xs
xsm
sm
md
lg

จับตา ‘ไชยชนก-พิพัฒน์’ ตัวการใหญ่ ทำให้รัฐบาลอนุทินสะดุดขาตัวเอง!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



รศ. ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต นิด้า แจงเหตุที่พรรคภูมิใจไทยถูกจับตาทั้ง ‘พิพัฒน์ -ไชยชนก’ ล้วนมีพฤติกรรมชวนสงสัยทั้งเรื่องของ ‘พลังงาน-แลนด์บริดจ์- TH-AI Passport’ นี่คือปมใหญ่ที่ทำให้รัฐบาลอนุทินสะดุดขาตัวเองแล้ว แจง ‘ไชยชนก’ ปูดเรื่องมีคนเสนอให้ 40 ล้านบาท เพื่อยุติปราบสแกมเมอร์ ก็เหมือนกับ JO Montanee เปิดเรื่อง ‘พิพัฒน์’ถูกรีด ‘5 ล้าน’ จี้อนุทิน เมื่อรู้ว่าเขาคือใคร ต้องจัดการเอาคนผิดมาลงโทษ ไม่ใช่แค่คอมเม้นท์ ‘อิอิ ทายกี่ทีก็ถูกว่าเป็นใคร’ แนะสังคมจับตาก๊วนบ้านใหญ่ กระทรวงไหนมีพฤติกรรมนั่งตำแหน่งเพื่อถอนทุน-สะสมทุนกันบ้าง!?

ประเด็นร้อนแรงของการเมืองสนามใหญ่ที่กำลังได้รับความสนใจในช่วงนี้คงต้องยกให้พรรคภูมิใจไทยที่มีประเด็นชวนให้ติดตามชนิดที่เรียกว่า "กระแสไม่เคยแผ่ว" ทั้งเรื่องฮั้ว ส.ว. ระบบอุปถัมภ์ การเมืองบ้านใหญ่ มาจนถึงการตีแผ่ ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ที่สามารถยึดกลไกอำนาจรัฐและธุรกิจการเมืองที่ถูกกล่าวหาถึงความไม่โปร่งใสและวันนี้ดูเหมือนว่าจะวนอยู่กับ ‘ตระกูลชิดชอบ-พิพัฒน์ รัชกิจประการ’ รองนายกรัฐมนตรีไทย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ถูกกล่าวถึงว่าเขาคือนายทุนพรรคที่ได้รับการยอมรับชนิดที่ ดี- เด่น- ดัง ทั้ง‘ทุน-อำนาจ-บารมี’ เพราะสามารถกวาดส.ส.ใต้มาให้พรรคได้ถึง 31 ที่นั่งจาก59 เขตเลือกตั้ง

อย่างไรก็ดีได้ลองตั้งคำถามไปที่ Claude AI ว่าพรรคภูมิไทยที่ถูกครหามากที่สุดในเวลานี้ 3 คนมีใครบ้างเพราะเหตุใด ก็ปรากฏชื่อ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ,ไชยชนก ชิดชอบ และพิพัฒน์ รัชกิจประการซี่งจะโดนครหาหนักที่สุดเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนแต่นั่นเป็นเพียงข้อมูลจากAI เท่านั้น ขณะที่ในมุมมองของนักวิชาการมองเรื่องนี้อย่างไร

รศ. ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการเมืองและยุทธศาสตร์การพัฒนา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) ระบุว่า การที่พรรคภูมิใจไทยถูกสังคมจับตาและมีข้อครหาเกิดขึ้นมากมาย มาจากการที่เป็นรัฐบาลมีอำนาจในการบริหารประเทศ จึงได้มีการนำเสนอโครงการต่าง ๆ ออกมา ขณะที่ภาพลักษณ์ของพรรคภูมิใจไทยที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นแกนนำ หรืออื่นๆ ก็ตาม คนจำนวนมากในสังคมก็มีความเคลือบแคลงสงสัยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

