xs
xsm
sm
md
lg

รัฐบาลกัมพูชาร่ายยาวโทษฝ่ายค้านปลุกปั่นความตึงเครียดจากข้อพิพาทชายแดนกับไทยเพื่อหวังผลการเมือง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



MGR Online - รัฐบาลกัมพูชากล่าวหากลุ่มฝ่ายค้านในต่างประเทศพยายามปลุกปั่นความตึงเครียดที่เกิดจากข้อพิพาทชายแดนกัมพูชา-ไทย เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ที่เจ้าหน้าที่อ้างว่ากลุ่มเหล่านี้สนับสนุนการเผชิญหน้าแทนที่จะสนับสนุนการเจรจาอย่างสันติ แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญจะเตือนถึงการทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้งก็ตาม

ในคำแถลงที่ออกโดยทีมประชาสัมพันธ์กัมพูชา รัฐบาลกัมพูชากล่าวหาว่าบุคคลฝ่ายค้านที่อยู่ต่างประเทศคัดค้านนโยบายของรัฐบาลอย่างต่อเนื่องโดยไม่คำนึงว่านโยบายเหล่านั้นจะเป็นประโยชน์ต่อชาติหรือไม่

คำแถลงยังระบุว่าบุคคลเหล่านี้พยายามเพิ่มความตึงเครียดโดยไม่คำนึงถึงผลที่ตามมาต่อประเทศและประชาชน

“แทนที่จะสนับสนุนการแก้ปัญหาผ่านการเจรจา พวกเขาพยายามยั่วยุปลุกปั่นให้เกิดการเผชิญหน้าโดยใช้กำลังและเพิ่มความตึงเครียดโดยไม่คำนึงถึงผลที่ตามมา ซึ่งอาจนำไปสู่การสูญเสียชีวิตและความเสียหายต่อประเทศ” คำแถลงระบุ

ทีมประชาสัมพันธ์กัมพูชายังกล่าวหากลุ่มฝ่ายค้านหัวรุนแรงว่าให้ความสำคัญกับการโจมตีทางการเมืองมากกว่าความสามัคคีของชาติและความปลอดภัยของประชาชน โดยกล่าวหาว่านักเคลื่อนไหวบางคนได้โพสต์เนื้อหาและเรื่องราวของไทยซ้ำๆ ในโลกออนไลน์เพื่อบ่อนทำลายผู้นำและสถาบันของกัมพูชา

คำแถลงระบุว่าการกระทำดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อสถานะของไทย ขณะเดียวกันก็ทำลายผลประโยชน์ของชาติ บูรณภาพดินแดน และเสถียรภาพทางสังคมของกัมพูชา

การวิพากษ์วิจารณ์ของรัฐบาลกัมพูชาครั้งนี้ เกิดขึ้นในขณะที่รัฐบาลได้ยืนยันถึงความมุ่งมั่นที่จะแสวงหาทางออกอย่างสันติในข้อพิพาทชายแดน แม้ว่าโอกาสที่จะประสบความสำเร็จมีน้อยก็ตาม

“ในข้อพิพาทชายแดนระหว่างกัมพูชาและไทย รัฐบาลเลือกที่จะหาทางออกอย่างสันติผ่านการเจรจา แม้ว่าโอกาสที่จะบรรลุข้อตกลงอย่างสันติจะมีเพียง 1% ก็ตาม” คำแถลงระบุ

รัฐบาลกัมพูชาระบุว่าสันติภาพและการปกป้องชีวิตของประชาชนยังคงเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด โดยให้เหตุผลว่าแม้มีโอกาสเล็กน้อยในการเจรจาก็จะต้องใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียชีวิต การบาดเจ็บ การทำลายทรัพย์สิน และความไม่มั่นคงตามแนวชายแดน นอกจากนี้ ยังย้ำว่าแนวทางของรัฐบาลไม่ควรถูกตีความว่าเป็นความอ่อนแอหรือการถอยออกจากการปกป้องบูรณภาพดินแดน แต่เป็นการแสดงถึงวุฒิภาวะทางการทูตและความรับผิดชอบ

