ข่าวปนคน คนปนข่าว
++ "ชัชชาติ" ไม่ง่าย สมรภูมิชิงผู้ว่าฯ กทม.ปี 69 “หม่อมกร” เปิดตัว แถมเจอทัพ ‘ตัวตึง’ ตัดแต้ม!
สมรภูมิศึกชิงผู้ว่าฯ กทม.69 ครั้งนี้ น่าจะเข้มข้น และเต็มไปด้วยสีสัน
ดูการเคลื่อนไหวล่าสุด หลังวันดีเดย์อย่างเป็นทางการ ย่ำระฆังรบเข้าคูหา วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 บอกได้คำเดียวว่า แชมป์เก่าและตัวเต็งสมัยที่สอง ที่เคยคิดว่านอนมา อย่าง "ชัชชาติ สิทธิพันธุ์" อาจต้องนอนมือก่ายหน้าผาก เพราะคู่ต่อสู้รอบนี้ แต่ละคนไม่ธรรมดา !
ควันหลงสดๆ ร้อนๆ จากสมาคมธรรมศาสตร์ (สาทร) เมื่อวานนี้ (24พ.ค.) “หม่อมกร” ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน ผู้เจนจบกระดานยุทธศาสตร์ เปิดตัวท้าชิงผู้ว่าฯกทม. ประกาศตัวลงสมัครในนาม“อิสระ” พร้อมลั่นวาจาว่า “ผมไม่มีแบ็กอัพคอยหนุนหลัง มีแต่ประชาชนหนุนหลัง ขออาสามาเป็นป้อมปราการสุดท้ายให้ประชาชน”
มองเผินๆ เหมือนมวยรอง แต่พอหันไปดูทัพหน้าและแม่ทัพขุนพลข้างกายที่ดึงมาร่วมเฟรมถ่ายภาพ แฟนคลับสายอนุรักษ์นิยม และกลุ่มปฏิรูป ถึงกับต้องกดไลค์ เพราะมีทั้ง “ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล” อดีตรัฐมนตรีคลัง และ “ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์”สายแข็ง มาร่วมขบวนรบ
นโยบายของ "หม่อมกร" ที่แย้มออกมา เชื่อได้ว่าตรงใจหลายฝ่าย เพราะแนวนักยุทธศาสตร์กล้าชน ประกาศรื้อระบบเก่า ใช้ระบบเทคโนโลยีสยบโกง เปลี่ยนขยะเป็นขุมทรัพย์ และที่สำคัญคือ เน้นการเป็น “ผู้ประสานสิบทิศ” ทำงานร่วมได้กับทุกฝ่าย
ยุทธศาสตร์นี้ชัดเจนว่า "หม่อมกร" กำลังเดินเกมเจาะพื้นที่ล้างไพ่คะแนนเสียงจากคนกรุงชั้นกลาง กลุ่มอนุรักษ์นิยมสายฉลาด และคนที่เบื่อหน่ายระบบโควตาพรรคการเมือง ซึ่งฐานเสียงกลุ่มนี้แหละ ที่จะกลายเป็น “ตัวแปร” สกัดขาแชมป์เก่าอย่าง “ชัชชาติ”
เมื่อหันไปส่องคะแนนนิยมของ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” แม้ผลโพลล่าสุดของสวนดุสิตโพล จะยังสะท้อนว่ากระแสเจ้าตัวยังนำโด่ง ด้วยภาพจำคนทำงาน มีประสบการณ์ เป็นยี่ห้อการันตี แต่ในความเป็นจริง 4 ปี ที่ผ่านมา ดัชนีความคาดหวังของคนกรุงเปลี่ยนไปแล้ว ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก รถติด และการประสานงานกับรัฐบาลส่วนกลางที่ติดขัด ในยุควิกฤตพลังงานทำให้ความขลัง ลดลงไปไม่น้อย
มิหนำซ้ำ ฝั่งเสรีนิยมที่เคยเทคะแนนให้ “ชัชชาติ” ถล่มทลายรอบก่อนรอบนี้ ย่อมเทให้ "ค่ายส้ม" พรรคประชาชน ที่ส่ง “ดร.โจ” ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ลงชิงชัย
ต้องไม่ลืมว่า “พรรคส้ม” ขึ้นชื่อเรื่องการเก็บแต้มคนรุ่นใหม่ และสายฮาร์ดคอร์ฝั่งประชาธิปไตยอยู่แล้ว การส่ง "ดร.โจ" มาบดขยี้ ในพื้นที่ชั้นในของกรุงเทพฯ จึงเป็นการดึงคะแนนของ “ชัชชาติ” กลับไปโดยปริยาย
ไม่นับพรรคประชาธิปัตย์ที่รอบนี้ส่ง “อนุชา บูรพชัยศรี” อดีตโฆษกรัฐบาลยุคลุงตู่ ลงสู้หวังทวงคืนป้อมค่ายเก่า ยิ่งทำให้กระดานฝั่งขวา กระจัดกระจาย
แน่นอนว่า ยังมี"ตัวตึง " สร้างสีสันระดับ “พี่เต้-ติ่งมัลลิกา” ร่วมแจม
ทำให้สนามเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ครั้งนี้ มีรสชาติ