ตัวอย่างกรณีของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ก็ถูกคนในสังคมตั้งข้อสงสัย ตั้งแต่เข้ามานั่งกำกับดูแลนโยบายด้านพลังงานของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตน้ำมัน หรือ ‘Oil Shock’ จากสงครามสหรัฐ-อิหร่าน ทำให้น้ำมันแพงปรับราคาขึ้นสูงและน้ำมันขาดหายจากตลาด กระทั่งมีการปรับโครงสร้างราคาและขึ้นค่าการกลั่น พร้อมลดการชดเชยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จึงมีน้ำมันกลับเข้าสู่ตลาดแต่มีราคาขายปลีกที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้สังคมตั้งคำถามว่าเขามีปัญหาในการบริหารจัดการเรื่องน้ำมัน เนื่องจากเขาเคยมีบริษัทน้ำมันและมีเครือญาติทำบริษัทน้ำมันคือกลุ่มบริษัท PTG (ปั๊ม PT) ซึ่งเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในธุรกิจพลังงาน

อีกทั้งเขายังผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ ใช้งบประมาณ 1 ล้านล้านบาท ทั้ง ๆ ที่ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งพรรคฯไม่ได้มีนโยบายหาเสียงโครงการแลนด์บริดจ์ แต่พอเข้ามาเป็นรัฐบาล เป็นรัฐมนตรีคมนาคมไม่ถึง 4 เดือน ก็เสนอเมกกะโปรเจ็คเรื่องของแลนด์บริด์จขึ้นมา

“คนก็ตั้งข้อสงสัย เพราะโครงการนี้สร้างผลกระทบมากมาย นักวิชาการก็ออกมาชี้ให้เห็นว่าโครงการนี้ไม่คุ้มค่า และยังมีข่าวออกมาอีกว่ามีบางบริษัทไปกว้านซื้อที่ดินบริเวณแถวนี้ไว้ ซึ่งภาพลักษณ์เดิมก็ชวนให้สงสัยอยู่แล้ว พอมีเรื่องแลนด์บริด์จขึ้นมาอีกมันก็ยิ่ง ..เอ๊ะ กันอีก”



นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ
รศ.ดร.พิชาย ย้ำว่า ประเด็นสำคัญอยู่ตรงนี้ คือไม่ว่านายพิพัฒน์ จะมีบทบาทเช่นไร แต่หากมีภาพลักษณ์ที่คนไว้วางใจ คนก็จะไม่สงสัย แต่เมื่อเขามีบทบาทแล้วคนไม่ไว้วางใจจากภูมิหลัง ทั้งเรื่องของบริษัท ความเกี่ยวพันกับเครือญาติของตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่มีอยู่จริงในปัจจุบันก็ย่อมทำให้สังคมแคลงใจยากที่จะขจัดได้ใช่หรือไม่?

ส่วนนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม การที่เขาเป็นลูกชายของนายเนวิน ชิดชอบ ก็ต้องถูกจับตาอยู่แล้วเพราะอายุก็ยังไม่มาก (36ปี) แต่มีตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการ โดยไม่ต้องผ่านการเป็นรัฐมนตรีช่วยฯ สังคมย่อมไม่เชื่อมั่นในเรื่องความสามารถ โดยเฉพาะการออกมาผลักดันโครงการ TH-AI Passport มูลค่า 1,621 ล้านบาท คนส่วนมากย่อมตั้งข้อสงสัยในกระบวนการและขบวนการจัดทำ ทั้งเรื่องความรวดเร็วในการดำเนินการจนได้ผู้ชนะการประมูล หรือเหตุใดต้องใช้คนกลาง ทำไม่?ไม่ติดต่อบริษัทโดยตรง

“ตัวนโยบาย ก็ไม่ชัดเจนจะแจก 5 ล้านภายใต้หลักคิดอะไร หรือ จะใช้AI แบบไหน คนจึงไม่ค่อยไว้วางใจเท่าไหร่ในการขับเคลื่อนโครงการนี้ เนื่องจากพรรคภูมิใจไทย ก็จะมีภาพทำนองนี้อยู่แล้ว ข้อสงสัยจึงมาก และที่สังคมอินกันมาก ตอนที่เขาพูดในสภาชี้แจงเรื่อง TH-AI Passport ภาษาอังกฤษคำ ไทยคำ ซึ่งชาวบ้านก็ฟังไม่รู้เรื่อง ทั้ง ๆ ที่คำพูดเหล่านั้นใช้เป็นภาษาไทยก็ได้”

