xs
xsm
sm
md
lg

ชำแหละ “ศึกปลากะพงแลกกุ้ง” หายนะ “ทุนนอมินี” ทุบเกษตรกรไทย “สุริยะ-ศุภจี” เลิกแก้ปัญหาแบบ “ลูบๆ คลำๆ”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



 ศึกปลากะพงแลกกุ้งที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในเวลานี้ รัฐมนตรีรุ่นลายครามอย่างนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรฯ จะแค่ลูบ ๆ คลำ ๆ แก้ปัญหาแบบขอไปที หรือจะหาญกล้าทลายกลุ่มทุนนอมินีที่อยู่เบื้องหลัง แต่โปรดอย่าถามถึง “ซูเปอร์จี” - ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เพราะเธอถนัดแค่จัดอีเว้นต์ชวนกินกุ้ง และท่องคาถาเดิม ๆ “หาตลาดใหม่” ทดแทน

เกมการค้าฉากใหญ่แบบแรงมาแรงไป เมื่อผ่านเส้นตายวันที่ 1 มิถุนายน 2569 วันที่มาเลเซียประกาศสวนหมัดงัดมาตรการ“แบนกุ้งไทย 5 สายพันธุ์”บังคับใช้อย่างเป็นทางการ ตอบโต้ไทยที่ตรวจเข้มปลากะพงนำเข้าจากมาเลย์ ทุบเอาราคากุ้งหน้าฟาร์มในภาคใต้ตอนล่างดิ่งเหวทันที ผลผลิตกุ้งพร้อมจับเฉลี่ยวันละ 30 ตัน ไหลย้อนกลับมาดัมพ์ตลาดในประเทศจนป่วนไปทั้งระบบ

ภาพที่สังคมเห็นในเวลานี้คืออาการลนลานของรัฐบาลข้ามขั้ว ฝั่งหนึ่งคือนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ทำท่าเหมือนจะยอม “หมอบราบคาบแก้ว” เตรียมบินด่วนไปเจรจาแบบทวิภาคีกับมาเลเซีย โดยยื่นข้อเสนอพร้อมย่นระยะเวลาการตรวจกักปลากะพงมาเลย์ลงจาก 15 วัน เหลือเพียง 7 วัน เพื่อแลกกับการให้มาเลเซียช่วยเปิดด่านยอมรับกุ้งไทย

ขณะที่ฟากสนามบินน้ำศุภจี สุธรรมพันธุ์รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก็งัดมุกเดิม ๆ ออกมาจัดอีเวนต์ชวนคนไทยกินกุ้ง และสั่งซื้อผลผลิตผ่านแอปพลิเคชัน “ไทยพลัส” ซึ่งเป็นวิธีแก้ปัญหาแบบตื้นเขินและไร้ประสิทธิภาพ ไม่ต่างไปจากการแก้ไขปัญหาเรื่องล้งมะพร้าวน้ำหอม หรือดัมพ์ราคาทุเรียนลูกละร้อยที่ชวนให้ชาวสวนปวดใจมาแล้ว

อย่างไรก็ดี สงครามการค้าปลาแลกกุ้งระหว่างไทยกับมาเลย์คราวนี้ หากสืบสาวเชิงลึกเจาะปมขัดแย้งในทุกมิติ จะพบแผนล้ำลึกของกลุ่มทุนนอมินีข้ามชายแดนที่ตักตวงผลประโยชน์บนความล่มสลายของเกษตรกรรายย่อยและสุขภาพของคนไทยทั้งประเทศที่สุดสุ่มเสี่ยงจากเมนูสุขภาพปลากะพงขาว

เจาะเบื้องลึกทุนนอมินีสองชาติกินรวบ

หากจะสืบสาวหาต้นสายปลายเหตุของเรื่องนี้ ต้องย้อนกลับไปในปี 2568 เมื่อด่านตรวจสัตว์น้ำฝั่งไทยตรวจพบการปนเปื้อนของยาต้านจุลชีพกลุ่มฟลูโอโรควิโนโลน (Fluoroquinolone)ในปลากะพงขาวนำเข้าจากมาเลเซีย จึงยกระดับมาตรการสุขอนามัย (SPS) กักตรวจ 100% ทุกตู้สินค้า มาตรการนี้ทำให้ปลากะพงของกลุ่มทุนใหญ่ฝั่งมาเลเซียเน่าเสียค้างด่าน เสียหายหลักหลายร้อยล้านบาท นำมาสู่การล็อกเป้าถล่มแบนกุ้งไทยในเดือนมิถุนายน 2569 เพื่อตอบโต้ทางการค้าแบบ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน”

แต่คำถามสำคัญใครคือเจ้าของปลากะพงขาวเหล่านั้น?