เริ่มจาก“พี่เต้” มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ที่เคยสร้าง "ไวรัล" สโลแกนขายไอเดียหลุดโลก เช่น แคมเปญ “กรุงเทพบินได้” จัดตั้งรถยนต์บินได้แก้รถติด ลอกคลองแสนแสบให้สะอาดจนตักดื่มได้ และไฮไลต์เอาใจคนโสดวันนี้ คือนโยบาย “จัดตั้งสำนักงานจัดหาคู่ของ กทม.” มุ่งแก้ปัญหาสังคมผู้สูงอายุ และกระตุ้นอัตราการเกิด แม้หลายฝ่ายจะมองว่าขำขัน แต่ในแง่การตลาดการเมือง “พี่เต้” โกยเรตติ้งพื้นที่สื่อและหัวใจวัยรุ่นไปเต็มๆ
ขณะที่ฝั่งหญิง “ดร.ติ่ง” มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่รอบนี้ ประกาศลงในนามอิสระเช่นกัน โพสิชันนิ่งเด่นชัด เน้นความดุดัน ปากจัดจ้าน กล้าฟัดกล้าชนส่วย และทุนผูกขาด แว่วว่าแอบมีสายตรงจาก อดีตผู้ว่าฯกทม.คอยเชียร์อยู่ห่างๆ
ความแรงของ “ดร.ติ่ง” จะเข้ามาขย้ำฐานคะแนนเสียงกลุ่มแม่บ้าน กลุ่มพ่อค้า แม่ค้าและคนรากหญ้าในกทม. ที่ต้องการ “คนดุ-ปากจัด”คุมกรุงเทพฯ ก็เป็นได้
ก่อนถึงนัดชี้ชะตาวันเลือกตั้งคาดว่าจะได้เห็นสภรภูมิเดือดอีกหลายยก ที่แน่ๆ ศึกครั้งนี้ สมการการเมืองเปลี่ยนไปแล้ว ฝ่ายเสียงหนุนชัชชาติ แยกตัวเพราะพรรคส้มขอทวงคืน และการมีตัวเลือกที่ตอบโจทย์อย่าง “ม.ล.กรกสิวัฒน์” ที่ชูภาพลักษณ์สะอาด เทคโนแครตสายลุย และกล้าท้าชนทุนพลังงาน-ส่วย ผนวกกับแรงเหวี่ยงจาก “ตัวตึง" ทั้งพี่เต้ และ ดร.ติ่ง
28 มิถุนายนนี้ จึงไม่ใช่เกมม้วนเดียวจบของใครบางคนอีกต่อไป แต่จะเป็นศึกใหญ่ที่พิสูจน์คำว่า “ไม่มีอะไรแน่นอน”สำหรับการเมืองสนามเมืองหลวงอย่างแท้จริง ใครจะอยู่ ใครจะไป และใครจะได้เก้าอี้เสาชิงช้า...โปรดอย่ากะพริบตา!
++ มีดีลลับ?! “พรรคส้ม” ไม่ลงชื่อถอดถอน “หนู-นก” อ้างไม่อยากขยายอำนาจให้ศาล รธน.
ชัดเจนแล้วว่า “พรรคส้ม” ไม่เอาด้วยกับการที่ “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส” หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย เปิดล่าชื่อสส.50คน เพื่อยื่นถอดถอน “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย และ“ไชยชนก ชิดชอบ” รมว. ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ออกจากตำแหน่ง
ฐานไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม อย่างร้ายแรง!
โดย “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์” ได้โพสต์เฟซบุ๊ก เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ ที่ผ่านมาว่า...
“หยุดอนุทิน ทวงคืนเขากระโดง ขอ‘ส้ม’ เพียง 50 ชื่อ เพื่อจับ‘ยักษ์น้ำเงิน’ ที่ส้มปล่อยออกมา กลับเข้าขวด แต่ส้มไม่ช่วย มีอะไรกันหรือเปล่า อยากให้เห็นประโยชน์ของส่วนรวมเหนือนโยบายส่วนตน”
เจอ “เสรีพิศุทธ์” โยนคำถามมาตรงๆ เช่นนี้ “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคส้ม รีบออกมาชี้แจงว่า ความจริงแล้วเราไม่ได้ ไม่ต้องการที่จะตรวจสอบ เพียงแต่เราไม่อยากไปขยายอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ให้มาตรวจสอบเรื่อง “จริยธรรม” ศาลรัฐธรรมนูญควรวินิจฉัยในเรื่องของข้อกฎหมายเท่านั้น เรื่องจริยธรรม ควรให้พรรคการเมืองตรวจสอบกันเอง
ส่วนที่ว่า มีเบื้องลึก เบื้องหลัง “มีดีลลับ” อะไรกันหรือเปล่านั้น สังคมก็พอจะจับทิศทางได้ว่า น่าจะเป็นเรื่องที่โยงไปถึงผู้นำทางจิตวิญญาณของพรรคตัวจริง
แต่ “เท้ง” เฉไฉ ปัดไปว่า เรื่องนี้ไม่ควรมากล่าวหากันออกหน้าสื่อ!