รศ.ดร.พิชาย บอกว่า การที่ไปใช้ภาษาอังกฤษคำ ไทยคำ แบบนี้ทำให้เกิดประเด็นตามมาโดนขุดคุ้ยเรื่องการศึกษาที่กำลังเป็นข่าวที่สังคมสนใจในเวลานี้ หรืออาจจะมีการขุดคุ้ยอะไรตามมาอีกหรือไม่ อย่างกรณีเรื่อง TH-AI Passport ก็มีข้อสงสัยเรื่องของความโปร่งใส ในการมีคนกลางติดต่อ หรือ บริษัทที่ได้รับสัญญาไป นี่ก็เป็นประเด็นที่ถูกตั้งคำถาม ซึ่ง รมว.ดีอีก็ต้องอธิบายให้เคลียร์หรือสิ้นข้อสงสัยให้ได้ด้วย

“ไชยชนก ได้เป็นเลขาธิการพรรคก็เพราะบารมีพ่อ(เนวิน) เพราะพรรคนี้อยู่ในการดูแลของตระกูลชิดชอบ เมื่อเป็นลูกตระกูลนี้ก็ต้องกุมตำแหน่งทางการเมืองเอาไว้ ก็เป็นแบบแผนทางการเมืองที่พรรคเพื่อไทยก็ทำเช่นกัน เขามานั่งเป็น รมว.ดีอี ก็ยังไม่เห็นฝีมืออะไร ที่มาได้ก็เพราะบารมีพ่ออีกนั่นแหละ”

รศ. ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต นิด้า
สำหรับกรณีที่นายไชยชนก ชิดชอบ ได้เคยพูดในสภาฯ ขณะที่เป็นรมว.ดีอี สมัยแรกเมื่อวันที่ 30 กย.2568 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการปราบคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ รุนแรงมาก ว่า “ผมยังไม่ได้เข้ารับตำแหน่งมีคนติดต่อหาผม ผ่านเพื่อนสมาชิกที่รู้จักผม เสนอเงินเดือนละ 40 ล้านบาท เพื่อไม่ให้จับเรื่องคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ และเว็บไซต์ ทำให้สงสัยประเพณีปฏิบัติของรัฐมนตรีกระทรวงดีอีที่ผ่านมาเป็นอย่างไร ซึ่งคำพูดช่วงนั้นฮือฮามากและทำให้สังคมเพ่งเล็งไปที่ อดีต รมว.ดีอีก่อนหน้านั้นมีผลประโยชน์ตรงนี้หรือไม่อย่างไร และการพูดเช่นนี้ของเขาแสดงถึงภาพลักษณ์ที่ดี โปร่งใสหรือไม่?

รศ.ดร.พิชาย บอกว่า “ถ้าพูดลักษณะนี้ คือพูดแล้วไม่ทำให้จนสิ้นกระแสความ คือ ใครก็พูดได้ว่ามีคนมาเสนอในลักษณะนี้ ซึ่งการมาเสนอกับตัวเองซึ่งมีทั้งตำแหน่งและอยู่ในหน้าที่ ควรต้องไปแจ้งความ และเอาคนมาลงโทษ เหมือนวันสองวัน ที่นายกฯอนุทินไปคอมเม้นท์ ในเพจJO Montanee ว่า รู้ๆ กันอยู่ว่าเป็นใคร ก็แสดงว่า คุณอนุทิน ก็รู้ซิ ว่าใครเป็นคนทำ แต่ตัวเองไม่จัดการ ซึ่งตัวเองมีอำนาจ เป็นนายกฯ เป็นรัฐมนตรี มหาดไทย ทำไมไม่จัดการ”

โดยเพจ JO Montanee โพสต์ว่า “รู้จากวงในมานานแล้ว แต่อุบไว้กลุ่มคนดีย์ที่รุมขุดคุณพิพัฒน์และPT เพื่อรีดเงินเดือนละ 5 ล้าน แต่แกมีศักดิ์ศรี-แกไม่ให้ คุณขิงต้องสู้กลับ อย่ายอม”และนายอนุทิน ไปคอมเม้นท์ในนั่นว่า ‘อิอิ ทายกี่ทีก็ถูกว่าเป็นใคร’

