ข่าวปนคน คนปนข่าว
++ กรรมไม่หยุดพัก "โจ๊ก" รับอีกหนึ่ง คดีตบบ้องหูลูกน้องคนสนิท ตำรวจเห็นควร "สั่งฟ้อง"
ช่วงนี้ดูความเคลื่อนไหวของ "โจ๊ก" พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล อดีต รอง ผบ.ตร.มีมาต่อเนื่อง แต่หนักไปทางถูกกรรมไล่ล่าไม่พัก เพราะคดีตบบ้องหูลูกน้อง กงล้อกฎหมายกระบวนการยุติธรรมเริ่มเดิน
ล่าสุด เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมานี้ (18 พฤษภาคม 2569) คณะพนักงานสืบสวนสอบสวน ส่งสำนวนคดีอาญาที่ 9/2569
ระหว่าง “พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ” ผู้กล่าวหา กับ “พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล” ผู้ต้องหา พร้อมมีความเห็นควร "สั่งฟ้อง”ในความผิดฐาน “ทำร้ายร่างกายผู้อื่น” และพนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 1 ได้รับสำนวนไว้พิจารณาแล้ว โดยเตรียมนัดหมายฟ้องต่อศาลแขวงพระนครเหนือ ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 นี้
เรียกว่า “พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ” อดีตลูกน้องคนสนิท ทำให้ลูกพี่ตัวตึงอย่าง “พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์” ตอนนี้อยู่ในฐานะ “ผู้ต้องหา” ปมเหตุมาจาก อาการอารมณ์แปรปรวน ลงไม้ลงมือ "ตบบ้องหู" ลูกน้อง จนฝั่งผู้ใต้บังคับบัญชาอย่าง พ.ต.ท.คริษฐ์ที่เป็นทุกอย่างให้ "โจ๊ก" ไม่ขอทน !
อย่างว่า.. คำว่า “ลูกน้องไม่ทน” ความหมายก็ชัดเจน มันต้องสุดๆ จริงๆ ถึงเปลี่ยนจาก "นายและน้องรัก" มาสู่ "ผู้กล่าวหา-ผู้ต้องหา” คนเราถ้าไม่เหลืออด คงไม่ลุกขึ้นมาฟัดกับ "โจ๊ก"
เมื่อคดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม สังคมคงได้รู้กันว่า พฤติกรรมประเภทเอาแต่ใจ อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย แล้วชอบลงไม้ลงมือใส่ผู้ใต้บังคับบัญชา ของอดีตนายตำรวจใหญ่นั้นไม่ใช่รู้สึกไปเอง แต่สะสมมานาน จนกลายเป็นจุดระเบิดในที่สุด หรือไม่อย่างไร ไปวัดกันที่ "พยานหลักฐาน" เตรียมปูเสื่อรอดูภาคต่อได้เลย !
ถ้าใครติดตามข่าวสารมาตลอดหลายปี จะเห็นเลยว่า "โจ๊ก หวานเจี๊ยบ" ยืนหนึ่งเรื่องการครองพื้นที่สื่อ มีคอนเนกชันแน่นปึ้ก ขยับตัวทำอะไรก็มีนักข่าวรุมล้อม มีการสร้าง "Narrative" หรือที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่า “การสร้างสตอรี่” ให้ตัวเองดูเป็นพระเอกที่น่าสงสาร เป็นผู้ถูกกระทำ จากอำนาจมืดอยู่ตลอดเวลา โยนข้อกล่าวหาไปทางนั้นที ทางนี้ที จัด “สงครามไอโอ” สู้รบตบมือในโลกโซเชียล จนแฟนคลับกรีดร้องด้วยความเห็นใจ ให้กำลังใจด้วยการกดแป้นพิมพ์รัวๆ ว่า สู้ๆ
