นายกฯอนุทินลุยปราบทุจริตคอร์รัปชั่นตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.)
ยกระดับความโปร่งใส แถมสยบข่าวหนุนฟ้องปิดปากหลัง กกร.ออกมาเปิด 10อันดับหน่วยงานกินสินบนสูง ด้าน‘รสนาโตสิตระกูล’กรรมการมูลนิธิส่งเสริมการป้องกันฯ ชี้ปราบทุจริต ต้องใช้ยาพุ่งเป้าเหมือนฆ่าเซลล์มะเร็ง
ยันการเมืองไม่โปร่งใส ห้ามข้าราชการรับสินบน แท้จริงแล้ว‘หัวไม่ส่ายห่างจะกระดิกได้อย่างไร’ ยอมรับคนมีอุดมการณ์ไม่จ่ายสินบนสุดท้ายก็ต้องพ่ายแพ้ เดินเข้าสู่วงจรอุบาทว์ เพราะไม่จ่ายไม่ได้งาน ระบุศุกร์22 พค.นี้ ประชุมโครงสร้างพลังงานจะสร้างความเป็นธรรมได้จริงหรือไม่!
การปรับเปลี่ยนท่าทีของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ต่อปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน หลังจากที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) โดยคณะทำงาน Zero Corruption ได้แถลงผลการสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนในหัวข้อ"ความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการของภาครัฐ" พร้อมเปิดข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรมการจ่ายผลประโยชน์หรือสินบนแก่เจ้าหน้าที่รัฐเพื่ออำนวยความสะดวก โดยเฉพาะการเปิด 10 อันดับหน่วยงานที่มีมูลค่าสินบนเฉลี่ยสูงสุดออกสู่สาธารณะนั้นได้สร้างแรงกระเพื่อมต่อหน่วยราชการที่ถูกเปิดโปงพร้อมตอบโต้ให้ กกร.แสดงหลักฐานเช่นกัน
ขณะที่นายกฯ ตอบคำถามนักข่าวถึงผลสำรวจของ กกร.ว่าจะมีหน่วยงานรัฐที่ถูกจัดอันดับจ่ายสินบนเตรียมจะฟ้องกลับว่า อย่างที่บอกที่มาของการสำรวจคืออะไร ถ้าสำรวจแล้วไม่ได้เป็นไปตามนั้น ก็มีสิทธิที่จะฟ้อง หากเรากล้าที่จะบอกว่าคุณทำผิด คุณโกง คุณทำไม่ดี เราต้องพร้อมที่จะถูกฟ้องกลับด้วย ถือว่าแฟร์ ๆ
นี่คือถ้อยคำที่ออกจากปากนายกฯ เมื่อกล้าบอกใครทุจริต ต้องพร้อมรับหากถูกฟ้องกลับ ซึ่งคำพูดดังกล่าวทำให้กระแสสังคมและภาคประชาชนต่างรู้สึกว่านี่คือพฤติกรรมการฟ้องปิดปาก และใครจะกล้าเปิดเผยข้อมูลว่าใคร หน่วยงานไหนบ้างกระทำการโกงบ้าน โกงเมือง จนสร้างความเสียหายต่อประเทศมหาศาล
คำพูดของนายกฯและการออกมาตอบโต้ของหน่วยงานรัฐ ทำให้ภาคประชาชนโดยเฉพาะ 3 มูลนิธิต้านโกง ประกอบด้วยมูลนิธิองค์กรต่อต้านคอรัปชั่นประเทศไทย หรือ ACT โดยดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานมูลนิธิฯ , มูลนิธิต่อต้านการทุจริต โดย ศ.พิเศษ วิชา มหาคุณประธานมูลนิธิฯ และ มูลนิธิส่งเสริมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดย พล.อ.อ.วีรวิทย์ คงศักดิ์ รีบออกมาประกาศจับมือเป็นพันธมิตรกับ กกร. เนื่องเพราะมีความวิตกกังวลกับสภาพการทุจริตคอร์รัปชั่นที่ทวีความรุนแรงขึ้น และมีเป้าหมายทำงานร่วมกันภายใต้แนวคิด “ทนไม่ไหวแล้วโว้ย”
