นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมเตรียมการเพื่อบรรเทาสาธารณภัยและรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ ว่า สืบเนื่องจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้มีการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ซึ่งในที่ประชุมนั้นตนได้เข้าร่วมด้วย และมีข้อสั่งการจากนายกรัฐมนตรี รวมถึงข้อเสนอแนะของท่านองคมนตรี ซึ่งในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ นั้น ก่อนหน้านี้ตนได้มีการเตรียมการร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ไว้แล้ว แต่เมื่อมีข้อสั่งการและข้อแนะนำเพิ่มเติมรวมถึงคำบรรยายของท่านองคมนตรี ตนจึงได้เรียกหน่วยงานต่างๆ เข้ามาประชุมอีกครั้ง เพื่อสั่งการให้เร่งดำเนินการให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
นายสุริยะ กล่าวว่า เบื้องต้นกระทรวงเกษตรฯ จะมีการตั้งวอร์รูม (War Room) เพื่อรวบรวมสถานการณ์ในจุดที่คาดว่าจะเกิดเหตุและเป็นห่วงอย่างมาก เช่น น้ำท่วมและภัยแล้ง ของแต่ละกรม เพื่อแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้าให้รับทราบเหตุการณ์ และกำหนดแนวทางรับมือภัยพิบัติอย่างเป็นระบบได้กำหนดแนวทางดำเนินงานสำคัญ 5 ด้าน ดังนี้
ด้านที่ 1 การเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อนและแหล่งน้ำของประเทศ โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตรจะประสานการปฏิบัติร่วมกับกองทัพอากาศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการฝนหลวงอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งบูรณาการข้อมูลและการจัดการสาธารณภัยให้สามารถติดตามและประเมินผลได้อย่างเป็นรูปธรรม
ด้านที่ 2 การเฝ้าระวังและเตือนภัยล่วงหน้า โดยหน่วยงานในสังกัดจะติดตามข้อมูลฝน น้ำท่า น้ำต้นทุน ความชื้นในดิน พื้นที่เพาะปลูก และระยะการเจริญเติบโตของพืชอย่างใกล้ชิด พร้อมนำข้อมูลดาวเทียมและเทคโนโลยีมาใช้ประเมินพื้นที่เสี่ยงและความสมบูรณ์ของพืชให้ใกล้เคียงสถานการณ์จริงมากที่สุด รวมถึงสื่อสารกับเกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ เพื่อสร้างการรับรู้และเสริมศักยภาพในการรับมือภัยพิบัติ
ด้านที่ 3 คือ การปรับแผนการผลิตให้สอดคล้องกับน้ำต้นทุนจริง โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทานและพื้นที่เสี่ยงฝนทิ้งช่วง กระทรวงจะเน้นการสื่อสารกับเกษตรกรให้วางแผนเพาะปลูกตามสถานการณ์จริง ลดการเพาะปลูกเกินศักยภาพน้ำต้นทุน ปรับรอบเพาะปลูกในพื้นที่เสี่ยง และส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อยให้เหมาะสม
ด้านที่ 4 คือ การลดต้นทุนและลดความเสียหายของเกษตรกร โดยส่งเสริมการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ใช้ปุ๋ยตามผลวิเคราะห์ดิน และจัดการศัตรูพืชอย่างแม่นยำ
ส่วนด้านที่ 5 คือ การดูแลผลกระทบด้านเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทาน โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรจะติดตามสถานการณ์ผลผลิต ต้นทุน และรายได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงวิเคราะห์ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง เช่น อาหารสัตว์และน้ำตาล
นายสุริยะ ย้ำว่า แนวทางของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในครั้งนี้ คือ ไม่รอให้เกิดความเสียหายแล้วจึงเข้าไปเยียวยา แต่ต้องใช้ข้อมูลเพื่อป้องกันและลดความเสียหายล่วงหน้า โดยจะบูรณาการการทำงานทั้งภายในกระทรวงและระหว่างกระทรวง กำหนดเป้าหมายร่วมกัน เพื่อดูแลพี่น้องประชาชน และเร่งดำเนินมาตรการเชิงรุก เพื่อให้ประเทศไทยผ่านพ้นความเสี่ยงจากภัยพิบัติไปด้วยความพร้อม รอบคอบ และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
ปัจจุบันปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อนหลักทั่วประเทศยังมากกว่าปีก่อนประมาณ 1% ดังนั้นเบื้องต้น จึงประเมินว่า การบริหารจัดการน้ำในปีนี้ยังไม่น่าเป็นห่วง แม้จะเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงก็ตาม โดยได้สั่งการให้กรมชลประทานติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ซึ่งในพื้นที่เขตชลประทานคาดว่าจะไม่มีปัญหา เนื่องจากหากปริมาณฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ผลกระทบจะไปสะสมต่อสถานการณ์น้ำในปีหน้า มากกว่าจะกระทบในปี 2569
สำหรับมาตรการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรนั้น ปกติหากเกิดสถานการณ์สาธารณภัยต่างๆ หรือ ภัยพิบัติที่ส่งผลกระทบต่อพี่น้องเกษตรกร ทางรัฐบาลเองก็จะมีงบกลางเข้ามาให้ความช่วยเหลือในส่วนนี้อยู่แล้ว นอกจากนี้ในส่วนของการทำงานร่วมกันนั้น ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะต้องมีการประสานงานและทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทยด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมปริมาณน้ำทั้งประเทศจะสูงกว่าปีก่อน 1% แต่จากสถิติพบว่ายังมีเขื่อนกว่า 100 แห่ง ที่มีปริมาณน้ำต่ำกว่า 30% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งยอมรับว่าอาจไม่เกิดภาวะแห้งแล้งทุกพื้นที่ แต่บางพื้นที่ที่มีน้ำต้นทุนน้อยจำเป็นต้องมีแผนบริหารจัดการเฉพาะ โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน กระทรวงจะส่งเครื่องจักรกล เทคโนโลยีและกำลังเจ้าหน้าที่เข้าไปสนับสนุน พร้อมประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เพื่อเร่งให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

