ปม "นาฬิกาบิ๊กป้อม" เดือดต่อ วงในป.ป.ช. ชี้ "วีระ" จ้อคู่กรณีขอโทษ-ส่งข้อมูลอื่นใช้เล่นงานในอนาคต ส่อเข้าข่ายข่มขู่ จ่อฟ้องกลับ
วันนี้ (28พ.ค.) ภายหลังศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ตัดสินคดีที่นายวีระ สมความคิด ยื่นฟ้องสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และบุคลากรใน ป.ป.ช. จำเลยรวม12 ราย เนื่องจากทั้ง 12 รายมีส่วนในการปกปิดเอกสารการครอบครองนาฬิกาหรู 22 เรือนของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ครั้งเข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี โดยศาลอาญาฯ รับคดีนี้ไว้พิจารณา (เลขคดีดำอท.95/2567)
รายละเอียดในคดีศาลได้มีการยกฟ้องจำเลยบางราย และนายวีระยื่นถอนฟ้องนายณัฐจักร ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา และนายวิทยา อาคมพิทักษ์ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. และวันที่7 เม.ย. นายวีระได้ยื่นถอนฟ้องพล.ต.อ.วัชรพล ประสานราชกิจ อดีตประธานป.ป.ช. กับนางสาวสุภา ปิยะจิตติ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. เเต่ศาลไม่อนุญาตจนทำให้คดีเข้าสู่กระบวนการ และมีคำตัดสินว่าพล.ต.อ.วัชรพล และนางสาวสุภา มีความผิด ลงโทษจำคุก 3 ปี เเต่ทั้งสองยื่นประกันตัวคนละ 400,000 บาท เพื่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ โดยศาลอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว
แหล่งข่าวจาก ป.ป.ช. กล่าวว่า หลังมีคำตัดสินพบว่านายวีระ เเสดงความเห็นในคดีนี้ และเปิดเผยเหตุผลการถอนฟ้องนายณัฐจักร นายวิทยา พล.ต.อ.วัชรพล นางสาวสุภา โดยอ้างว่าจำเลยทั้ง 4 ในตอนนั้น ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่นายวีระเสนอ โดยเขียนหนังสือขอโทษนายวีระและประชาชน และให้ข้อมูลอื่นๆในสำนักงาน ป.ป.ช. กับนายวีระ ในคดีนี้และคดีอื่นๆ พร้อมอ้างว่าข้อมูลบางส่วนที่ได้รับมานายวีระจะเปิดเผยในอนาคตเพื่อประโยชน์กับสังคม โดยข้อมูลที่นายวีระกล่าวอ้างกับสื่อ แม้นายวีระจะยื่นหนังสือขอโทษจากจำเลยทั้ง 4 ในคดีนี้ต่อศาล เพื่อขอถอนฟ้องจำเลยและบางส่วนถูกนำไปใช้ในกระบวนการพิจารณาคดี แต่นายวีระระบุว่า ข้อมูลที่จำเลยทั้ง 4 ให้มานั้นอาจจะนำไปใช้เป็นข้อมูลอื่นๆในวันข้างหน้า อาจจะเข้าข่ายข่มขู่หรือไม่
เเหล่งข่าว กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีการตั้งคำถามถึงกรณีที่ศาลยกคำร้อง ไม่อนุญาตให้นายวีระถอนฟ้อง พล.ต.อ.วัชรพล และนางสาวสุภา แต่อนุญาตให้ถอนฟ้องนายณัฐจักร และนายวิทยา ทั้งที่ได้ดำเนินการขอโทษนายวีระ พร้อมทำหนังสือขอโทษเป็นทางการในลักษณะเดียวกัน โดยข้อกฎหมายที่พล.ต.อ.วัชรพล และนางสาวสุภา ใช้ในการขอถอนฟ้องคือ "...ตามข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยวิธีการดำเนินคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ.2559 ข้อ 14 กำหนดให้ ศาลพิจารณาคำร้องขอถอนฟ้องของโจทก์โดยคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะและความเสียหายที่มีผลกระทบต่อรัฐเป็นสำคัญ... เมื่อคดีนี้ปรากฏว่า ศาลนี้โดยผู้พิพากษาท่านเดียวกันได้เคยพิจารณาคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 8 (นายวิทยา)และที่ 11 (นายณัฐจักร) ซึ่งถูกกล่าวหาว่าร่วมกันกับจำเลยที่ 3 (พลตำรวจเอกวัชรพล)และที่ 7 (นางสาวสุภา)ในการกระทำความผิดกรรมเดียวกันแล้วและได้มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 8 และที่ 11 ดังกล่าวได้ ..."