ดังนั้นตลอดสัปดาห์นี้เรื่องการเปิดโปงทุจริตคอร์รัปชั่นได้สร้างแรงสั่นสะเทือนทั้งวงราชการและการเมือง รวมไปถึงการออกมาแสดงความเห็นเชิงฟ้องปิดปากของนายกฯนั้นก็ได้เปลี่ยนท่าทีในเช้าวันที่ 20 พค.ซึงนายกฯได้เรียกประชุมภาครัฐ-เอกชน สั่งลุยปราบทุจริตคอร์รัปชันแบบจริงจัง ลดความเสี่ยงในการเกิดการทุจริตทุกรูปแบบ และเร่งดำเนินการปฏิรูปกฎหมายที่ล้าสมัย รวมถึงการเสริมสร้างภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือในการต่อต้านการทุจริตของประเทศไทยให้เป็นที่รับทราบของประชาชนและประชาคมโลกในระดับนานาชาติ พร้อมสั่งให้มีการตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.) หวังยกระดับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการ โดยขอให้ทุกหน่วยงานตรวจสอบการทำงานในทุกขั้นตอนให้มีความโปร่งใส
ด้าน‘รสนา โตสิตระกูล’ กรรมการมูลนิธิส่งเสริมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ผู้มีบทบาทในการเปิดโปงการทุจริตจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์ในกระทรวงสาธารณสุขที่มีความเสียหายสูงถึง 1,400 ล้านบาทเมื่อปี 2541 ซึ่งถือเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่สามารถทำให้นักการเมืองระดับรัฐมนตรีคนแรกต้องติดคุก ระบุว่า การที่ 3 มูลนิธิซึ่งทำงานเกี่ยวกับการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชั่น มาจับมือกับ กกร.ก็จะช่วยให้ กกร.มีความเข้มแข็งขึ้น เพราะจากคำพูดของนายกฯอนุทินว่าใครมาเปิดเผยเรื่องการรับสินบน ของหน่วยราชการ ก็ต้องเตรียมข้อมูลให้พร้อม ไม่อย่างนั้น จะโดนฟ้อง การกล่าวเช่นนี้เพราะไม่ต้องการให้คนออกมาเปิดเผยเรื่องการทุจริตใช่หรือไม่?
“นายกพูดเช่นนี้ กลายเป็นลักษณะการข่มขู่เป็นการฟ้องปิดปาก ซึ่งภาคประชาชนโดนกระทำแบบนี้มาตลอด ทั้งที่ความจริงรัฐต้องมีความโปร่งใส ต้องออกมาต่อสู้กับการทุจริตและสนับสนุน คุ้มครอง ‘ผู้ให้เบาะแส’ หรือ “วิสเซิลโบลว์เออร์”(Whistleblower) ไม่ใช่มาขู่คนที่มาเปิดเผยหน่วยราชการรับสินบน ต้องกลายเป็นผู้ถูกฟ้อง แบบนี้เรียกว่ารัฐบาลมาฟ้องปิดปากเสียเองหรือเปล่า”
ทั้งนี้ 3 มูลนิธิ จึงมีความเป็นห่วงและไม่อยากให้ภาคเอกชนหรือกกร.เกิดความรู้สึกใจฝ่อ เพื่อเป็นการเสริมสร้างพลังให้เข้มแข็ง 3 มูลนิธิที่ทำเรื่องการต่อต้านการทุจริต จึงเข้ามาร่วมเพื่อเป็นขาอีกหนึ่งข้าง ที่จะทำให้การต่อต้านคอร์รัปชั่นมีความแข็งแรงมากขึ้น
