xs
xsm
sm
md
lg

เปิดความสำคัญ “พระโกศทองใหญ่” เครื่องประกอบพระอิสริยยศสูงสุด พระราชทานทรงพระศพ “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ย้อนประวัติ “พระโกศทองใหญ่” เครื่องประกอบพระอิสริยยศชั้นสูงสุดที่พระราชทานสำหรับพระบรมศพและพระศพฐานันดรศักดิ์สูงสุด หลังมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานทรงพระศพ “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ” เผยความเป็นมาของพระโกศทองใหญ่ทั้ง 3 องค์ และความหมายแห่งพระเกียรติยศตามโบราณราชประเพณีไทย

ภายหลังพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สำนักพระราชวังจัดการพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยถวายพระเกียรติยศสูงสุดตามราชประเพณี และประดิษฐานพระศพ ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง พร้อมพระราชทาน “พระโกศทองใหญ่” ทรงพระศพ นับเป็นพระเกียรติยศสูงสุดตามโบราณราชประเพณีที่สงวนไว้สำหรับพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูงและผู้ได้รับพระราชทานเป็นกรณีพิเศษ

“พระโกศ” เป็นภาชนะเครื่องสูงที่ใช้ในพระราชพิธีเกี่ยวกับพระบรมศพและพระศพ มีลักษณะเป็นทรงกรวยยอดแหลม โดยสามารถแบ่งตามวัตถุประสงค์การใช้งานออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ พระโกศสำหรับทรงพระบรมศพหรือพระศพ และพระโกศสำหรับพระบรมอัฐิหรือพระอัฐิ

สำหรับพระโกศที่ใช้ในการพระบรมศพหรือพระศพนั้น ประกอบด้วย 2 ชั้น คือ ชั้นนอกเรียกว่า “พระลอง” ทำด้วยโครงไม้หุ้มทอง ปิดทอง และประดับกระจกหรืออัญมณี ส่วนชั้นในเรียกว่า “โกศ” ทำด้วยเหล็ก ทองแดง หรือเงิน ปิดทอง โดยพระลองจะทำหน้าที่ครอบโกศชั้นในอีกทอดหนึ่ง ต่อมาคำว่า “พระลอง” ได้รับความนิยมเรียกรวมเป็น “พระโกศ” จนเป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไป เช่น พระลองทองใหญ่ หรือพระโกศทองใหญ่ เป็นต้น

พระโกศและโกศในราชสำนักไทยถูกกำหนดลำดับตามฐานันดรศักดิ์อย่างชัดเจน ประกอบด้วย 1. พระโกศทองใหญ่ 2. พระโกศทองรองทรง ซึ่งนับเสมอด้วยพระโกศทองใหญ่ 3. พระโกศทองเล็ก 4. พระโกศทองน้อย 5. พระโกศกุดั่นใหญ่ 6. พระโกศกุดั่นน้อย 7. พระโกศมณฑปใหญ่ 8. พระโกศมณฑปน้อย 9. พระโกศไม้สิบสอง 10. พระโกศพระองค์เจ้า 11. โกศราชนิกุล 12. โกศเกราะ 13. โกศแปดเหลี่ยม และ 14. โกศโถ

ทั้งนี้ “พระโกศทองใหญ่” ถือเป็นพระโกศชั้นสูงสุด ใช้สำหรับทรงพระบรมศพพระมหากษัตริย์ พระอัครมเหสี พระยุพราช สยามมกุฎราชกุมาร สยามบรมราชกุมารี พระบรมราชชนก พระบรมราชชนนี รวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเป็นพิเศษ

ปัจจุบัน พระโกศทองใหญ่มีอยู่ทั้งสิ้น 3 องค์ โดยองค์แรกสร้างขึ้นในรัชกาลที่ 1 องค์ที่ 2 สร้างขึ้นในรัชกาลที่ 5 และองค์ที่ 3 สร้างขึ้นในรัชกาลที่ 9

พระโกศทองใหญ่องค์แรก สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โดยทรงโปรดเกล้าฯ ให้รื้อทองที่หุ้มพระโกศกุดั่นมาใช้สร้างพระโกศทองใหญ่ เพื่อเตรียมไว้สำหรับทรงพระบรมศพของพระองค์ ตัวพระโกศทำด้วยไม้แกะสลักทรงแปดเหลี่ยม หุ้มทองคำทั้งองค์ และมียอดทรงมงกุฎอันวิจิตรงดงาม

เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ โปรดเกล้าฯ ให้นำไปตั้งถวาย ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณเพื่อทอดพระเนตร ต่อมาในปีเดียวกัน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงศรีสุนทรเทพ สิ้นพระชนม์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงพระอาลัยยิ่ง และมีพระราชประสงค์ทอดพระเนตรพระโกศทองใหญ่เมื่อออกพระเมรุ จึงโปรดเกล้าฯ ให้นำพระโกศทองใหญ่มาใช้ประกอบพระลองบรรจุพระศพเป็นครั้งแรก นับแต่นั้นเป็นต้นมา พระโกศทองใหญ่จึงกลายเป็นแบบแผนสำคัญในพระราชพิธีสำหรับพระบรมศพและพระศพผู้ทรงได้รับพระราชทานพระเกียรติยศสูงสุด

พระโกศทองใหญ่องค์ที่ 2 สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ.2443 โดยโปรดเกล้าฯ ให้พระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นปราบปรปักษ์ ทรงดำเนินการสร้างถวาย มีลักษณะเป็นพระโกศทรงแปดเหลี่ยม ยอดทรงมงกุฎ หุ้มทองคำและประดับพลอยขาว

โดยทั่วไปนิยมเรียกว่า “พระโกศทองรองทรง” เนื่องจากสร้างขึ้นเพื่อใช้แทนพระโกศทองใหญ่เดิมในช่วงที่ต้องเชิญออกไปขัดแต่งก่อนออกพระเมรุ อย่างไรก็ตาม สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงมีพระวินิจฉัยว่าพระโกศองค์นี้ควรเรียกว่า “พระโกศทองใหญ่” เช่นเดียวกัน เนื่องจากมีวัตถุประสงค์หลักในการสร้างเพื่อใช้ทรงพระบรมศพหรือพระศพเจ้านายชั้นสูง และมีพระเกียรติยศเสมอกับพระโกศทองใหญ่รัชกาลที่ 1

พระโกศองค์นี้เคยใช้ในการพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 7 พระศพสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี และใช้ในการพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยประดิษฐานเหนือพระแท่นสุวรรณเบญจดล ภายใต้พระนพปฎลมหาเศวตฉัตร ภายในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

ส่วนพระโกศทองใหญ่องค์ที่ 3 สร้างขึ้นในรัชกาลที่ 9 ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องจากพระโกศทองใหญ่ทั้งสององค์ก่อนหน้ามีสภาพชำรุดจากการใช้งานต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระโกศทองใหญ่องค์ใหม่ขึ้นเมื่อราว พ.ศ.2543

พระโกศองค์นี้มีลักษณะเป็นพระโกศทรงแปดเหลี่ยม ยอดทรงมงกุฎ ทำด้วยไม้หุ้มทองคำ ประดับพลอยขาว โดยผสมผสานรูปแบบศิลปกรรมระหว่างพระโกศทองใหญ่รัชกาลที่ 1 และรัชกาลที่ 5 เข้าด้วยกันอย่างงดงาม ยอดพระโกศประดับพุ่มดอกไม้เพชร ฝาพระโกศประดับดอกไม้ไหวและดอกไม้เพชร ปากพระโกศห้อยเฟื่องเพชร ระย้าเพชร และอุบะดอกไม้เพชร ขณะที่บริเวณเอวพระโกศประดับดอกไม้เพชรโดยรอบ

พระโกศทองใหญ่องค์ที่ 3 ถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกในการพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

ทั้งนี้ พระโกศและโกศมีความสำคัญอย่างยิ่งในพระราชพิธีศพของไทย ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการตั้งพระโกศ การเคลื่อนพระโกศ หรือพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพและพระศพ ซึ่งล้วนดำเนินไปตามระเบียบแบบแผนที่สืบทอดกันมาอย่างเคร่งครัด เพื่อแสดงถึงความเคารพและพระเกียรติยศสูงสุดแด่ผู้วายชนม์

แม้ปัจจุบันจะไม่มีการบรรจุพระบรมศพหรือพระศพลงภายในพระโกศเช่นในอดีตแล้ว แต่พระโกศยังคงเป็นเครื่องประกอบพระอิสริยยศสำคัญในพระราชพิธี และสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ตามราชประเพณี หลังเสร็จสิ้นพระราชพิธีจะมีการเก็บรักษาและบำรุงดูแลอย่างพิถีพิถัน เพื่อใช้ในพระราชพิธีสำคัญในอนาคต

พระโกศและโกศจึงมิได้เป็นเพียงเครื่องประกอบพระราชพิธี หากยังเป็นสัญลักษณ์แห่งพระเกียรติยศ ความเคารพ และมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของชาติ สะท้อนถึงความละเอียดอ่อนของราชประเพณีไทยที่สืบทอดต่อเนื่องมาอย่างยาวนานตราบจนปัจจุบัน