชันอย่างสม่ำเสมอ และใช้กฎหมายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันอย่างเข้มงวดและเด็ดขาด จะเห็นได้จากการปราบปรามการกระทำผิดกฎหมาย ทั้งสแกมเมอร์ ยาเสพติด บ่อนการพนัน การค้ามนุษย์
“ผมยืนยันได้เลยว่า ในรัฐบาลชุดนี้ทำงานร่วมกับฝ่ายปราบปรามด้วยความเข้าใจและมีเป้าหมายเดียวกัน และมีความสัมพันธ์สนับสนุนซึ่งกันและกัน ตำรวจทหาร เจ้าหน้าที่ เราทำงานเป็นหนึ่งเดียวกัน” เขากล่าว แต่เมื่อถูกถามเรื่องที่หน่วยงานราชการที่ถูกระบุ เรื่องการทุจริตจะฟ้องกลับหน่วยงานเอกชนที่ทำผลสำรวจในครั้งนี้ ทำนองว่า มีสิทธิ์ที่จะฟ้องกลับได้ ก็ถือว่าเป็นท่าทีที่สวนทางกับความต้องการของชาวบ้าน และภาคเอกชนที่นำเสนอความเห็นออกมาแบบตรงไปตรงมา
เป็นคำพูดเหมือนกับว่า “ไม่ยอมรับความจริง” นัก เหมือนกับว่ายังรู้สึกเกรงใจหน่วยงานราชการดังกล่าว เพราะยังถือว่าต้องพึ่งพาหน่วยงานราชการเหล่านี้ ในการขับเคลื่อนผลงาน ทั้งที่ นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำรัฐบาลสามารถใช้วิธีการพูดแบบอื่นในลักษณะสร้างความเชื่อมั่น ให้กับประชาชนได้มากกว่านี้ เช่น รัฐบาลยินรับฟังข้อมูลและปัญหาทุกอย่าง เพื่อนำมาเสนอแนะแก้ปัญหาอย่างจริงจัง หรือประกาศเรื่องการแก้ทุจริตเป็นวาระแห่งชาติ ก็ว่ากันไป แต่ไม่ใช่ลักษณะการแก้ปัญหาแบบไม่มีรูปธรรมสักอย่าง
เพราะการที่นายกรัฐมนตรี อ้างถึงผลงานเรื่อง สแกมเมอร์ ยาเสพติด บ่อนการพนัน การค้ามนุษย์สารพัดว่าเป็นผลงาน แต่เชื่อว่าความรู้สึกของชาวบ้าน กลับเห็นไปทางตรงกันข้าม ยังไม่เชื่อว่ามีการปราบปรามจริงจัง หรือ “ลูบหน้าปะจมูก” และหากจะว่าไปแล้ว ปัญหาส่วนใหญ่ล้วนเกิดขึ้นในยุคที่เขาเป็น “มท.1” ต่อเนื่องกันมาหลายปีแล้วทั้งสิ้น
ดังนั้น หากรัฐบาล โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล และพรรคภูมิใจไทย ในฐานะเป็นแกนนำรัฐบาลจังจังเรื่องการปราบปรามทุจริตคอร์รัปชัน แม้ดูแล้วเป็นเรื่องยาก และขัดกับความรู้สึกที่เกี่ยวกับเรื่อง “ไม่ทำผิดกฎหมาย” เพราะหลายกรณีล้วนถูกตั้งคำถาม แต่นายกรัฐมนตรี สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้มากกว่านี้ สามารถก้าวข้ามความรู้สึกของชาวบ้านให้พ้น “กับดัก” ที่ว่านั้นเสียที ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าจะเอาจริงหรือเปล่า !!