ข้อมูลเชิงลึกจากสำนักข่าวอิศราและกลุ่มสื่อท้องถิ่นภาคใต้ (Southern Watch) ตีแผ่ตรงกันว่า โครงสร้างอุตสาหกรรมเลี้ยงปลากะพงนี้ไม่ใช่ธุรกิจของชาวประมงพื้นบ้านมาเลเซีย แต่เป็น “ทุนไฮบริด” ที่เกิดจากการจับมือกันระหว่างกลุ่มทุนมาเลเซียเชื้อสายจีนรายใหญ่ จากรัฐปีนังและรัฐเกดะห์ กับกลุ่มพ่อค้าคนกลางและโรงงานห้องเย็นไทย ที่ตั้งบริษัทบังหน้า หรือนอมินี ยึดหัวหาด 3 ด่านศุลกากรหลัก คือ ด่านสะเดา ด่านปาดังเบซาร์ (สงขลา) และด่านตากใบ (นราธิวาส)เป็นป้อมปราการสำคัญสำหรับการตักตวงประโยชน์ ขบวนการนี้วางหมากไว้แบบ “กินรวบทั้งขึ้นทั้งล่อง” เป็นวงจรทำเงินในรูปแบบน้ำซึมบ่อทรายชนิดที่ไม่มีวันแห้งเหือด

จากการแกะรอยเส้นทางศุลกากรและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นของบริษัทนำเข้า-ส่งออกสัตว์น้ำใน 3 ด่านข้างต้น สำนักข่าวอิศรา เปิดโปงกลไก“นอมินีอำพราง”และโครงสร้างทุน เอาไว้ว่า ภาพหน้าฉาก (ไทย) จดทะเบียนในรูปแบบห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) หรือบริษัทจำกัดขนาดเล็ก โดยใช้ชื่อชาวบ้านในพื้นที่ แขวนตำแหน่งกรรมการและถือหุ้นฝั่งไทย 51% เพื่อให้มีสถานะเป็น“นิติบุคคลสัญชาติไทย”แต่หลังฉากคือมาเลย์เชื้อสายจีน ซึ่งเป็นทุนใหญ่จากรัฐปีนังและรัฐเกดะห์ ถือหุ้น 49% ทว่าเป็นผู้ควบคุมอำนาจการบริหาร สิทธิ์การลงนาม และเป็นเจ้าของกระแสเงินสดที่แท้จริง

บริษัทเหล่านี้มีกลฉ้อฉลภาษีภายใต้กรอบ AFTA ใช้ช่องว่างของเขตการค้าเสรีอาเซียน ยื่นขอใบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Form D) เพื่อเสียภาษีนำเข้าในอัตรา 0% พร้อมแผนผ่องถ่ายกำไร โดยจะใช้วิธี“สำแดงราคาต่ำกว่าจริง”ที่หน้าด่านศุลกากรไทย เพื่อให้บริษัทฝั่งไทยมีผลประกอบการ“ขาดทุน” หรือ“กำไรต่ำมาก”ทำให้สามารถหลบเลี่ยงการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลให้แก่กรมสรรพากรไทยได้อย่างแนบเนียน ขณะที่เม็ดเงินกำไรส่วนต่างที่แท้จริงถูกโอนกลับไปไว้ที่ฝั่งมาเลเซีย