รศ.ดร.พิชาย บอกอีกว่าเคสของ JO Montanee และของนายไชยชนก กรณีมีคนเสนอให้ 40 ล้าน จึงเหมือนกัน แต่ก็ไม่มีการจัดการซึ่งชาวบ้านปกติพูดได้ แต่นายอนุทิน เป็นทั้งนายกฯและรมว.มหาดไทย ก็น่าจะมีหลักฐานอะไรบางอย่าง หรือถ้ามีหลักฐานไม่เพียงพอ ก็ไม่ควรจะพูด หรือถ้าพอมีเบาะแสบ้าง ก็ต้องสั่งให้ตำรวจไปสืบสวนและจับกุมมาดำเนินคดีกันเลย แต่ถ้าไม่ทำหรือทำไม่ได้ก็ควรพิจารณาตัวเอง!




กรณีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ที่ยังเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจซึ่งศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยจบไปแล้วและก็ได้หลุดจากตำแหน่งรมว.คมนาคมไปแล้ว ปัญหาของเขาเวลานี้ไปเชื่อมโยงกับ ป.ป.ช.ซึ่งตีตกคำร้องคดีซุกหุ้น ทำให้ปัจจุบันกลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองขึ้นมาอีกเมื่อฝ่ายค้านและวุฒิสภาเดินหน้าตรวจสอบ ป.ป.ช.ต่อไป

ขณะเดียวกันการที่พรรคภูมิใจไทย ถูกจับตาจากสังคมมีแนวโน้มสูงขึ้นนั้น รศ.ดร.พิชาย ระบุว่าเกิดจากการที่คนในสังคมรู้ดีว่าแนวคิดและวิถีปฏิบัติพรรคนี้เป็นอย่างไร ซึ่งวิธีคิดและวิถีปฏิบัติของพรรคนี้ ก็มาจากเครือข่ายระบบอุปถัมภ์บ้านใหญ่ พวกนักการเมืองบ้านใหญ่ ที่ไปรับโครงการมาจากรัฐ ก็เป็นเครือข่าย ซึ่งรูปแบบการเมืองเช่นนี้ชนชั้นกลาง หรือ คนในกรุงเทพ ไม่นิยมชมชอบ เหมือนนักการเมืองทีโดนวิพากษ์วิจารณ์กันทั่วไปว่า เข้ามาเพื่ออะไรบางอย่างที่มิใช่ประโยชน์ของประชาชน และภาพลักษณ์ของพรรคนี้ก็มาจากการเห็นและรับรู้ของประชาชน

“การดึงก๊วนบ้านใหญ่ต่างๆ เข้าไปในพรรค เป็นเครือข่าย แต่ละบ้านแต่ละจังหวัด จะได้รับโครงการจากรัฐเป็นร้อยโครงการ เมื่อบ้านใหญ่อาศัยระบบอุปถัมภ์ การจะได้รับการเลือกตั้งเข้ามาได้ต้องใช้ ทรัพยากรต่างๆเยอะมาก ประชาชนก็มองออก เมื่อเข้ามามีตำแหน่งอะไรบางอย่าง มันก็มีความเป็นไปได้ ที่ต้องทำอะไรบางอย่าง เพื่อสะสมทุนต่อไป”

นอกจากนายไชยชนก และนายพิพัฒน์ กำลังเป็นเป้าทางสังคมแล้ว รศ.ดร พิชาย ระบุว่าสังคมก็ควรมองไปที่บ้านใหญ่ก๊วนอื่น ๆ ที่เข้ามาบริหารประเทศว่าคนพวกนี้ใครบ้างที่มีพฤติกรรมแบบนี้หรือบริหารผิดพลาด ก็จะกลายเป็นเป้าต่อไป อย่างกรณีบ้านใหญ่ที่คุมก.พลังงาน ถ้าทำอะไรแล้วดูไม่ชอบมาพากลในโครงการต่าง ๆ สังคมก็ต้องไปช่วยกันตรวจสอบ