แต่ก็นั่นแหละ ในโลกแห่งความเป็นจริงสำนวนคดีเขาไม่ได้ตัดสินกันด้วยยอดไลก์ ยอดแชร์ หรือความดังของเสียงในโซเชียลฯ ทว่าตัดสินกันที่ “พยานหลักฐาน” ล้วนๆ พอข้อเท็จจริงเริ่มปรากฏ กระบวนการยุติธรรมเริ่มเดินหน้าเข้าหาตัวจริงๆ ก็ต้องรอดูคำอธิบายหล่อๆ ที่เคยพูดผ่านสื่อมวลชนมันก็เริ่มฟังไม่ขึ้น นึกภาพคนที่เคยอยู่เหนือสปอตไลต์ เป็น “ผู้ล่า” ที่ใครๆ ก็กลัว แต่วันนี้ต้องเดินก้มหน้าเข้าสู่กระบวนการ ในฐานะผู้ต้องหา... ช่างเป็นภาพสะท้อนสัจจธรรมความจริงที่มีหนึ่งเดียวจริงๆ
ขณะที่อีกด้านหนึ่ง “พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ” คือนายตำรวจผู้กล่าวหาที่ต้องเผชิญแรงกดดัน ความขัดแย้ง และ กระแสโจมตี มาอย่างยาวนาน ก็คงทอดถอนหายใจโล่ง ได้ทำในสิ่งที่ควรจะทำ และรอความยุติธรรมอย่างถึงที่สุด
สรุปว่างานนี้ ตำแหน่งสร้างอำนาจให้เราได้แค่ชั่วคราว แต่พฤติกรรมดี ย่อมอยู่ตลอดไป การใช้อำนาจโดยขาดความยับยั้งชั่งใจ ขาดสติ และมองคนอื่นต่ำกว่าตัวเอง สุดท้ายมันอาจจะย้อนกลับมากลายเป็น “จุดเริ่มต้นของจุดจบ” ของตัวเองได้เหมือนกัน!
เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้.
++ ฝ่ายค้านขยี้ปม ศักดิ์สยามซุกหุ้น - ฮั้วสว. - เขากระโดง
หลังจาก “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” หัวหน้าพรรคประชาชน ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ทาง “วิปฝ่ายค้าน” ก็ได้ประชุมอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก เมื่อวานนี้ (19 พ.ค.)
“ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน บอกว่าแม้ในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง พรรคการเมืองในซีกฝ่ายค้านจะมีนโยบายและจุดยืนที่แตกต่างกัน แต่เมื่อต้องมารับหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน ก็ต้องมาหาจุดยืนร่วมกัน เพื่อทำหน้าที่ตามที่ประชาชนคาดหวัง
เพราะเมื่อไรที่ฝ่ายกุมอำนาจ มีความเหิมเกริม ลุแก่อำนาจ บิดเบือนข้อกฎหมาย หาประโยชน์ให้กับตัวเองและพวกพ้อง เมื่อนั้นประชาชนก็จะนึกถึงฝ่ายค้านเป็นอันดับแรก
แม้จำนวนเสียง จำนวนมือในสภา จะสู้ไม่ได้ แต่สังคมก็คาดหวังว่า ฝ่ายค้านจะทำหน้าที่ นำเอาความไม่ชอบมาพากลนั้นออกมาตีแผ่ ให้สังคมได้รับรู้ เพื่อใช้มาตรการทางสังคมลงโทษ หรือชี้แนะแนวทางที่ถูกที่ควรให้รัฐบาลนำไปปฏิบัติ
การเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ถ้าปราศจากฝ่ายค้าน ย่อมถือว่าระบบการเมืองที่อันตรายมาก
ในการประชุมวิปฝ่ายค้านครั้งนี้ จึงมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบใน 3 ประเด็นสำคัญที่สังคมยังค้างคาใจ คือกรณี ป.ป.ช.ยกคำร้องในคดีศักดิ์สยามซุกหุ้น ... คดีฮั้วสว. และคดีเขากระโดง!
