ทนายปีศาจอาจเป็นแค่ปลายทาง แต่เมื่อต้นธารความยุติธรรมถูกชั่งด้วยทองคำ สิ่งที่น่ากลัวกว่าอาชญากรคือผู้รักษากฎหมายที่ทำลายศรัทธาของคนทั้งประเทศด้วยผลประโยชน์
ในห้วงเวลาที่ซีรีส์ “ทนายปีศาจ” กำลังได้รับความนิยมอย่างสูง สิ่งที่ทำให้ผู้คนติดตามอาจไม่ใช่เพียงความเข้มข้นของเนื้อเรื่อง หากแต่เป็นเพราะซีรีส์เรื่องนี้กล้าหยิบเอาด้านมืดของกระบวนการยุติธรรมมาวางไว้ตรงหน้า ให้สังคมได้มองเห็นในสิ่งที่หลายคนรู้ว่ามีอยู่ แต่ไม่ค่อยมีใครกล้าพูดถึง
ทนายปีศาจในเรื่อง ใช้ทุกช่องทางทางกฎหมาย ใช้ทุกเทคนิค ใช้ทุกกลยุทธ์ เพื่อทำให้ลูกความรอดพ้นจากความผิด
แต่เมื่อดูจบ หลายคนกลับอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า
หากทนายปีศาจคือด้านมืดของปลายน้ำ
แล้วต้นน้ำของกระบวนการยุติธรรมล่ะ?
จะเกิดอะไรขึ้น หากคนที่มีหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย กลับเรียนรู้วิธีคิดแบบอาชญากรเสียเอง
จะเกิดอะไรขึ้น หากผู้มีอำนาจในการสืบสวนสอบสวน ผู้มีอำนาจในการฟ้องคดี หรือแม้แต่ผู้มีอำนาจในการวินิจฉัยชี้ขาด กลับมองตำแหน่งหน้าที่เป็นเพียงเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์
นั่นอาจไม่ใช่เพียงเรื่องของคนเลวคนหนึ่ง
แต่มันคือหายนะของทั้งระบบ
เพราะอาชญากรทั่วไปทำลายเหยื่อได้ทีละคน
แต่คนในกระบวนการยุติธรรมที่ละทิ้งอุดมการณ์ สามารถทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนทั้งประเทศได้ในคราวเดียว
สิ่งที่น่ากลัวที่สุด ไม่ใช่อาชญากรที่ประกาศตัวว่าเป็นอาชญากร
แต่คือคนที่สวมหน้ากากของคนดี
พูดเรื่องศีลธรรมทุกวัน
แสดงภาพลักษณ์แห่งความซื่อสัตย์
มีห้องพระใหญ่โต
มีพระเครื่องเต็มคอ
พูดเรื่องคุณธรรมบนเวที
แต่การกระทำกลับสวนทางกับสิ่งที่ตนเองพร่ำสอนผู้อื่น
คนประเภทนี้ไม่ได้กลัวบาป
เขาเพียงกลัวความจริงถูกเปิดเผย
และเมื่อความโลภเข้ามาแทนที่อุดมการณ์
เงินสดก็กลายเป็นคำตอบ
ผลประโยชน์ก็กลายเป็นคำตอบ
แม้กระทั่งทองคำ ก็อาจกลายเป็นคำตอบ
สิ่งที่ถูกซื้อขายจึงไม่ใช่เพียงทรัพย์สิน
แต่เป็นความยุติธรรมของประชาชน
วันที่สังคมเริ่มตั้งคำถามต่อการสืบสวน
วันที่สังคมเริ่มตั้งคำถามต่อการสั่งคดี
วันที่สังคมเริ่มตั้งคำถามต่อคำวินิจฉัย
วันนั้นความเสียหายไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในคดีใดคดีหนึ่ง
แต่กำลังเกิดขึ้นกับหลักนิติรัฐทั้งประเทศ
ประชาชนไม่ได้คาดหวังให้ตำรวจ อัยการ หรือผู้พิพากษาเป็นเทวดา
แต่ประชาชนคาดหวังอย่างน้อยว่า คนที่ถืออำนาจรัฐอยู่ในมือ จะไม่ขายจิตวิญญาณของตนเองให้กับผลประโยชน์
เพราะความยุติธรรมไม่ควรมีราคา
และไม่ควรถูกชั่งน้ำหนักด้วยเงินหรือทองคำ
หากวันหนึ่งประชาชนเชื่อว่า ความถูกต้องสามารถต่อรองได้
หากวันหนึ่งประชาชนเชื่อว่า ความผิดสามารถลบล้างได้ด้วยอำนาจและผลประโยชน์
หากวันหนึ่งประชาชนเชื่อว่า กระบวนการยุติธรรมเป็นเพียงเวทีของคนมีเส้นสายและคนมีเงิน
วันนั้นประเทศจะสูญเสียสิ่งที่สำคัญที่สุด
นั่นคือ “ศรัทธา”
ซีรีส์ทนายปีศาจจึงอาจไม่ได้เป็นเพียงละครสะท้อนด้านมืดของทนายความ
แต่มันกำลังสะท้อนคำถามใหญ่ของสังคมว่า
เราต้องการกระบวนการยุติธรรมที่ยึดมั่นในความถูกต้อง
หรือเรากำลังปล่อยให้บางคนเปลี่ยนมันให้กลายเป็นตลาดซื้อขายอำนาจ
เพราะท้ายที่สุดแล้ว
ทนายปีศาจอาจช่วยให้คนร้ายรอดคดีได้เพียงบางคดี
แต่อำนาจที่ถูกใช้โดยปราศจากคุณธรรม สามารถทำลายความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบได้ในคราวเดียว
และเมื่อประชาชนหมดศรัทธาต่อ
สายธาร ความยุติธรรม
นั่นอาจเป็นวันที่อันตรายยิ่งกว่าการมีอาชญากรเต็มบ้านเต็มเมืองเสียอีก