“ความจริงเรื่องการปราบทุจริตต้องทำทั้งระบบ อยากให้สังคมหันไปดู ป.ป.ช.ซึ่ง เป็นองค์กรที่มีหน้าที่หลักในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตโดยตรง แต่ยังมีประเด็นที่คนในองค์กรเลือกจะปิดปากมันก็แย่แล้ว ยังไม่มีการปลดออก ยังนั่งทำงาน ก็เป็นเรื่องที่ถูกตั้งคำถามว่าการเป็นองค์กรหลักในการป้องการปราบปรามการทุจริต แต่ยังมีความไม่โปร่งใสแบบนี้จะทำให้คนเชื่อมั่นได้อย่างไร”
สำหรับองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International: TI) ซึ่งเป็นองค์กรจัดทำดัชนีการรับรู้การทุจริต(Corruption Perceptions Index: CPI)ประเทศไทยได้รับ 33 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 และถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 116 จาก 182 ประเทศทั่วโลก ซึ่งเรื่องนี้เคยมีการคุยกันภายในมูลนิธิฯว่าเราจะกระตุ้นเตือนหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะ ป.ป.ช.ช่วยกันอัพเกรดหน่วยงานตัวเองให้มีคะแนนเพิ่มขึ้นได้อย่างไร ซึ่งเรื่องนี้พวกเราทุกคนรู้สึกหนักใจเพราะสถานการณ์ที่กำลังเกินขึ้นไม่ใช่แค่หน่วยราชการ แต่ได้ไหลลามไปที่ฝ่ายการเมืองกันแล้ว
“เมื่อการเมืองไม่มีความโปร่งใส จึงเป็นส่วนที่น่าห่วงที่สุด เพราะการเมืองเป็นตัวกำหนดทิศทาง ถ้าคุณบอกไม่ให้ข้าราชการคอร์รัปชั่น ถ้าหัวไม่ส่าย หางจะกระดิกได้อย่างไร แต่ถ้าหัวมันส่าย คุณจะไม่ให้หางกระดิก มันก็เป็นไปไม่ได้ใช่หรือไม่ ดังนั้นการที่จะตรวจสอบให้การเมืองโปร่งใส เป็นเรื่องที่สำคัญ”
กรรมการมูลนิธิส่งเสริมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต บอกอีกว่ารัฐบาลอยากเข้าเป็นสมาชิก องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD ซึ่งกำหนดเงื่อนไขไว้ชัดเจน ทั้งเศรษฐกิจ กฎหมาย ธรรมาภิบาล การลงทุน การแข่งขัน สิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิตประชาชน โดยเฉพาะเรื่องความโปร่งใส การมีส่วนร่วมภาคประชาชน แต่นายกฯยังมาให้สัมภาษณ์ว่าใครมาบอกว่า หน่วยงานภาครัฐฯ หน่วยไหน รับสินบนมากกว่ากันระวังจะโดนฟ้อง แสดงว่า รัฐบาลปิดปากเราเองหรือเปล่า แทนที่จะมาคิดว่า เราต้องร่วมกันตรวจสอบไม่ให้องคาพยพของรัฐฯ มีการทุจริตเกิดขึ้นจะเป็นทิศทางที่ถูกต้องมากกว่า
“ปัญหามีการทุจริตเยอะมาก แต่ละพื้นที่ แต่ละหน่วยมีรายละเอียด เรามีการพูดคุยว่าแต่ละองค์กร มูลนิธิ ทำอะไรบ้างและจะมาประสานกันอย่างไรเวลานี้ กกร.มีกลุ่มเอกชนขนาดใหญ่ในมือกลุ่ม 3 มูลนิธิก็จะเข้าไปเสริม ซึงก็ต้องคุยกันว่าเสริมกันอย่างไร”
