ลบความเชื่อ "รถไฟชนรถยนต์ยังไงรถยนต์ก็ผิด"! อดีตผู้พิพากษาอาวุโสเปิดฎีกาประวัติศาสตร์ คดีรถไฟชนรถกระบะดับ 2 ศาลชี้ "ผิดทั้งคู่" คนขับรถยนต์คุกจริงฐานฝ่าไม้กั้น ส่วนคนขับรถไฟโดนโทษอาญาด้วยเหตุเมินกฎความปลอดภัย ย้ำชัด "สิทธิในทาง" ไม่ใช่อภิสิทธิ์เหนือความระมัดระวัง บทเรียนราคาแพงที่ผู้ใช้ถนนและเจ้าหน้าที่ต้องดู
วันนี้ (23 พ.ค.) นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระและอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ยกคดีประวัติศาสตร์ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2703/2537 เพื่อเป็นอุทาหรณ์เตือนใจผู้ใช้ทาง โดยชี้ให้เห็นว่าในอุบัติเหตุบริเวณทางตัดรถไฟ การมี "สิทธิในทาง" ไม่ได้เป็นข้ออ้างให้ละเว้นความระมัดระวัง หากพนักงานขับรถไฟละเลยกฎระเบียบความปลอดภัยก็ต้องรับโทษทางอาญาฐานประมาทเช่นกัน
คดีดังกล่าวเกิดจากคนขับรถกระบะซึ่งมีผู้โดยสารตอนท้าย ตัดสินใจเร่งเครื่องลอดแผงกั้นรถไฟที่เพิ่งลดระดับลงมาได้เพียง 1 เมตร ทั้งที่มีป้ายเตือนและป้ายหยุดชัดเจน ในขณะเดียวกัน พนักงานขับรถไฟก็ไม่ได้หยุดขบวนรถเพื่อตรวจสอบความปลอดภัย แม้ระบบสัญญาณไฟเตือนในวันนั้นจะขัดข้องและไม่มีสัญญาณอนุญาตให้ผ่านทางตามข้อบังคับการเดินรถฯ ข้อ 260 ผลลัพธ์คือขบวนรถไฟพุ่งชนรถกระบะอย่างรุนแรง ทำให้ผู้โดยสารท้ายรถเสียชีวิตทันที 2 ราย
จากเหตุการณ์นี้ ศาลฎีกาได้วางบรรทัดฐานทางกฎหมายที่สำคัญ 3 ประเด็น ได้แก่
ผู้ขับขี่ต้องระมัดระวังเสมอ - แม้แผงกั้นจะยังปิดไม่สมบูรณ์ แต่เมื่อมีป้ายเตือน ผู้ขับขี่มีหน้าที่ต้องชะลอ หยุดรถ และตรวจสอบให้แน่ใจ การเร่งเครื่องลอดแผงกั้นถือเป็นความประมาทร้ายแรง
สิทธิในทางของรถไฟไม่ใช่อภิสิทธิ์ - แม้รถไฟจะวิ่งบนทางเอก แต่พนักงานขับรถต้องปฏิบัติตามกฎความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด การไม่หยุดรถเมื่อสัญญาณขัดข้อง ถือเป็นการละเว้นหน้าที่และมีความผิดฐานประมาท
ความประมาทร่วม - เมื่อต่างฝ่ายต่างละเลยความระมัดระวังตามหน้าที่และวิสัยของตน ย่อมถือว่าความสูญเสียเกิดจากความประมาทของทั้งสองฝ่าย
ในส่วนของบทลงโทษ ศาลพิพากษาจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี แต่พิจารณาให้รอลงอาญาจำเลยที่ 1 (พนักงานขับรถไฟ) เป็นเวลา 2 ปี และปรับ 3,000 บาท เนื่องจากพฤติการณ์รุนแรงน้อยกว่า ประกอบกับมีประวัติการทำงานดีเยี่ยม เคยหยุดขบวนรถช่วยชีวิตคนได้ทัน และไม่เคยต้องโทษมาก่อน
ส่วนจำเลยที่ 2 (คนขับรถกระบะ) ศาลมองว่าการเร่งเครื่องความเร็วสูงลอดแผงกั้นทั้งที่มีผู้โดยสารอยู่ท้ายรถ เป็นความประมาทอย่างร้ายแรงที่ไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่น จึงตัดสินจำคุก 1 ปีโดยไม่รอลงอาญา
คดีนี้นับเป็นบรรทัดฐานและบทเรียนสำคัญสำหรับทั้งผู้ขับขี่รถยนต์ที่ต้องไม่ประมาทวัดใจกับเครื่องกั้นรถไฟ และเจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด ชี้ให้เห็นว่าความปลอดภัยบนท้องถนนเกิดจากความระมัดระวังร่วมกัน ไม่ใช่สิทธิในการใช้ทางเพียงอย่างเดียว