“ชัยชนะที่แท้จริงไม่ใช่การก่อสงคราม แต่คือการสามารถปกป้องดินแดน รักษาสันติภาพ และปกป้องชีวิตของประชาชนไปพร้อมกัน” รัฐบาลกัมพูชาระบุ

ข้อพิพาทระหว่างกัมพูชาและไทยได้ขยายวงกว้างออกจากเหตุการณ์ชายแดนสู่ความขัดแย้งที่กว้างขึ้นที่เกี่ยวข้องอธิปไตย ประวัติศาสตร์ และอิทธิพลในภูมิภาค และหลังจากไทยถอนตัวจากบันทึกความเข้าใจปี 2544 (MOU44) กัมพูชาได้ส่งสัญญาณถึงแผนการที่จะใช้กลไกกฎหมายระหว่างประเทศภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS)

กัมพูชาระบุว่ามรดกทางวัฒนธรรมก็กลายเป็นอีกประเด็นหนึ่ง หลังจากไทยเพิ่งขึ้นทะเบียนกลุ่มปราสาทตาเมือน ปราสาทตาควาย และปราสาทคนาเป็นโบราณสถานของชาติ โดยกัมพูชาได้ประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็นความพยายามที่จะสร้างความชอบธรรมให้กับการอ้างสิทธิเหนือโบราณสถาน ที่กัมพูชาระบุว่าเป็นของประเทศซึ่งเชื่อมโยงกับเอกลักษณ์และอธิปไตยของชาติ

กัมพูชากล่าวหาว่าไทยใช้การเยือนทางการเมืองระดับสูง งานพิธีสาธารณะ และโครงการโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างข้อเท็จจริงในพื้นที่ โดยหลีกเลี่ยงกลไกการเจรจาทวิภาคีที่จัดตั้งขึ้น

ยุก ชาง ผู้อำนวยการศูนย์เอกสารแห่งกัมพูชาได้แสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์ความเคลื่อนไหวของไทย โดยเปรียบเทียบการกระทำของไทยกับการยึดทรัพย์สินทางวัฒนธรรมในช่วงสงครามระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2

“รัฐบาลไทยกำลังปัดฝุ่นแผนการที่คุ้นเคยที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในสงครามรุกรานอื่นๆ ในอดีต” ยุก ชาง กล่าว และเสริมว่ากรมศิลปากรของไทยเสี่ยงที่จะทรยศต่อหลักการที่สถาบันทางวัฒนธรรมควรยึดถือ

ความคิดเห็นของผู้อำนวยการศูนย์เอกสารแห่งกัมพูชานี้ สะท้อนถึงความกังวลที่เพิ่มขึ้นภายในกัมพูชาว่าข้อพิพาทไม่ได้เป็นเพียงเรื่องดินแดนอีกต่อไป ซึ่งนอกเหนือจากข้อพิพาททวิภาคีแล้ว เขายังมองว่าการเมืองภายในของไทยอาจส่งผลต่อท่าทีของรัฐบาลให้แข็งกร้าวขึ้นด้วย

ยุก ชาง กล่าวว่ารัฐบาลปัจจุบันของไทยดูเหมือนจะใช้แนวทางชาตินิยมและทางการทหาร เพื่อรวมการสนับสนุนทางการเมืองในฝ่ายอนุรักษ์นิยม ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว การถอนกำลังทหารไทยกลับไปยังตำแหน่งก่อนปี 2568 อาจถูกตีความภายในประเทศว่าเป็นการล่าถอยของฝ่ายชาตินิยม

ขณะเดียวกัน ความสนใจของโลกที่แบ่งไปยังวิกฤตระหว่างประเทศหลายเหตุการณ์ ส่งผลให้กัมพูชาต้องพยายามแสวงหาแรงกดดันจากภายนอกอย่างต่อเนื่องเพื่อบังคับให้เกิดการเจรจาหรือการถอนกำลังทหาร

ยุก ชาง เตือนว่าหากปราศจากการแทรกแซงจากนานาชาติที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะจากมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ความขัดแย้งอาจชะงักงัน ยืดเยื้อไปนานหลายปี หรืออาจบานปลายเป็นการเผชิญหน้าที่ขยายกว้างขึ้น.