“เวลานี้พรรคภูมิใจไทยก็เริ่มสะดุดขาตัวเองแล้ว ทั้งโครงการแลนด์บริดจ์ การบริหารน้ำมันก็ผิดพลาด โครงการไทย พาสปอร์ต เหล่านี้ ล้วนเป็นการสะดุดขาตัวเองทั้งนั้น และถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป หรือมีเหตุการณ์บ้านใหญ่อื่นเพิ่มขึ้นก็จะถูกกระแสสังคมกดดันไปเรื่อย ๆ คือความไว้วางใจก็จะลดลงเรื่อย ๆ แต่เนื่องจากการอยู่ในตำแหน่งของประเทศไทย มันไปขึ้นอยู่กับเสียงข้างมากในสภา กับอำนาจองค์กรอิสระเป็นหลัก ซึ่งการที่คุมตรงนี้ได้ ก็จะทำให้รัฐบาลอยู่ได้อีกระยะหนึ่ง แต่ถ้าเสียงประชาชน ไม่เอาเพิ่มขึ้น ก็มีความเป็นไปได้ ที่อาจจะทำให้ต้องมีการเปลี่ยนแปลง”

คำร้องฝ่ายค้าน–สว.ยื่นสอบ ป.ป.ช.ทั้งคณะ ปมยกคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม” ซุกหุ้น


ขณะที่ภาคประชาชนก็ได้มีการเกาะติดและเคลื่อนไหวอยู่แล้ว ไม่ว่า จะเป็นการร้องเรียน หรือการ ใช้กฎหมาย หรือมีการเปิดโปง อะไร ต่างๆ แต่จะพัฒนาถึงการขับไล่หรือไม่ ก็ต้องรอดูกัน โดยเฉพาะนายกฯอนุทิน ไม่ได้ทำอะไรที่จะทำให้ตัวเขาเกิดเป็นปัญหาทั้งเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น และไม่ปรากฏเรื่องของการล้วงลูกเอง แต่อาจมีคนดำเนินการให้หรือไม่? นายกฯก็เล่นดนตรีไปเรื่อย ๆ จะมีปัญหาก็แค่เรื่องของปากไว ตรงนี้แหละวันหนึ่งก็มีโอกาสพลาดได้

“นายอนุทิน มีฐานอยู่บุรีรัมย์ แต่มีสถานะเหมือนนายกฯไม้ประดับหรือไม่ ทำให้ภาพที่ออกมาจึงดูเป็นภาพของคนไม่มีฝีมือ ไม่มีใครจำนโยบายเขาได้ ยกเว้นนโยบายกัญชา คือ สไตล์เหมือนเป็นลูกคุณหนู ได้ตำแหน่งเหมือนมีคนทำให้ และถ้าดูให้ลึกเขาฉลาดในแง่ของการรักษาเอาตัวรอด แต่ไม่ฉลาดในการพัฒนาประเทศและสร้างคุณภาพชีวิตของคนไทย และไม่ฉลาด ในการนำประเทศไทยไปข้างหน้าหรือนำประเทศไทยไปเวทีโลกเหมือนไม่มีวิสัยทัศน์อะไร หากอยู่นานไปก็ทำให้ประเทศเสียโอกาส” รศ.ดร พิชาย กล่าว

ถึงกระนั้นสังคมยังคงต้องคาดหวังนายอนุทิน ในฐานะนายกรัฐมนตรีต้องเร่งจัดการปัญหาต่าง ๆที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลและพรรคภูมิใจไทยทั้งในเรื่องที่ดินเขากระโดง หรือเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนที่ถูกตั้งคำถามโดยเฉพาะเรื่องของบิ๊ก ๆ พรรคอย่างนายไชยชนกและนายพิพัฒน์ ต้องทำความจริงให้กระจ่าง พร้อมสกัดกั้นไม่ให้บ้านใหญ่อื่น ๆ เดินตามซึงต้องไม่ลืมว่าพรรคภูมิใจไทยมีภาพลักษณ์ที่สังคมตั้งคำถามมาตลอดและเชื่อว่าการเมืองแบบบ้านใหญ่ และระบอบอุปถัมภ์หนีไม่พ้นเข้ามามีตำแหน่งเพื่อถอนทุน-สะสมทุน เพราะนั่นคือหนทางนำไปสู่วิกฤตศรัทธาของประชาชน!

ข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่

Facebook :https://www.facebook.com/SpecialScoopManagerOnline/
Instragram :https://instagram.com/special.scoop.mgronline
Tiktok :https://vt.tiktok.com/ZSe4j