ตำรวจไซเบอร์เร่งล่าต้นตอไลฟ์สยิวสะเทือนโซเชียล ลั่นเอาผิดถึงที่สุด ย้ำโทษหนักจำคุก 5 ปี ปรับ 1 แสนบาท ไม่เว้นคนกดแชร์ ขณะที่กรมควบคุมโรคแจงวุ่นหลังโผล่เป็นผู้ชม อ้างแค่กดลิงก์ตรวจสอบตามที่คนแจ้งเบาะแส
กลายเป็นเรื่องขึ้นมาทันทีเมื่ออยู่ๆในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่เพิ่งผ่านไป ได้ปรากฏการไลฟ์สดการมีเพศสัมพันธ์อย่างโจ่งแจ้งเป็นเวลานาน ซึ่งเป็นเรื่องที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยประกาศเดินหน้าเอาคนกระทำความผิดมาลงโทษให้เร็วที่สุด
นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจและเพิกเฉย ต่อการกระทำที่ผิดต่อกฎหมาย โดยได้สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบนำตัวผู้กระทำความผิด และผู้ที่เผยแพร่เนื้อหาล่อแหลมลามกอนาจารลงในโลกออนไลน์ มาดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดถึงที่สุด โดยการกระทำดังกล่าว มีความผิดตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ ทั้งเรื่องของการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์มาตรา 14 (1)และการนำเข้าข้อมูลลามกสู่ระบบคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (4) ซึ่งมีอัตราโทษที่สูง โดยต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
น.ส.พลอยทะเล กล่าวอีกว่า สำหรับบุคคลที่กดไลค์ กดแชร์ คลิปอนาจารจะมีความผิดเสมือนผู้กระทำความผิดเสียเอง ซึ่งเป็นไปตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์มาตรา 14 (5) ที่วางหลักไว้ว่า บุคคลที่เผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์ โดยรู้อยู่แล้วว่า เป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จตามมาตรา 14 (1) หรือเป็นข้อมูลลามกอนาจารตามมาตรา 14 (5) ก็จะมีความผิดด้วยเช่นเดียวกัน โดยต้องระวางจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ขณะที่ Meta ซึ่งเป็นผู้ให้บริการFacebook ออกคำแถลงการณ์เกี่ยวกับกรณีที่เกิดขึ้นว่า "เนื้อหาทางเพศที่โจ่งแจ้งเป็นการละเมิดมาตรฐานชุนของเรา เราได้ลบเนื้อหาที่ละเมิดดังกล่าวแล้ว และได้ดำเนินการกับบัญชีที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้ เราจะยังคงตรวจสอบอย่างต่อเนื่องในเรื่อง นี้และดำเนินการลบเนื้อหาที่พบว่ามีการละเมิดนโยบายของเรา”
ส่วนท่าทีของตำรวจต่อเรื่องนี้นั้น พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ คล้ายคลึง รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือตำรวจไซเบอร์ รอง ผบช.สอท. ระบุว่า สั่งการให้กองบังคับการตรวจสอบและวิเคราะห์อาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ บก.ตอท. ดำเนินการตรวจสอบ URL และบุคคลที่ปรากฏในคลิปว่าเป็นใคร โดยขณะนี้อยู่ในระหว่างการตรวจสอบ หากพบว่าเจ้าของเพจหรือบุคคลในคลิปเป็นคนไทย หรืออยู่ในราชอาณาจักรไทย จะดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ในเรื่องการนำเข้าข้อมูลอันลามกอนาจารสู่ระบบต่อไป ซึ่งจะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดและถึงที่สุด
พล.ต.ต.ชัชปัณฑกาณฑ์ เปิดเผยอีกว่า ขณะเดียวกันทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไซเบอร์ จะประสานงานกับทาง Facebook ประเทศไทย เพื่อตรวจสอบเรื่องของมาตรฐานชุมชนภายในโลกออนไลน์ว่า เหตุใดถึงไม่สามารถตรวจจับคลิปลามกอนาจารทางเพศดังกล่าวได้ และปล่อยให้หลุดแพร่กระจายจนมีผู้ชมนับล้านคนได้อย่างไร โดยที่ทาง Facebook ไม่ได้ดำเนินการปิดกั้นหรือลบเนื้อหาดังกล่าวทันที ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมาก เพราะโลกออนไลน์นั้นจะมีมาตรฐานชุมชนที่มีไว้คัดกรองเนื้อหาบนโลกออนไลน์อยู่แล้ว โดยเฉพาะเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับการล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งตามหลักแล้วจะต้องถูกปิดกั้นเนื้อหาทันที
ขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่งมีการตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดถึงปรากฎเพจของกรมควบคุมโรคไปเป็นหนึ่งในผู้ร่วมรับชม ซึ่งกรณีนี้ กรมควบคุมโรค ได้ชี้แจงว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2569 เวลาประมาณ 22.00 น. เจ้าหน้าที่แอดมินเพจอยู่ระหว่างเผยแพร่ข้อมูลอินโฟกราฟิก ประเด็น "โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา: 10 คำถาม มาตรการเข้าประเทศไทยสำหรับผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยง" ต่อมาเวลา 22.34 น. เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบกล่องข้อความ (Inbox) ของเพจ พบข้อความแจ้งเตือน ระบุว่า "รบกวนแอดมิน ช่วยตรวจสอบไลฟ์นี้หน่อยค่ะ เกรงว่าจะเป็นอันตรายกับเด็ก เยาวชน เรื่องเพศที่ไม่เหมาะสมค่ะ” เจ้าหน้าที่ได้กดเข้า Link ดังกล่าว พบว่าเป็นคลิปที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสม จึงได้กดออกจากระบบ ขณะนั้นมีผู้ใช้งานรายอื่นพบเห็น ได้ Capture ภาพหน้าจอ และนำไปแชร์ต่อเป็นวงกว้าง จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เชิงลบต่อหน่วยงาน
ทั้งนี้ กรมควบคุมโรค จะเร่งดำเนินการตรวจสอบรายละเอียดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อไป พร้อมกับทบทวนมาตรการตรวจสอบ และการใช้งานบัญชีทางการของหน่วยงาน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะนี้ขึ้นอีกในอนาคต กรมควบคุมโรคขอยืนยันว่า หน่วยงานให้ความสำคัญกับมาตรฐานการสื่อสารของภาครัฐ ความเหมาะสมในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ และความเชื่อมั่นของประชาชนเป็นสำคัญ

