คดีบัญชีทรัพย์สิน 'บิ๊กโจ๊ก' ใกล้หมดอายุความ บททดสอบครั้งใหญ่ที่เดิมพันด้วยศรัทธาของประชาชนต่อ ป.ป.ช. ท่ามกลางคำถามถึงความล่าช้าที่อาจทำลายกระบวนการยุติธรรม
คดีตรวจสอบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล กำลังเดินเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญ เมื่อมีข้อสังเกตว่ากรอบเวลาตามกฎหมาย 5 ปี กำลังใกล้ครบกำหนดในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า คือวันที่ 1 ตุลาคม 2569
สิ่งที่สังคมต้องการในวันนี้ ไม่ใช่การตัดสินล่วงหน้าว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ มีความผิดหรือไม่มีความผิด เพราะนั่นเป็นอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. และศาลตามกฎหมาย
แต่สิ่งที่ประชาชนมีสิทธิถาม ป.ป.ช. คือ เหตุใดคดีจึงยังไม่มีข้อยุติที่ชัดเจน ทั้งที่เวลาผ่านมาหลายปีแล้ว
การตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นกลไกสำคัญในการป้องกันการทุจริต และสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบราชการและกระบวนการยุติธรรมของประเทศ
เมื่อคดีที่อยู่ในความสนใจของสังคมถูกปล่อยให้ล่วงเลยเป็นเวลานาน ย่อมทำให้เกิดคำถามว่า
•ป.ป.ช. ดำเนินการล่าช้าเพราะเหตุใด
• มีอุปสรรคทางข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใด
• มีการเร่งรัดอย่างเพียงพอแล้วหรือไม่
• เหตุใดจึงยังไม่มีข้อสรุปก่อนที่อายุความจะใกล้ครบกำหนด
หากในที่สุดคดีไม่สามารถเดินหน้าได้ทันกรอบกฎหมาย ผู้ที่ได้รับประโยชน์โดยตรงย่อมเป็นผู้ถูกตรวจสอบ เพราะจะไม่ต้องเผชิญการวินิจฉัยในเนื้อหาของข้อกล่าวหาอย่างสมบูรณ์
ในทางกลับกัน ผู้ที่เสียประโยชน์มากที่สุดคือประชาชน
เพราะประชาชนจะไม่มีวันได้รับคำตอบว่า ข้อกล่าวหานั้นเป็นความจริงหรือไม่
ระบบตรวจสอบที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันการทุจริตจะถูกตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพ
และความเชื่อมั่นต่อ ป.ป.ช. องค์กรอิสระที่มีหน้าที่ตรวจสอบผู้มีอำนาจจะถูกสั่นคลอนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ที่สำคัญ หากคดีสำคัญระดับประเทศสามารถเดินเข้าสู่ภาวะเสี่ยงต่อการขาดอายุความได้ โดยไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจน ย่อมกลายเป็นบรรทัดฐานที่อันตรายต่อสังคม
เพราะจะทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกว่า ความล่าช้าอาจกลายเป็นเครื่องมือในการหลีกเลี่ยงความรับผิดได้
และหากเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นจริง คำถามจะไม่ได้หยุดอยู่ที่ตัวผู้ถูกกล่าวหาอีกต่อไป
แต่จะย้อนกลับไปยัง ป.ป.ช. องค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบว่า
ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ได้ทำทุกอย่างเต็มความสามารถแล้วจริงหรือไม่
ยิ่งไปกว่านั้น ป.ป.ช. ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมอย่างต่อเนื่องในหลายคดีสำคัญที่ใช้เวลายาวนานเกินสมควร
หลายคดีถูกตั้งคำถามเรื่องความล่าช้า
หลายคดีถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องมาตรฐานการตรวจสอบ
หลายคดีถูกมองว่ามีการเลือกปฏิบัติหรือใช้มาตรฐานที่แตกต่างกัน
แม้ข้อกล่าวหาเหล่านี้จะเป็นเพียงข้อวิพากษ์วิจารณ์จากสังคม แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อองค์กร ป.ป.ช. ได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง
ยิ่งเมื่อมีกรณีที่อดีตผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูงของ ป.ป.ช. ถูกดำเนินคดีและถูกศาลพิพากษาลงโทษ ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ขององค์กรที่มีหน้าที่ปราบปรามการทุจริตได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง
ดังนั้น คดีของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จึงไม่ได้เป็นเพียงคดีตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินธรรมดาอีกต่อไป
แต่กำลังกลายเป็นบททดสอบสำคัญของ ป.ป.ช. เอง
ว่าประชาชนยังสามารถเชื่อมั่นได้หรือไม่ว่า องค์กรแห่งนี้สามารถตรวจสอบผู้มีอำนาจได้อย่างตรงไปตรงมาและปราศจากอิทธิพลใด ๆ
หาก ป.ป.ช. สามารถดำเนินการจนได้ข้อยุติภายในกรอบกฎหมาย ไม่ว่าจะผลออกมาว่ามีความผิดหรือไม่มีความผิด อย่างน้อยสังคมก็จะได้รับคำตอบ
แต่หากคดีเดินไปจนถึงวันสุดท้าย แล้วจบลงด้วยการหมดอายุความ
สิ่งที่สังคมจะจดจำไม่ใช่เพียงชื่อของผู้ถูกกล่าวหา
แต่จะจดจำชื่อขององค์กร ป.ป.ช. ที่ปล่อยให้คดีเดินมาถึงจุดนั้น
เพราะการหมดอายุความไม่ได้ทำให้ข้อสงสัยของสังคมหายไป
ตรงกันข้าม มันจะยิ่งสร้างข้อสงสัยมากขึ้นว่า เหตุใด ป.ป.ช. ที่มีอำนาจเต็มตามกฎหมายจึงไม่สามารถทำคดีให้เสร็จสิ้นได้
และเมื่อองค์กรที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อปราบปรามการทุจริต กลับไม่สามารถทำให้ประชาชนเชื่อมั่นได้ว่ากระบวนการตรวจสอบจะนำไปสู่ความจริง
คำถามที่รุนแรงที่สุดย่อมเกิดขึ้นตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า
ประเทศไทยยังจำเป็นต้องมีองค์กรในรูปแบบนี้อยู่ต่อไปหรือไม่
เพราะองค์กรอิสระไม่ได้มีคุณค่าเพียงเพราะรัฐธรรมนูญกำหนดให้มี
แต่มีคุณค่าเพราะประชาชนเชื่อมั่นว่าองค์กรนั้นสามารถทำหน้าที่ได้จริง
หากวันหนึ่งประชาชนหมดศรัทธาต่อองค์กรตรวจสอบ
สิ่งที่สูญเสียไปอาจไม่ใช่เพียงคดีหนึ่งคดี
แต่จะเป็นความน่าเชื่อถือของระบบต่อต้านการทุจริตทั้งประเทศ
และนั่นคือความเสียหายที่ร้ายแรงกว่าการที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งจะพ้นจากการถูกตรวจสอบเสียอีก