รายงานของอิศราชี้ให้เห็นว่า เครือข่ายนี้ไม่สามารถเติบโตได้หากปราศจาก“ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่” โดยเครือข่ายนอมินีเชื่อมโยงโดยตรงกับ“กลุ่มทุนโรงงานห้องเย็นขนาดใหญ่”ชายแดน ที่ทำหน้าที่เป็นจุดพักและแปรสภาพสินค้า มีการจ่าย“ค่าเคลียร์ทาง”หรือผลประโยชน์ให้แก่นักการเมืองท้องถิ่นและข้าราชการบางกลุ่มในรูปของเงินบริจาค เครือข่ายขนส่ง หรือการลงขันทำธุรกิจบังหน้า เพื่อแลกกับการ“เปิดไฟเขียวในการตรวจปล่อยสินค้าหน้าด่าน และช่วยเคลียร์ปัญหาเวลาที่เจ้าหน้าที่ส่วนกลางลงพื้นที่ตรวจสอบมาตรฐานสุขอนามัย

นอกจากนั้น การเจาะลึกของสื่อท้องถิ่นภาคใต้ และ Southern Watch ได้ตีแผ่“วงจรลูกปลาแลกปลาโต”และการสวมสิทธิ์ ซึ่งเป็นวิธีการทำมาหากินของ “กลุ่มทุนไฮบริดสองสัญชาติ” ที่ใช้วิธีโยกย้ายทรัพยากรข้ามแดนเพื่อดึงความมั่งคั่งจากเกษตรกรไทย

ภายใต้กลไก “วงจรลูกปลาแลกปลาโต” จุดเริ่มต้นฝั่งไทย พ่อค้าคนกลางที่เป็นเครือข่ายทุนข้ามชาติ จะตระเวนกว้านซื้อ “ลูกปลากะพงขาว” ขนาด 1–2 นิ้วจากฟาร์มเพาะฟักในไทย เช่น แหล่งเพาะเลี้ยงในฉะเชิงเทรา หรือสงขลา แล้วส่งออกไปมาเลเซียในราคาถูก

จากนั้น ทุนใหญ่มาเลเซียเชื้อสายจีนนำลูกปลาเหล่านั้นไปปล่อยเลี้ยงในกระชังขนาดใหญ่แถบชายฝั่งรัฐเกดะห์และปีนัง จุดได้เปรียบคือ ต้นทุนที่ต่ำกว่าไทย 30-40% เนื่องจากรัฐบาลมาเลเซียมีการอุดหนุนค่าน้ำมันดีเซลสำหรับเรือประมง และใช้อาหารปลาราคาถูกที่ทำจากโครงไก่และปลาเป็ดท้องถิ่น

เมื่อปลาโตเต็มวัย ทุนกลุ่มนี้จะขนส่งปลากะพงย้อนกลับเข้ามาขายในไทย โดยใช้ช่องทางเดินรถพิเศษผ่านด่าน หรือลักลอบผ่านช่องทางธรรมชาติ เช่น ทางเรือข้ามฟากในแถบสตูลและระนอง เพื่อหลบเลี่ยงการกักตรวจโรค 15 วัน ของกรมประมงไทย

สื่อท้องถิ่นพบว่า ปลากะพงที่นำเข้ามาไม่ได้มีแค่ปลาจากกระชังมาเลเซีย แต่มีการนำปลากะพงที่จับจากน่านน้ำอื่นที่ไม่มีใบรับรองการทำประมงที่ถูกกฎหมาย มาสวมสิทธิ์ว่าเป็นปลาที่เลี้ยงจากฟาร์มที่ได้มาตรฐานของมาเลเซีย เพื่อส่งเข้าสู่ระบบโรงงานห้องเย็นและโมเดิร์นเทรดในกรุงเทพฯ

ผลลัพธ์จากวงจรนี้คือ ปลากะพงมาเลย์สามารถตั้งราคาส่งขายในไทยได้ต่ำกว่าปลาไทยถึงกิโลกรัมละ 20-30 บาท ขบวนการนี้ใช้กลไกราคาทำลายสหกรณ์และเกษตรกรรายย่อยผู้เลี้ยงปลากะพงของไทย ซึ่งแบกรับต้นทุนอาหารปลาและน้ำมันเองร้อยเปอร์เซ็นต์จนเจ๊งและเลิกเลี้ยงไปแล้วกว่าครึ่งค่อนประเทศตลอด 5 ปีที่ผ่านมา

