กูเกิล กำลังเปลี่ยนโลกของการค้นหาข้อมูลอีกครั้ง หลังเผยข้อมูลภายในงาน Google I/O 2026เกี่ยวกับพฤติกรรมการค้นหาของผู้ใช้ที่เปลี่ยนแปลงไป หลังการมาของ AI ใช้ประโยคสนทนาในการถามคำถาม แทนที่คำค้นหาไปเรียบร้อยแล้ว
เมื่อเป็นเช่นนั้น Google Search ที่ปัจจุบันมีผู้ใช้งานมากกว่า 3 พันล้านคนทั่วโลก กำลังจะเปลี่ยนรูปแบบจากการป้อนคำค้น ให้กลายเป็นการค้นหาด้วยบทสนทนาที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น ซึ่งหลังจากกูเกิล เริ่มนำระบบ AI Overview และ AI Mode เข้ามาช่วยแสดงผลลัพธ์แบบสรุปทำได้ปริมาณการค้นหาพุ่งสูงขึ้น
ในช่วงไตรมาส 1 ที่ผ่านมา กูเกิล เสิร์ช มีปริมาณคำค้นหาสูงขึ้นเป็นประวัติการ โดยการแสดงผลอย่าง AI Overviews มียอดผู้ใช้งานรายเดือนกว่า 2.5 พันล้านคน และการค้นหาด้วย AI Mode มีผู้ใช้งานรายเดือนละทะลุ 1 พันล้านคนไปแล้ว
สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากกูเกิล นำโมเดล AI ใหม่ที่เรียกว่า Gemini 3.5 Flash ที่เพิ่งเปิดตัว มาใช้กับบริการ Search พร้อมกับเปลี่ยนรูปแบบกล่องค้นหา (Seach Box) เป็นครั้งแรกในรอบ 25 ปี สู่การเป็น Intelligent Search Box ซึ่งเป็นการนำเอไอ เอเจนต์ (AI Agents) ที่ช่วยวิเคราะห์ คำค้นหา และตอบข้อมูลกลับมาให้แก่ผู้ใช้อย่างแม่นยำ
ทำให้หลังจากนี้ การค้นหาข้อมูลบน Google Search จะไม่ได้เป็นเพียงแค่การป้อนคำค้นหา รูปภาพ หรือใช้เสียงในการหาข้อมูล แต่จะเปลี่ยนรูปแบบสู่การผสมผสานคำค้นหาที่สามารถสอบถามผู้ช่วยส่วนตัวได้ สามารถใส่รูปภาพ พร้อมป้อนคำถามเข้าไป ทำให้ได้คำตอบที่ตรงกับความต้องการมากที่สุด
ซุนดาร์ พิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อัลฟาเบท บริษัทแม่ของ กูเกิล กล่าวว่า การค้นหาบนกูเกิล เสิร์ชเปลี่ยนรูปแบบการคำค้นเดี่ยวๆ คำเดียว ไปสู่บทสนทนาที่ต่อเนื่อง และให้ข้อมูลเชิงลูกแก่ผู้ใช้มากขึ้น ซึ่งเมื่อได้ข้อมูลแล้วผู้คนมักจะถามข้อมูลต่อเนื่องเพิ่มขึ้นด้วย
*** กูเกิล เสิร์ช กลายเป็น AI ที่คนใช้มากสุดในโลก
ซุนดาร์ ยังระบุว่า จากข้อมูลคำค้นหาของกูเกิลที่ได้รับผ่านบริการ Search ในปัจจุบัน ถ้าเทียบกับในช่วง 3-4 ปีก่อน จะเห็นเทรนด์คำค้นที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งคำค้นที่ยาวขึ้นเพื่อระบุความต้องการที่ชัดเจน มีปริมาณการค้นหาด้วยเสียง รูปภาพ รวมถึงวิดีโอเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก
ขณะเดียวกันยังพบคำค้นหาที่นำไปสู่การลงมือทำมากขึ้น ทำให้เชื่อว่าวิวัฒนาการของ Search จะเปลี่ยนไปสู่การสนทนาต่อเนื่อง เหมือนการที่ผู้บริโภคสามารถพูดคุย เพื่อสอบถามข้อมูลกับเพื่อนได้
เมื่อรวมกับความสามารถใหม่ของ Seacrh อย่างการใช้ข้อมูลหลากหลายในการค้นหา และสามารถทำงานแบบเอเจนต์ที่ช่วยคิด และตอบข้อมูลที่ตรงความต้องการ จะทำให้กูเกิล เสิร์ช กลายเป็นผลิตภัณฑ์ AI ที่มีคนใช้งานมากที่สุดในโลก
อีกความน่าสนใจคือ การนำ AI Agents เข้ามาใช้งานบน Gemini ฟีเจอร์ใหม่นี้ จะช่วยให้ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องคอยเปิดหน้าเว็บเพื่อค้นหาข้อมูลอีกต่อไป แต่สามารถสั่งงาน AI ไว้ล่วงหน้า อย่างเช่นให้ติดตามข้อมูลการอัปเดตราคาสิ่งของที่สนใจ หรือแม้แต่ติดตามราคาหุ้น เพื่อให้แจ้งเตือนเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง เหมือนกับการที่ทุกคนสามารถสร้างแอปฯ แบบเฉพาะบุคคลได้
ร็อบบี้ สไตน์ รองประธานฝ่ายผลิตภัณฑ์ Google Search ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า Search จะเปลี่ยนเป็น ผู้ช่วยที่ลงมือค้นหามากขึ้น แน่นอนว่าฟีเจอร์นี้จะไม่มาแทนที่การค้นหาแบบเดิม แต่มันช่วยให้ทำอะไรได้มากขึ้น