รสนา โตสิตระกูล ย้ำว่า จากการหารือกันของ 3 มูลนิธิต้านโกงจับมือเป็นพันธมิตรกับ กกร.นั้น มีการคุยกันว่าการจะแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นได้ดีที่สุดคือการใช้ยุทธวิธีเหมือนการรักษาโรคมะเร็ง คือการใช้ยาพุ่งเป้าจัดการให้ถูกจุด ดังนั้นการที่กกร.รู้ว่ามีหน่วยงานราชการไหนต้องจ่ายสินบน จัดลำดับมาแล้ว รู้ว่ายอดเงินเท่าไหร่ มันจะต้องมีกระบวนการจัดการต่อเพื่อไม่ให้มีการรับอีกต่อไป
“คุยกับนักธุรกิจที่เป็นเพื่อนกันเขาบอกว่าบริษัทเขามีอุดมการณ์ไม่จ่ายสินบนในการประมูลงาน แต่สิ่งที่เขาเจอคือ ไม่เคยได้งานแม้แต่ครั้งเดียว ในที่สุดเขาก็ยอมแพ้ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมทิ้งอุดมการณ์คือต้องหันมาจ่ายด้วย เมื่อเราไม่จ่ายแต่คนอื่นจ่าย เราก็ไม่ได้งานอยู่ดี”
เหตุการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้น ทำให้คนกลุ่มหนึ่งต้องพ่ายแพ้ต่อระบบจ่ายสินบน ดังนั้นรัฐบาลต้องดำเนินการปราบปรามอย่างจริงจัง คือจะต้องมีวิธีการ มีบทลงโทษที่เฉียบขาด สั่งแบล็คลิสต์บริษัทที่จ่ายสินบนห้ามเข้ามารับงานและต้องมีความเข้มแข็งที่จะบอกว่าหน่วยงานนี้มีการรับสินบนจริง
“มีการทุจริตคอร์รัปชั่นเกือบจะทุกหน่วยงาน ขึ้นอยู่ว่าหน่วยงานรัฐที่ใดที่ต้องจ่ายสินบนสูง สิ่งที่ลำบากที่สุดคือ ใครจะกล้าบอกว่าฉันจ่ายสินบน ซึ่งมันมีความผิดทางอาญา แต่ถ้าคุณต้องการให้ เรื่องพวกนี้ถูกเปิดเผย หรือต้องการให้มีการแก้ไข ก็ต้องมีวิธีการที่ทำให้คนมาเปิดข้อมูลไม่มีความผิด มีบทนิรโทษให้ จึงจะสามารถที่จะแก้ปัญหาได้ หลังจากนั้นก็มาจัดระบบให้ ไม่มีการรับส่วย”
ที่สำคัญหน่วยงานรัฐที่รับสินบน ถามว่าฝ่ายการเมืองรับด้วยใช่ไม่ คือมีการส่งต่อกันเป็นทอด ๆ ใช่หรือไม่ เพราะถ้าข้าราชการไม่รับ ไม่เอาไปจ่ายให้ข้างบน เขาจะอยู่ได้หรือไม่ เพราะทุกตำแหน่งจะต้องใช้เงินซื้อกันมาอย่างที่ปรากฎเป็นข่าวเมื่อเป็นเช่นนี้ใครจะเอาใบเสร็จมาให้ตรวจสอบ
“เรื่องทุจริตเป็นการพายเรือในอ่าง คือคนที่มาบอกเมื่อก่อนเขาไม่จ่ายก็ไม่ได้งาน ในที่สุดต้องเข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม เมื่อต้องจ่ายสินบนสังคมก็จะได้งานที่มีคุณภาพด้อยลงถนนถึงได้พังกันง่าย ๆ อาคารราชการถึงได้ถล่ม”
กรรมการมูลนิธิส่งเสริมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต บอกอีกว่ากระทรวงศึกษาธิการ มีหลักสูตร โตไปไม่โกง แต่ข้อเท็จจริงคือตอนเล็กๆ ไม่โกง แต่โตไปนะโกง และก็มีคนพูดกันต่อมาว่า ประเทศไทยเป็นรัฐกระดาษคือเขียนทุกอย่างดีทั้งหมด เช่นเดียวกับการปราบทุจริตคอร์รัปชั่น มีกฎหมาย มีบทลงโทษ มีหน่วยงานที่ปราบปรามการทุจริต แต่ทุกอย่างอยู่แค่ในกระดาษ และทุกอย่างก็กระทำกันในที่มืด บทลงโทษก็เบา ทุกคนที่อยากรวย ไม่กลัว ก็พร้อมที่จะเสี่ยง คือยอมติดคุก เดี๋ยวออกมาค่อยมาใช้เงินที่โกงไว้ หรือ มีเงินให้ลูกหลานได้ใช้กันอย่างสบาย ๆ