ซ้ำร้ายยามที่มาเลเซียประกาศแบนกุ้งไทยเพื่อแก้เกม ทาง “กลุ่มทุนโรงงานห้องเย็นขนาดยักษ์” ชายแดน ซึ่งมีสายสัมพันธ์แนบแน่นเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้เครือข่าย“บ้านใหญ่”นักการเมืองท้องถิ่น และข้าราชการบางกลุ่ม ยิ่งได้ทีส่งสัญญาณหยุดรับซื้อกุ้งสด อ้างเหตุผลด่านปิด บีบให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งรายย่อยที่ไม่มีห้องเย็นเก็บของ ต้องยอมหั่นราคาขายขาดทุนต่ำกว่าต้นทุนลงไปกิโลกรัมละ 40–50 บาท เพื่อให้ห้องเย็นเหล่านี้เข้าช้อนซื้อเอาไปแช่แข็งเก็งกำไรในอนาคต ทุนเทานอมินีกลุ่มนี้จึงมีแต่ได้กับได้ในทุกวิกฤต

กุ้งไทยขาดดุลปลากะพงมาเลย์

จากการตรวจสอบฐานข้อมูลเศรษฐกิจการค้าของ กระทรวงพาณิชย์ (ร่วมกับกรมศุลกากร) ย้อนหลัง 5 ปี (พ.ศ. 2564 – 2568) และล่าสุดในครึ่งแรกของปี 2569 มูลค่าการส่งออกกุ้งของไทยไปมาเลเซียซึ่งเป็นตลาดสำคัญของภาคใต้ตอนล่าง ย้อนหลัง 5 ปี ดังนี้

2564 ประมาณ 290 ล้านบาท (ช่วงโควิด-19 ชายแดนติดขัด), 2565 ประมาณ 340 ล้านบาท, 2566 ประมาณ 365 ล้านบาท, 2567 ประมาณ 410 ล้านบาท, 2568 ประมาณ 384 ล้านบาท และ 5 เดือนแรกของปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 300-400 ตันต่อเดือน คิดเป็นมูลค่า 44 ล้านบาทต่อเดือน หรือหากคิดเป็นรายปีอยู่ที่ราว 400 - 500 ล้านบาท

ส่วนที่อ้างตัวเลขผลกระทบกว่า 1.4 หมื่นล้านบาท หรือตัวเลข 2,000 ล้านบาท คือผลกระทบเชิงจิตวิทยาที่เกิดจากภาวะกุ้งล้นตลาดจนราคาดิ่งทั่วประเทศ ไม่ใช่มูลค่าส่งออกกุ้งไปมาเลย์โดยตรงเพียงประเทศเดียว

สำหรับมูลค่าการนำเข้าปลากะพงขาวจากมาเลเซียมาไทย ย้อนหลัง 5 ปี ปรากฏดังนี้

2564 ปริมาณประมาณ 5,800 ตัน มูลค่าประมาณ 460 ล้านบาท,

2565 ปริมาณประมาณ 6,400 ตัน / มูลค่าประมาณ 520 ล้านบาท,

2566 ปริมาณประมาณ 7,200 ตัน / มูลค่าประมาณ 590 ล้านบาท

2567 ปริมาณประมาณ 8,100 ตัน / มูลค่าประมาณ 680 ล้านบาท

2568 มูลค่าสะสมพุ่งสูงทะลุ 720 ล้านบาท ในช่วง 3 ไตรมาสแรก ก่อนที่ปริมาณจะดิ่งฮวบลงในช่วงปลายปี 2568 เนื่องจากมาตรการยกระดับสุ่มตรวจสารตกค้าง 100% ของด่านตรวจสัตว์น้ำฝั่งไทย

เมื่อกางตัวเลขเทียบกัน จะเห็นได้ชัดเจนว่า ไทยเป็นฝ่ายเสียเปรียบดุลการค้าสัตว์น้ำเฉพาะสองชนิดนี้ให้กับมาเลเซีย เพราะมูลค่าที่ไทยนำเข้าปลากะพงขาวจากมาเลเซีย ปีละ 600–700 ล้านบาท สูงกว่ามูลค่าที่ไทยส่งออกกุ้งไปให้มาเลเซีย ปีละ 380–410 ล้านบาท เกือบเท่าตัว

