วันนี้ (5 มิ.ย. 2569) นายสมศักดิ์ อนันทวัฒน์ ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี (กลุ่มธุรกิจพลังงาน) รักษาราชการแทน อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยกรณีที่กรมสรรพากรได้แถลงข่าวเกี่ยวกับการดําเนินการเร่งรัดจัดเก็บภาษีอากรจากนายทักษิณ ชินวัตร ตามคําพิพากษาของศาลฎีกาที่ 2890/2568 ซึ่งได้อ่านคําพิพากษาเมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2568 วินิจฉัยว่าการประเมินของเจ้าพนักงานชอบด้วยกฎหมาย คดีจึงเป็นที่ยุติและมีผล ทําให้หนี้ภาษีอากรตามการประเมินเป็นที่สุดนั้น นับแต่ประเมินภาษีนายทักษิณ ชินวัตร ถึงแม้จะอยู่ระหว่างการใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และการพิจารณาคดีในชั้นศาล กรมสรรพากร ได้ติดตามเร่งรัดภาษีอากรค้างจากนายทักษิณ ชินวัตร มาโดยตลอดอย่างต่อเนื่องภายใต้กรอบของกฎหมาย
.
โดยดําเนินการแจ้งเตือนให้ไปชําระภาษี สอบสวนทรัพย์สินทุกประเภทเพื่อยึด อายัด นําเงินมาชําระหนี้ ภาษีอากร ซึ่งปัจจุบันกรมสรรพากรได้ติดตามทรัพย์สินของนายทักษิณฯ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยได้ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อหาแนวทางดําเนินการบังคับชําระหนี้ภาษีอากร อย่างไรก็ตาม เมื่อดําเนินการเร่งรัดภาษีอากรจนถึงที่สุดแล้ว หากกรมสรรพากรได้รับชําระภาษีไม่ครบถ้วนตามการประเมิน ก็จะพิจารณาดําเนินการฟ้องนายทักษิณ ชินวัตร เป็นคดีล้มละลายต่อไป โดยได้ดําเนินการภายใต้กรอบระยะเวลาและอายุความตามกฎหมายมิให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ
.
อนึ่ง เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2568 ศาลภาษีอากรกลางอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2890/2568 พิพากษากลับยกคำฟ้องนายทักษิณ ซึ่งเป็นโจทก์ยื่นฟ้องกรมสรรพากร จำเลยที่ 1 และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คือ นายพงษ์ศักดิ์ เมธาพิพัฒน์ ,นายประภาส สนั่นศิลป์ และนายพิสิทธิ์ ศรีวรานันท์ เป็นจำเลยที่ 2-4 ตามลำดับ เรื่องขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาฯ ที่แจ้งให้นายทักษิณ จ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากการขายหุ้นชิน คอร์ปอเรชั่นฯ เป็นเงิน 1.76 หมื่นล้านบาทให้กับกรมสรรพากร เป็นผลทำให้นายทักษิณต้องปฏิบัติตามคำสั่งเรียกเก็บภาษีจำนวน 1.7 หมื่นล้าน ของกรมสรรพากรตามขั้นตอน
......
Sondhi X