“ไม่อยากให้ประชาชนสิ้นหวัง ต้องร่วมสู้กันต่อไป จะปล่อยให้พวกโกงกิน ทุจริตไปเรื่อย ๆ ได้อย่างไร พวกเราจะทำให้ประชาชนหมดหวังไม่ได้ ต้องร่วมกันสู้ต่อไป”
อย่างไรก็ดี รสนา โตสิตระกูล สวมหมวกอีกใบในฐานะประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค ยอมรับว่ากระทรวงพลังงานเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ที่ใหญ่มาก ปัจจุบันนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้มีการตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างหน่วยงานกระทรวงพลังงานกับภาคประชาชนทั้ง 4 กลุ่ม ประกอบด้วยสภาผู้บริโภค, มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ,เครือข่ายประชาชนปฏิรูป พลังงานไทย และ กลุ่มผีเสื้อกระพือปีก เพื่อเปลี่ยนแปลงระบบพลังงานให้มีความเป็นธรรมมากขึ้น ซึ่งรัฐมนตรีพลังงานก็ได้ยอมรับข้องเรียกรอง 8ข้อ ที่ภาคประชาชน เสนอเข้าไป
โดยในวันศุกร์ที่ 22 พค.นี้ จะมีการประชุมของคณะทำงานชุดนี้ คาดว่ารมว.พลังงานจะเข้าร่วมประชุมด้วย เพื่อพิจารณาโครงสร้างราคาพลังงาน ก็จะมีเรื่องการบวกส่วนที่เราเรียกว่า ค่าพรีเมี่ยม ที่เป็น Import Parity ( ค่าใช้จ่ายสมมติที่บวกเพิ่มเข้าไปในราคาน้ำมันอ้างอิง ) ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เกิดขึ้นจริง อันนี้ควรเอาออกไป ซึ่งประเด็นนี้ เราพูดมามากกว่า 10 ปี แต่ไม่มีใครสนใจ ปัจจุบันทั้งสื่อมวลชนและประชาชนให้ความสนใจและรมว.พลังงานก็เห็นด้วยกับประเด็นนี้
“เรื่องนี้ต้องทำแบบจริงจัง และสามารถกำหนดหลักเกณฑ์ที่มีความเป็นธรรมในการคิดราคาพลังงาน จึงอยากให้รัฐบาลมองเห็นว่า เรื่องนี้มีความสำคัญ เพราะคอร์รัปชั่นไม่ใช่น้ำมันหล่อลื่น แต่มันคือสนิมที่เกาะกินให้เครื่องจักรฝืดไม่สามารถทำงานต่อไป จนถึงขั้นพังทลายได้”
หากเราจะอุปมาอุปไมยให้ประเทศไทย เป็นรถยนต์ที่ขับเคลื่อนไปสู่ทิศทางข้างหน้าหากเราไม่กำจัดคอร์รัปชั่น ความไม่เป็นธรรมเหล่านี้ก็จะไปไหนไม่ได้ จะสู้คนอื่นไม่ได้ ซึ่งถ้ารัฐบาลเห็นภาพตรงนี้ กลุ่มทุนที่ได้กำไรก็ควรเอากำไรแต่พอประมาณ ซึ่งถ้าร่วมกันแบบนี้ บ้านเมืองก็จะไปได้