คณะกรรมการชุดที่ 1 จะตรวจสอบถึงการปฏิบัติหน้าที่ของ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่มีมติยกคำร้องในคดีซุกหุ้นของ “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” อดีต รมว.คมนาคม ทั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสินออกมาแล้วว่า ให้“ศักดิ์สยาม” พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี เพราะมีการซุกหุ้นจริง โดยทำนิติกรรมอำพราง ผ่านนอมินี
ผลการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ มีผลผูกพันทุกองค์กร แต่เรื่องนี้ เมื่อถูกร้องไปที่ป.ป.ช. ทางป.ป.ช.กลับมีมติยกคำร้อง
ดังนั้นสิ่งที่ฝ่ายค้านต้องทำให้เรื่องนี้มีความชัดเจน คือ ทำคำร้องให้เสร็จในเดือนพ.ค.นี้ พร้อมยื่นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพราะสิ่งที่ฝ่ายค้านค้นพบ คือ ป.ป.ช.อาจไม่มีการไต่สวนเลย แต่อาศัยช่องในการบอกว่า ตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว ไม่พบข้อมูลที่จะดำเนินการต่อ จึงมีมติยกคำร้อง
เพื่อความชัดเจนในประเด็นนี้ “ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ทำการร้องขอเอกสาร ข้อมูลที่เกี่ยวกับการดำเนินการของป.ป.ช. ใน “คดีศักดิ์สยาม” ซึ่งจะครบกำหนด 15 วัน ในปลายสัปดาห์นี้ อีกทั้ง วิปฝ่ายค้าน จะออกหนังสือเชิญ ป.ป.ช. มาชี้แจงกระบวนการทำงาน เพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงด้วย
คำตอบที่ฝ่ายค้านต้องการตีแผ่ให้เห็น คือ การยกคำร้องครั้งนี้ ป.ป.ช.ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือไม่ ?!
ส่วนคณะกรรมการชุดที่ 2 จะตรวจสอบ เรื่อง “ฮั้วเลือกสว.” เนื่องจากสังคมมองว่า กกต.กำลังทำการ "ฟอกขาว" ให้กับผู้เกี่ยวข้องในคดีนี้หรือไม่ หลังจากคณะอนุกรรมการ มีมติว่าผู้ถูกกล่าวหาซึ่งเชื่อมโยงกับ "พรรคสีน้ำเงิน" ไม่มีมูลความผิด
มีการตั้งข้อสังเกตว่า หรือจะเป็นการ "ตัดตอน" เพื่อไม่ให้สาวถึงผู้บงการตัวจริง ที่เป็นระดับแกนนำพรรคสีน้ำเงิน
จุดสำคัญของคดีนี้ คือ ต้องจับตาท่าทีของ กกต. ที่คาดว่าต้องมีมติภายใน 1 เดือนข้างหน้านี้ ว่าจะส่งเรื่องไปที่ศาล หรือไม่ หลังจากคณะกรรมการสืบสวน และไต่สวนชุดที่ 26 ของ กกต. มีมติว่าควรจะส่งเรื่องต่อไปยังศาล แต่ต่อมา กกต.ได้ตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ขึ้นมาเป็นการเฉพาะ ซึ่งคณะที่ 36 นี้ กลับมีมติยกคำร้อง !!
ทั้งที่ในกรณีนี้ มีหลักฐานชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการลงคะแนนเลือก สว. เส้นทางการเงิน หลักฐานการนัดหมาย ซึ่ง กกต. ควรจะส่งเรื่องไปยังศาล เพื่อดำเนินการต่อ
สำหรับคณะกรรมการชุดที่ 3 ตรวจสอบคดีที่ดินเขากระโดง เป็นอีกเรื่อง ที่ฝ่ายค้านต้องตรวจสอบอย่างแน่นอน ส่วนจะใช้กลไกอะไรบ้างนั้น แต่ละพรรคขอหารือในรายละเอียดกันก่อน
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส” สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ที่อยู่ในซีกฝ่ายค้าน กำลังล่าชื่อสส.ให้ได้ 50 ชื่อ เพื่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาถอดถอน “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย และ “ไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ออกจากตำแหน่ง
ฐานไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง!
ต้องติดตามว่า ฝ่ายค้านจะตัดสินใจอย่างไรในเรื่องนี้
อย่างไรก็ตาม แม้ 2 เรื่องแรก จะพุ่งเป็นไปที่การทำหน้าที่ของ “องค์กรอิสระ” ทั้ง ป.ป.ช. และ กกต. แทนที่จะมุ่งไปที่รัฐบาลโดยตรง
แต่ฝ่ายค้านเชื่อว่า การตีองค์กรอิสระ ย่อมสะเทือนไปถึงพรรคสีนำเงิน ที่เป็นแกนนำรัฐบาลอยู่ในขณะนี้
ขณะเดียวกัน ก็เป็นบทพิสูจน์ ถึงความเป็นอิสระ และเที่ยงธรรม ขององค์กรอิสระในยุคนี้ ว่ายังมี “น้ำยา” ที่จะจัดการคดีที่เกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจทางการเมืองได้หรือไม่