แหล่งข่าว กล่าวว่า อย่างไรก็ตามเเต่วันที่ 7 เม.ย. ศาลได้พิจารณาการถอนฟ้องพล.ต.อ.วัชรพล และนางสาวสุภา ว่าพิจารณาแล้วเห็นสมควรไม่อนุญาตให้ถอนฟ้องคดี ระบุเหตุผลว่าคดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยในมูลเหตุที่ พล.ต.อ.วัชรพล จำเลยที่ 3 และนางสาวสุภา ที่ 7 ในฐานะที่เป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่เปิดเผยข้อมูลให้ถูกต้องครบถ้วนตามคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด แม้โจทก์จะเคยถอนฟ้องจำเลยอื่นไปบ้างแล้ว และแม้จำเลยที่ 3 และที่ 7 จะไม่ค้านการถอนฟ้องก็ตาม แต่การที่ศาลจะอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องหรือไม่เป็นดุลพินิจ
“โดยศาลคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะและความเสียหายที่มีผลกระทบต่อรัฐเป็นสำคัญ การที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นองค์กรของรัฐและต้องปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กฎหมาย เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นศรัทธาของประชาชน และมูลเหตุที่ถูกฟ้องก็เกิดจากการปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครอง โดยมีข้อพิจารณาว่าถูกต้องแล้วหรือไม่ หากฟังว่าจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องก็ย่อมส่งผลกระทบต่อการบังคับใช้กฎหมาย ทำให้เสียหายต่อกระบวนการการยุติธรรม การยุติธรรมและต่อรัฐ หากศาลนี้ได้พิจารณาคดีต่อไปจนสิ้นกระแสความย่อมเกิดประโยชน์แก่สาธารณชนรวมทั้งคู่ความในคดี เหตุตามคำร้องที่โจทก์ถอนฟ้อง อ้างว่าโจทก์และจำเลยปรับความเข้าใจกันดีแล้วย่อมไม่เพียงพอ กรณีจึงไม่เห็นสมควรที่จะให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 3 และที่ 7 ยกคำร้อง” แหล่งข่าว ระบุ
เเหล่งข่าว กล่าวว่า สำหรับกรณที่ศาลยกฟ้องจำเลย 7 คนไปก่อนหน้านี้ ภายหลังมีคำพิพากษาออกมา มีการให้ข้อมูลบิดเบือนหลายด้าน เช่น นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข และนางสุวณา สุวรรณจูฑะ กรรมการ ป.ป.ช. เสียงข้างน้อยในขณะนั้น ที่ลงมติให้สำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยข้อมูลทั้งหมด และทนายความของทั้งสองนำหลักฐานคือมติที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไปแจ้งต่อศาล และขอให้นายวีระถอนฟ้อง เเต่ตอนนั้นนายวีระไม่ยอม ศาลจึงสั่งยกฟ้องนายสุชาติ และนางสุวณา
“เมื่อพิจารณาสิ่งที่นายวีระออกมาให้ข้อมูล พบว่าอาจจะเข้าข่ายข่มขู่คู่กรณี เพราะบอกว่าจำเลยมาอ้อนวอนให้ถอนฟ้อง และยินยอมทำหนังสือขอโทษ ที่สำคัญยังได้ข้อมูลอื่นๆจากจำเลยเพื่อไว้ใช้ในอนาคต เท่ากับนายวีระเข้าข่ายใช้สิทธิทางศาลโดยไม่มีเจตนาบริสุทธิ์ และอาจโดนดำเนินคดีได้“