ส่วนในการประชุมวันศุกร์นี้ จะมีทั้งเรื่องค่าการกลั่น กำไรส่วนเกินค่าการกลั่น กำไรส่วนเกินจากคนกักตุนน้ำมัน ควรจะเรียกเงินกลับคืนมาให้กองทุนน้ำมัน เพราะการเรียกร้องให้มีการดึงกำไรส่วนเกินมาและไม่ควรชดเชยจากกองทุนน้ำมันที่เป็นการช็อกอัพบนกำไรส่วนเกินนั้นเป็นเรื่องรีบด่วนที่รัฐต้องทำ รวมไปถึงต้องลดภาระกองทุนน้ำมัน เช่นการระงับการเติมไปโอดีเซลB20 และและเอทานอลในเบนซิน E 20 เพราะ 2 ตัวนี้ ต้องเอาเงินกองทุนน้ำมันไปชดเชยในจำนวนที่สูง ซึ่งจะทำให้กองทุนขาดดุลไปเรื่อย ๆ ซึ่งค่าชดเชยของสองตัวนี้ เดือนหนึ่งประมาณหมื่นกว่าล้านบาท ซึ่งควรชะลอไปก่อน
นอกจากนี้รัฐบาลยังได้เสนอโครงสร้างอัตราค่าไฟแบบขั้นบันไดนั้น ข้อเท็จจริงรัฐบาลควรไปจัดการโครงสร้างค่าไฟก่อน เช่น ยกเลิก Adder ส่วนเพิ่มค่าไฟฟ้าบางส่วนไม่สอดคล้องต้นทุนผลิตไฟ หลังต้นทุนลดลง แต่ยังรับซื้อในราคาเดิมทำให้ประชาชนต้องแบกรับค่าไฟตรงนี้ ก็ควรไปเจรจายกเลิกก่อนซึ่งเป็นเหตุให้ประชาชนแบกรับค่าไฟเกินจริง 17 สตางต่อหน่วยซึ่งหากรัฐยกเลิกได้ค่าไฟก็จะลดลง 17 สตางค์ต่อหน่วยได้เช่นกัน
“หรือรัฐบาลควรไปเจรจา เช่นโรงไฟฟ้าที่รัฐบาลคืนทุนแล้วก็ควรจะลดค่าความพร้อมจ่ายลงไป หรือถ้าไม่สามารถลดได้ทั้งหมด ก็ให้ยืดเวลาการจ่ายออกไป และคำนวณว่าค่าไฟทั้งหมดเท่าไหร่ และมาทำขั้นบันไดที่ประชาชนต้องจ่ายเงิน ในอัตราก้าวหน้าว่าเท่าไหร่ เพื่อเป็นการประหยัดให้ประชาชนจะเป็นทางออกที่ดีกว่า”
อีกทั้งการที่รัฐบาลสนับสนุนให้ติดโซลาร์ บนหลังคาได้เสนอว่า ให้ประชาชนทำในระบบหักลบกลบหน่วย ที่เราเรียกว่า Net Metering ยกตัวอย่างอยู่ที่บ้านใช้ไฟ 300 หน่วย 200 หน่วยแรกเราใช้ราคา 3 บาท พอหลังจากนั้น ก็จะขึ้น 4 บาท 5 บาท ถ้าเราติดตั้งโซลาร์ 5 กิโลวัตต์ ผลิตไฟได้ 400 หน่วย แต่ที่บ้าน ใช้ไฟ 600 หน่วย คุณหัก 400 หน่วย จ่ายเงิน ให้การไฟฟ้าไป 200 หน่วย คือ คุณจ่ายแค่ หน่วยละ 3 บาท ไม่ใช่ กระโดดขึ้นมาจ่าย 4 หรือ 5 บาท นี่เป็นการช่วยประชาชนลดค่าไฟได้จริง
“ระบบ NET Metering จะทำให้คืนทุนเร็วขึ้น ก็จะเป็นการช่วยเหลือประชาชนจริงและรัฐบาลจะได้พลังงานสะอาดด้วย และควรรับซื้อไฟจากประชาชน 25 ปีเหมือนบริษัทใหญ่ๆ ไม่ใช่ รับซื้อ 10 ปี ประชาชนติดตั้งเครื่องมา ยังไม่คืนทุนเลย”
จากนี้ไปต้องจับตาว่าคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้านการทุจริต (คตท.)ที่นายกฯตั้งขึ้นมา รวมทั้ง 3 มูลนิธิต้านโกงที่จับมือกกร.จะสามารถขุดลากถอนโคนบรรดาพวกทุจริตคอร์รัปชั่นได้จริงหรือไม่? หรือจะเป็นเพียงไฟไหม้ฟางเท่านั้น รวมไปถึงการปรับโครงสร้างราคาพลังงานที่เป็นธรรมซึ่งจะมีการประชุมในวันศุกร์ที่ 22 พค.นี้จะออกมาเช่นไร
ข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่
Facebook :https://www.facebook.com/SpecialScoopManagerOnline/
Instragram :https://instagram.com/special.scoop.mgronline
Tiktok :https://vt.tiktok.com/ZSe4j