แต่การแบนกุ้งรอบนี้ไทยเดือดร้อนหนักกว่า เป็นเพราะกุ้งไทย 5 สายพันธุ์ที่ถูกแบน เป็นผลผลิตหลักจากเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง คือ สงขลา, นครศรีธรรมราช, สุราษฎร์ธานี ที่พึ่งพาการขนส่งข้ามแดนแบบวันต่อวันเมื่อท่อระบายสินค้าตรงนี้อุดตัน ผลผลิตวันละ 100 ตันจึงไหลย้อนกลับมาดัมพ์ตลาดในประเทศ ทุบราคาหน้าฟาร์มดิ่งลงทันที 40-50 บาทต่อกิโลกรัม ส่งผลกระทบเป็นโดมิโนทั้งระบบเกษตรกรรมขนาดย่อย ซึ่งต่างจากฝั่งปลากะพงมาเลเซียที่เป็นการขับเคลื่อนโดยกลุ่มทุนห้องเย็นขนาดใหญ่เป็นหลัก

ฝันร้ายสายสุขภาพ เมนูกะพงขาวเขย่าขวัญ

นี่คือตลกร้ายที่อันตรายที่สุดในยุคที่เราถูกพร่ำสอนให้ดูแลสุขภาพด้วยการหันมาบริโภค “เนื้อขาว” อย่างปลากะพง เลี่ยงเนื้อแดงเพื่อลดความเสี่ยงโรคภัย แต่ความจริงอันน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่งคือ ปลากะพงขาวนำเข้าของนอมินีเหล่านั้น คือ โปรตีนที่อาบยาปฏิชีวนะอย่างเข้มข้น

ยาในกลุ่ม Fluoroquinolone ที่ตรวจพบในเนื้อปลามาเลย์ คือยาที่ทางการแพทย์สงวนไว้ใช้ในมนุษย์ยามวิกฤต เช่น อาการปอดอักเสบหรือติดเชื้อรุนแรง แต่กลุ่มทุนข้ามชาติกลับสาดมันลงไปในกระชังแบบไร้สำนึกเพื่อควบคุมโรคในฟาร์มระบบเปิดที่เลี้ยงกันอย่างแออัด สารเคมีเหล่านี้ไม่ได้สลายไปเมื่อผ่านความร้อนบนเตาไฟ แต่มันกำลังถูกตักป้อนให้คนป่วย ลูกหลาน และคนในครอบครัวกินเพื่อหวังให้สุขภาพดี

อันตรายที่แท้จริงไม่ใช่พิษเฉียบพลัน แต่คือภาวะ “เชื้อดื้อยา (Antimicrobial Resistance - AMR)” แบคทีเรียในลำไส้ของคนไทยที่กินปลาเหล่านี้เข้าไปบ่อย ๆ จะค่อย ๆ เรียนรู้และกลายพันธุ์เป็น“ซูเปอร์บั๊ก” ที่แข็งแกร่ง วันใดที่ร่างกายอ่อนแอหรือต้องเข้าผ่าตัด ยาปฏิชีวนะที่โรงพยาบาลจะใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป มาตรการกักตรวจ 100% ของฝั่งไทยจึงไม่ใช่เกมกีดกันทางการค้าอย่างที่ทุนใหญ่พยายามปั่นกระแส แต่มันคือโล่กำบังด่านสุดท้ายที่ปกป้องชีวิตผู้บริโภคชาวไทย

ต้องไม่ลืมว่า ตัวยาบริสุทธิ์ในกลุ่มนี้มีจุดหลอมเหลวอยู่ที่ประมาณ 220°C ถึงมากกว่า 300°C ขึ้นอยู่กับชนิดของตัวยา ขณะที่อุณหภูมิในการปรุงอาหารในชีวิตประจำวันของเราต่ำกว่านั้นมาก อาทิ ข้าวต้มปลา / ปลานึ่ง (ความร้อนจากน้ำเดือด/ไอน้ำ) อยู่ที่ประมาณ 100°C หรือปลากะพงทอดน้ำปลา (ความร้อนจากน้ำมันทอด) ประมาณ 170°C - 180°C ดังนั้น อุณหภูมิจึงไม่สูงพอที่จะไปเขย่าหรือทำลายพันธะเคมีอันแข็งแกร่งของยาปฏิชีวนะกลุ่มนี้ให้สลายตัวได้

ระเบิดเวลาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน

มหันตภัยข้ามพรมแดนไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น การเลี้ยงปลากะพงขาวแบบอุตสาหกรรมหนาแน่นสูงของทุนมาเลย์ กำลังระเบิดระบบนิเวศทางทะเลก้นอ่าวไทยตอนล่าง เศษอาหารปลาและมูลปลาจำนวนมหาศาลปล่อยแอมโมเนียและไนเตรตลงสู่ช่องแคบมะละกา ในช่วงมรสุม กระแสน้ำจะพัดพามวลน้ำปนเปื้อนสารอินทรีย์สูงและเชื้อโรคดื้อยาสายพันธุ์กลายพันธุ์เหล่านี้ เข้ามาสะสมในแนวชายฝั่งสตูล ตรัง และสงขลา ทุบทำลายฟาร์มสัตว์น้ำชายฝั่งของคนไทย

ซ้ำร้ายในช่วงพายุใหญ่ ปลากะพงสายพันธุ์อุตสาหกรรมที่ถูกตัดต่อและปรับปรุงพันธุกรรมให้ก้าวร้าวและกินจุ ได้หลุดรอดจากกระชังมาเลเซียอพยพข้ามพรมแดนเข้ามาในน่านน้ำไทย ทำหน้าที่เป็น “เอเลี่ยนสปีชีส์” ไล่ล่ากินลูกปลา ลูกกุ้งท้องถิ่นจนระบบนิเวศประมงพื้นบ้านของไทยพังทลาย

ฉายให้เห็นภาพที่ขัดแย้งกันอย่างถึงที่สุด นั่นคือ ความลักลั่นและพิกลพิการของข้อกฎหมายไทย ซึ่ง พ.ร.ก.การประมงฯ ของไทย ถูกบังคับใช้อย่างเข้มงวด ไล่บี้ไล่จับเรือประมงพื้นบ้านและเกษตรกรรายย่อยไทยจนไม่มีทางเดิน แต่รัฐกลับเปิดช่องโหว่มหึมาที่หน้าด่านชายแดน ปล่อยให้สินค้าสวมสิทธิ์ของทุนใหญ่ไหลทะลักเข้ามาทำลายกลไกราคาและระบบนิเวศในประเทศอย่างง่ายดาย

หนทางแก้ไข เกาไม่ถูกที่คัน หรือจงใจหลับตาข้างเดียว?

เมื่อมองลึกไปถึงพฤติกรรมของรัฐบาลในเวลานี้ คงไม่เกินเลยไปนักถ้าจะใช้คำว่าเข้าข่าย “เกาไม่ถูกที่คัน” และจงใจละเลยความมั่นคงทางชีวภาพของประเทศ การที่นายสุริยะกระโดดเข้าสู่เกมเจรจาเพื่อ “ย่นระยะเวลาการตรวจสารปนเปื้อนลงเหลือ 7 วัน” เพื่อหวังปลดล็อกด่านนำเข้ากุ้ง มันคือภาพการยอมสยบต่อกลุ่มอิทธิพลข้ามชาติ

รัฐบาลกำลังยอมลดการป้องกันด้านสาธารณสุขของประชาชน เพื่อแลกกับตัวเลขดุลการค้าที่สวยหรู ทั้งที่ท้ายที่สุดแล้วผลประโยชน์ก็ไหลกลับเข้ากระเป๋าของกลุ่มทุนห้องเย็นและนอมินีเจ้าเดิม ไม่ได้ตกถึงมือเกษตรกรรายย่อยอย่างแท้จริง การแก้ปัญหาแบบตั้งรับและยอมถอยก้าวใหญ่เช่นนี้ ยิ่งเป็นการส่งสัญญาณให้ขบวนการทุนเทาข้ามแดนรู้ว่า กฎหมายและมาตรฐานความปลอดภัยของไทยสามารถ "ต่อรองและบีบให้ยอมหมอบได้" ตราบใดที่พวกเขามีอำนาจการต่อรองในมือมากพอ

