ศูนย์ข่าวขอนแก่น-ศาลกีฏาสั่ง เอกราช ช่างเหลา รอง หน.พรรคกล้าธรรมพัน สส.และให้เพิกถอนสิทธิการเมือง 10 ปี กรณีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง คดียักยอกทรัพย์สหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น 400 กว่าล้านเมื่อหลายปีก่อน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 26 พ.ค.ที่ผ่านมา ศาลฎีกาได้อ่านคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ คมจ.1/2568 กรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ยื่นคำร้องกล่าวหา นายเอกราช ช่างเหลา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และรองหัวหน้าพรรคกล้าธรรม ว่าฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณียักยอกเงินสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น จำกัด มูลค่าความเสียหายกว่า 400 ล้านบาท
โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำของนายเอกราชเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 235 ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 87 จึงมีคำพิพากษาให้พ้นจากตำแหน่งนับตั้งแต่วันที่ศาลมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ พร้อมเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี
คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากช่วงปี 2554-2556 ขณะนายเอกราชดำรงตำแหน่งผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น จำกัด ได้ร่วมกับพวกอาศัยตำแหน่งหน้าที่ทุจริตยักยอกเงินของสหกรณ์ไปเป็นจำนวนมาก แม้ภายหลังจะมีการทยอยชดใช้คืนบางส่วน แต่ยังคงมีมูลค่าความเสียหายคงเหลือกว่า 405 ล้านบาท ซึ่งส่งผลกระทบต่อสมาชิกสหกรณ์จำนวนมาก
นอกจากนี้ ศาลยังพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ปลอมสมุดบัญชีเงินฝากประจำของสหกรณ์ เพื่อนำเสนอในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี ทำให้สมาชิกและผู้แทนสมาชิกเข้าใจว่าสหกรณ์ยังมีฐานะทางการเงินมั่นคง ทั้งที่ความเป็นจริงเกิดความเสียหายทางการเงินอย่างรุนแรง ถือเป็นการกระทำที่บ่อนทำลายความเชื่อมั่นต่อระบบสหกรณ์ และส่งผลกระทบต่อสาธารณะอย่างกว้างขวาง
ก่อนหน้านี้ ศาลฎีกาได้มีคำสั่งรับคำร้องของ ป.ป.ช. ไว้พิจารณา พร้อมมีคำสั่งให้นายเอกราชหยุดปฏิบัติหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2568 จนกว่าจะมีคำพิพากษา
รายงานข่าวเพิ่มเติมอีกว่า ปัจจุบันนายเอกราชยังดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคกล้าธรรม ขณะที่ในคดีอาญาฐานยักยอกทรัพย์ก่อนหน้านี้ ศาลอาญาได้มีคำพิพากษาให้ชดใช้เงินคืนแก่สหกรณ์พร้อมดอกเบี้ยทั้งหมดแล้ว ส่วนคดีด้านจริยธรรม ป.ป.ช. ได้มีมติชี้มูลความผิดร้ายแรง ก่อนส่งเรื่องให้ศาลฎีกาวินิจฉัย จนนำมาสู่คำพิพากษาดังกล่าวในที่สุด
คำพิพากษาครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งคดีสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงการบังคับใช้มาตรฐานจริยธรรมต่อผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างเข้มงวด และถือเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการตรวจสอบความโปร่งใสและความรับผิดชอบของผู้ใช้อำนาจรัฐในสังคมไทย

