xs
xsm
sm
md
lg

"วัชระ" ร้อง ป.ป.ช.สอบยกแผง "ขุนคลัง-ปลัด-อธิบดีสรรพากร" ส่อละเว้นเก็บภาษี "แม้ว" 1.7 หมื่นล้าน ปูดจ่ายแค่ 50 ล้าน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



อดีตสส.ปชป. ยื่นหนังสือด่วนปธ. ป.ป.ช. ขอไต่สวนรมว.คลัง-ปลัด-อธิบดีสรรพากร ทุกคนที่ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ 60 ถึงปัจจุบัน ฐานละเว้นหน้าที่โดยมิชอบ ไม่เรียกเก็บหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือบังคับคดีอายัดทรัพย์สินชำระภาษีของ "ทักษิณ" กว่า 1.7 หมื่นล. เผยยอดล่าสุดเพิ่งชำระเพียง 50 กว่าล.

เมื่อวันที่ (27 พฤษภาคม 2569) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวัชระ เพชรทอง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ได้เข้ายื่นหนังสือถึง นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอให้พิจารณาไต่สวนเจ้าหน้าที่รัฐและผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการคลัง ในข้อหาทุจริตต่อหน้าที่ หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 154 และมาตรา 157

ในหนังสือร้องเรียนระบุข้อเท็จจริงว่า กรมสรรพากรได้ดำเนินการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของ นายทักษิณ ชินวัตร เป็นจำนวนเงิน 17,629 ล้านบาท โดยได้ส่งหนังสือแจ้งการประเมิน (ภ.ง.ด.12) ลงวันที่ 28 มีนาคม 2560 ซึ่งต่อมาได้มีการต่อสู้คดีในกระบวนการยุติธรรม จนกระทั่งในปี 2568 ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า การประเมินภาษีของกรมสรรพากรนั้นถูกต้องชอบด้วยกฎหมายแล้ว และให้นายทักษิณปฏิบัติตามการประเมินดังกล่าว

นายวัชระ ระบุในคำร้องว่า ในระหว่างกระบวนการต่อสู้คดีซึ่งนายทักษิณได้ยื่นอุทธรณ์ภาษีนั้น ตามกฎหมายจะต้องมีการวางหลักทรัพย์หรือมีบุคคลค้ำประกันการชำระภาษีตามที่ประเมิน เพื่อเป็นมาตรการบรรเทาการเรียกเก็บหรือการยึดอายัดทรัพย์สิน แต่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า เจ้าหน้าที่สรรพากรและอธิบดีกรมสรรพากรในขณะนั้น ได้ละเว้นการเรียกหลักทรัพย์หรือบุคคลค้ำประกัน จนกระทั่งคดีถึงที่สุดในปี 2568

นอกจากนี้ นับจากวันที่ศาลมีคำพิพากษาจนถึงปัจจุบัน ปรากฏว่านายทักษิณได้ชำระภาษีเข้ามาเพียง 50 กว่าล้านบาทเท่านั้น โดยกรมสรรพากรยังไม่ได้มีการดำเนินการยึดหรืออายัดทรัพย์สินส่วนที่เหลือมาชำระให้ครบถ้วนตามกระบวนการ ทั้งที่มีข้อมูลจากนิตยสารระดับสากลระบุว่า นายทักษิณเป็นผู้มีทรัพย์สินเกือบแสนล้านบาท ซึ่งแสดงถึงศักยภาพและความสามารถในการชำระภาษีได้ แต่เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องยังคงเพิกเฉย

หนังสือร้องเรียนของนายวัชระ ยังได้ระบุถึงผลกระทบต่อสถานะการเงินการคลังของประเทศ โดยมีการเปรียบเทียบตัวเลขงบประมาณรายจ่ายประจำปีระบุว่า ในปีงบประมาณ 2568 รัฐบาลตั้งงบประมาณไว้จำนวน 3,752,700 ล้านบาท และในปีงบประมาณ 2569 ตั้งงบประมาณไว้จำนวน 3,780,600 ล้านบาท ซึ่งทั้งสองปีงบประมาณเป็นแบบขาดดุล ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงินชดเชยจำนวน 400,000 ล้านบาท โดยในจำนวนเงินกู้นี้ มีเม็ดเงินจำนวน 170,000 ล้านบาท ที่นำไปใช้ในโครงการไทยช่วยไทยพลัส

"หากจัดเก็บภาษีจำนวน 17,629 ล้านบาท ของนายทักษิณ ชินวัตร ได้ตามที่ประเมิน จะทำให้รัฐบาลได้เงินมาใช้ในโครงการนี้ถึงร้อยละ 10 จากยอดที่กู้ทั้งหมด แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยอยู่ในสถานะการเงินการคลังที่อ่อนแอ อันเนื่องมาจากกรมสรรพากรจัดเก็บรายได้ต่ำและปล่อยปละละเลยละเว้นการปฏิบัติหน้าที่จัดเก็บภาษีรายนี้" หนังสือร้องเรียนระบุ

นายวัชระ ระบุในตอนท้ายของหนังสือว่า ในฐานะประชาชนผู้เสียภาษี เห็นว่าการเพิกเฉยไม่จัดเก็บภาษีดังกล่าวเข้าข่ายการกระทำความผิดตามกฎหมายอาญา จึงขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ โดยทำการไต่สวนบุคคลดังต่อไปนี้ นับแต่เกิดเหตุในปี 2560 จนถึงปัจจุบัน
1. อธิบดีกรมสรรพากรทุกคน
2. ปลัดกระทรวงการคลังทุกคน
3. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังทุกคน

ทั้งนี้ นายวัชระได้ระบุในหนังสือแสดงความจำนงขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. แจ้งผลการดำเนินงานให้ทราบภายในกำหนดเวลา 30 วัน นับจากวันที่ได้รับหนังสือฉบับนี้ เพื่อติดตามความคืบหน้าตามกระบวนการกฎหมายต่อไป