ทั้งนี้ หากย้อนกลับไปดูว่า “เท้ง-หนู” เคยถูกยื่นศาลรัฐธรรมนูญเอาผิด หรือถอดถอนออกจากตำแหน่งหรือไม่ ก็พบว่า ทั้งคู่ เคยถูก สส.60คน เข้าชื่อกันยื่นถอดถอนออกจากตำแหน่ง สส.จากกรณีการทำข้อตกลงร่วมกัน หรือ MOA ระหว่างพรรคภูมิใจไทย กับพรรคประชาชน ในการสนับสนุนให้ “อนุทิน”เป็นนายกฯ โดยพรรคประชาชนไม่เข้าร่วมรัฐบาล
ครั้งนั้น เขาทั้งสองถูกยื่นด้วยข้อหาหนัก ระบุว่าเป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพ เพื่อล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
แต่เมื่อถึงที่สุดแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ มีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา ทั้งคู่เลยรอดมาได้
แต่ถึงอย่างไร หลายฝ่ายมองว่า“พรรคส้ม” มีความหลังฝังใจ หรืออาจถึงขั้นผูกใจเจ็บ กับองค์กรอิสระอย่างศาลรัฐธรรมนูญ ก็เป็นได้
เพราะก่อนหน้านั้น ในยุคที่ยังเป็นพรรคอนาคตใหม่ มี“ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” เป็นหัวหน้าพรรค
วันที่ 21 ก.พ. 63 ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติให้ยุบพรรคอนาคตใหม่ และตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคมีกำหนด 10 ปี จากกรณี “ธนาธร” ให้พรรคอนาคตใหม่ กู้ยืมเงินจำนวน 191 ล้านบาท
“ธนาธร -ช่อ พรรณิการ์-ปิยบุตร” แกนนำพรรคยุคก่อตั้ง ต้องออกไปเคลื่อนไหวในนามคณะก้าวหน้า ถึงทุกวันนี้
ต่อมาในยุคที่ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” เป็นหัวหน้าพรรคก้าวไกล นำพรรคลงเลือกตั้งในปี 2566 และชนะมาเป็นอันดับ 1 ได้ สส.151 ที่นั่ง ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่ตั้งไม่สำเร็จ เพราะสว.ไม่โหวตให้
“พิธา” ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ สส.ชั่วคราว เหตุถือหุ้นสื่อไอทีวี และรัฐสภายังมีมติห้ามไม่ให้ “พิธา” ได้รับพิจารณาเห็นชอบนายกรัฐมนตรี รอบสอง
สุดท้าย พรรคเพื่อไทยที่เป็นพรรคอันดับ 2 รวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ พรรคก้าวไกลเป็นฝ่ายค้าน แต่ “พิธา” ก็เป็นหัวหน้าฝ่ายค้านในสภาไม่ได้ เนื่องจากอยู่ระหว่างถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ เขาจึงลาออกจากหัวหน้าพรรค
ต่อมาวันที่ 7 ส.ค.67 ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 9:0 ยุบพรรคก้าวไกล และตัดสิทธิ์ทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรค เป็นเวลา 10 ปี
จากนั้น จึงมาถึงยุคของพรรคประชาชน ที่มี “เท้ง ณัฐพงษ์” เป็นหัวหน้าพรรค ถึงทุกวันนี้
ตามความคิดของ “เท้ง” ที่ว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่ควรเป็นผู้กำหนดกรอบ นิยาม ของคำว่า“จริยธรรม” แล้วมาตัดสินนักการเมือง ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เพราะ เรื่องจริยธรรม ควรให้พรรคการเมืองตรวจสอบกันเองนั้น
ที่ผ่านมาคงเห็นกันแล้วว่า “พรรคส้ม” มีมาตรฐานในการตรวจสอบ “จริยธรรม” ของสมาชิกพรรคกันมากน้อยแค่ไหน พอมีเรื่องฉาวขึ้นมา สิ่งที่สังคมมักได้ยินจากผู้บริหารพรรค คือ “เป็นเรื่องส่วนบุคคล”
นักการเมืองไทย หาช่องลอดกฎหมายเก่ง- ขณะเดียวกันถ้าประเทศใด เต็มไปด้วยนักการเมืองที่ ขาดคุณธรรม จริยธรรม ประเทศชาติยากที่จะหนีพ้นความบรรลัย ล่มจม!