เพื่อไม่ให้เกษตรกรรายย่อยและผู้บริโภคไทยตกเป็นเหยื่อของขบวนการนี้ รัฐบาลต้องเลิกทำตัวเป็นนักจัดอีเว้นท์ แล้วงัด 5 มาตรการล้างบางทุนนอมินี คืนชีวิตให้เกษตรกรรายย่อย และความปลอดภัยให้ผู้บริโภคอย่างแท้จริง

หนึ่งรัฐบาลต้องสั่งการให้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI แท็กทีมกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดปฏิบัติการปูพรมตรวจสอบเส้นทางการเงินและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น หจก. และบริษัทนำเข้าสัตว์น้ำใน 3 ด่านหลัก คือ สะเดา, ปาดังเบซาร์, ตากใบ หากพบผู้ที่ถูกซัดทอดหรือมีพฤติกรรมเข้าข่ายถือหุ้นแทนทุนมาเลย์-จีน ให้ยึดใบอนุญาตและดำเนินคดีอาญาข้อหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจทันที

สองประกาศมาตรการ Safeguard (WTO) โดยใช้กลไกองค์การการค้าโลกประกาศมาตรการปกป้องการนำเข้าปลากะพงขาวที่เพิ่มขึ้นเกินส่วน เพื่อจำกัดโควตาและตั้งกำแพงภาษีชั่วคราว รักษาตลาดภายในประเทศต่อลมหายใจให้เกษตรกรไทย

สามรัฐบาลต้องเลิกพึ่งพาห้องเย็นเอกชน แต่ต้องสนับสนุนงบประมาณสร้างคลังจัดเก็บและห้องเย็นแช่แข็งของสหกรณ์ผู้เลี้ยงสัตว์น้ำเอง เพื่อให้เกษตรกรรายย่อยมีอำนาจในการแช่แข็งผลผลิตชะลอการขาย ไม่ต้องโดนพ่อค้าคนกลางบีบซื้อในราคาต่ำ

สี่กระทรวงพาณิชย์ ต้องบังคับติดฉลาก COOL (Country of Origin Labeling) โดยออกกฎหมายควบคุมฉุกเฉิน บังคับให้โมเดิร์นเทรด ห้างค้าส่ง และร้านอาหารทุกลาย ต้องติดป้ายระบุถิ่นกำเนิดของปลากะพงขาวอย่างชัดเจนว่านำมาจากประเทศใด เพื่อระดมพลังชาตินิยมทางเศรษฐกิจของผู้บริโภคในการคว่ำบาตรสินค้าสวมสิทธิ์

และห้ายกระดับ DNA Traceability หน้าด่าน 100% โดยกรมประมง ต้องอัปเกรดห้องแล็บหน้าด่านชายแดนและด่านธรรมชาติ ให้สามารถตรวจหาดีเอ็นเอและสารตกค้างขั้นรุนแรงให้รู้ผลภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อสกัดกั้นการลักลอบนำเข้าและการสวมสิทธิ์สัญชาติสัตว์น้ำอย่างเด็ดขาด

พร้อมทั้งจัดทำ“บัญชีดำโรงงาน/ฟาร์มต้นทาง” หากด่านไทยตรวจพบปลากะพงขาวจากฟาร์มหรือผู้ส่งออกรายใดในมาเลเซียมีสารตกค้างซ้ำซาก ให้ประกาศแบนเฉพาะรายบริษัทหรือฟาร์มนั้น ๆ เพื่อแสดงให้เห็นว่าไทยดำเนินนโยบายตามหลักวิทยาศาสตร์สากล ไม่ได้เหมาเข่งกลั่นแกล้งทั้งประเทศ

เลิกทำตัวเป็นนักจัดอีเวนต์ เลิกละเมอเพ้อฝันกับแอปพลิเคชันไร้สาระ แล้วหันมาจัดการทุนเทาข้ามชาติอย่างจริงจัง ก่อนที่เกษตรกรจะเหลือแต่กระดูก และผู้บริโภคไทยจะเจ็บตายโดยไม่รู้ต้นสายปลายเหตุจากเมนูปลาสุขภาพอาบยาปฏิชีวนะเข้มข้น.