“เราสามารถสั่งให้เสิร์ช ช่วยอัปเดตหรือจับตาข้อมูลบางหัวข้อให้ เพราะในความเป็นจริงเราไม่สามารถอ่านข้อมูลบรอินเทอร์เน็ตได้ตลอด 24 ชั่วโมง AI จะเป็นเครื่องมือพิเศษ ที่ทำให้คุณตามทันทุกข้อมูลสำคัญ”
โดยที่เป้าหมายของ กูเกิล ยังเหมือนเดิม คนเข้ามาที่กูเกิล เพื่อจะเชื่อมต่อไปยังเนื้อหาบนเว็บไซต์ และดูความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญเมื่อความคาดหวังของผู้ใช้เปลี่ยนไป กูเกิลก็ต้องปรับบริการให้ตอบโจทย์
ขณะเดียวกัน การแสดงผลจะคอยปรับตามสิ่งที่ผู้ใช้กำลังค้นหา เช่น ถ้ากำลังจะซื้อของ ระบบก็จะดึงภาพสินค้ามาให้ แต่ถ้าผู้ใช้กำลังค้นคว้าหาความรู้ ระบบก็จะดึงเว็บไซต์อ้างอิงและรายงานมาแสดงผล ประสบการณ์เหล่านี้จะถูกสร้างขึ้นด้วย AI โดยอิงจากความต้องการเฉพาะหน้าของผู้ใช้
ที่สำคัญคือโมเดล AI ถูกฝึกมาให้เข้าใจและอ้างอิงเนื้อหาจากเว็บไซต์อย่างชัดเจน ระบบจะยังคงให้ลิงก์อ้างอิงในเนื้อหา, แสดงถาดคอนเทนต์, วิดีโอ และลิงก์ไปยังโซเชียลมีเดีย เพื่อให้ผู้ใช้กดเข้าไปศึกษาข้อมูลเชิงลึกต่อได้เสมอ ด้วยเหตุผลเหล่านี้ ทำให้ กูเกิล มองว่ารูปแบบการค้นหาแบบใหม่นี้ จะเป็นการเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้กับเหล่าผู้ผลิตคอนเทนต์ ในการถูกค้นพบผ่านพื้นที่เหล่านี้
อย่างไรก็ตาม ทักษะที่จำเป็นในอนาคต คือการที่ผู้ใช้ต้องเรียนรู้ที่จะสั่งให้ กูเกิล เสิร์ช ทำงานบางอย่างให้ เช่น "เอาสิ่งนี้ใส่ปฏิทินให้หน่อย", "สร้าง Data Visualization ให้ที" หรือ "ช่วยเขียนแอปพลิเคชัน สำหรับคำนวณสินเชื่อบ้านให้หน่อย" การเรียนรู้คำสั่งเหล่านี้คือวิธีดึงประสิทธิภาพสูงสุดของเทคโนโลยีใหม่ออกมา
*** เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน AI
การที่กูเกิล เลือกนำโมเดล AI ออกสู่ตลาดทั้งรุ่น Flash, Pro และ Ultra เพื่อเป็นตัวเลือกในการนำไปใช้งาน ที่น่าสนใจคือโมเดลรุ่น Pro ให้ประสิทธิภาพได้ถึงประมาณ 90% ของรุ่น Ultra และนับว่าตอบโจทย์การทำงานแทบทั้งหมด โดยที่เร็ว และใช้ต้นทุนในการประมวลผลต่ำกว่ามาก ขณะที่การใช้งาน Ultra จะครอบคลุมในเรื่องงานด้านความปลอดภัยมากขึ้น
ในการพัฒนาโมเดล Gemini 3.5 คือการนำความฉลาดของโมเดลรุ่น 3.1 Pro มาใช้งานกับ 3.5 Flash เพื่อให้มั่นใจว่า ในการสั่งงานเครื่องมือ AI จะสามารถปฏิบัติตามคำสั่งได้เป็นอย่างดี รวมถึงการใช้งานในระยะยาวที่ไม่ทำให้ต้นทุนในการใช้งานขององค์กรธุรกิจสูงเกินไป
พร้อมกันนี้ ยังได้มีการนำเสนอ Gemini Omni ผลิตภัณฑ์ที่เปิดรับข้อมูลหลากหลายรูปแบบเพื่อนำไปประมวลผลและแสดงผลออกมาหลากหลายเช่นกัน ซึ่งจะช่วยเปิดการใช้งาน AI ให้สามารถต่อยอดได้ อย่างการนำเหตุผลระดับสูงเข้ามาช่วยประมวลผลวิดีโอเพื่อให้ Omni เข้าไปแก้ไข และปรับปรุงวิดีโอได้
*** เปิดทางตรวจสอบเนื้อหา AI ให้ง่ายขึ้น
เพื่อให้แน่ใจว่า เนื้อหาที่สร้างจาก AI สามารถตรวจสอบได้ ทำให้ที่ผ่านมา กูเกิล มีการพัฒนาระบบที่เรียกว่า SynthID ขึ้นเพื่อใส่ลายน้ำดิจิทัลเข้าไป เมื่อเนื้อหาถูกแก้ไขด้วยเครื่องมือ Generative AI ก่อนที่ล่าสุดได้เพิ่มเครื่องมือในการยืนยัน SynthID ไปยัง Google Search และ Chrome
ทำให้ผู้ใช้งานสามารถใช้การวงเพื่อค้นหา ในการยืนยันว่า ภาพนี้ถูกสร้างขึ้นโดย AI หรือไม่ จนถึงการคลิกขวาในเว็บเบราว์เซอร์ Chrome เพื่อถามว่า สิ่งนี้สร้างด้วย AI หรือไม่? ซึ่งจะได้รับคำตอบที่ชัดเจนพร้อมบริบทที่เป็นประโยชน์กลับมา

