รอยเตอร์/เอเอฟพี – ผู้นำเกาหลีใต้เรียกร้องทรัมป์รับบทนำในการยุติความขัดแย้งกับเปียงยางอย่างสันติ ระหว่างพูดคุยกันช่วงสั้นๆ ในซัมมิตจี7 เมื่อวันอังคาร (16 มิ.ย.)
คัง ยู-จุง โฆษกประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เผยว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พบกับประธานาธิบดีอี แจ-มยองระหว่างการถ่ายภาพหมู่ผู้นำจี7 ในงานประชุมสุดยอดที่ฝรั่งเศส และทรัมป์ได้สอบถามเกี่ยวกับสถานการณ์ความสัมพันธ์กับเกาหลีเหนือ และอีได้ขอให้ทรัมป์เป็นแกนนำในการยุติความขัดแย้งกับเกาหลีเหนืออย่างสันติแบบเดียวกับที่ทรัมป์ทำในสงครามตะวันออกกลาง ซึ่งประมุขทำเนียบขาวรับปากว่า จะดำเนินการให้
แถลงการณ์ร่วมที่ออกมาในวันพุธ (17 มิ.ย.) ผู้นำจี7 แสดงความกังวลอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธทิ้งตัวของเกาหลีเหนือ รวมทั้งย้ำความมุ่งมั่นในการดำเนินการปลดอาวุธนิวเคลียร์เกาหลีเหนือตามมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ
ผู้นำจี7 ยังเรียกร้องให้เปียงยางแก้ไขปัญหาการลักพาตัวพลเมืองญี่ปุ่น และย้ำความจำเป็นในการจัดการปัญหาการโจรกรรมคริปโตและอาชญากรรมทางไซเบอร์ของเกาหลีเหนือ
ระหว่างรับตำแหน่งสมัยแรก ทรัมป์พบกับคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ 3 ครั้ง ซึ่งรวมถึงซัมมิตครั้งประวัติศาสตร์ที่สิงคโปร์ในปี 2018 การประชุมสุดยอดครั้งที่สองที่ฮานอยในปีถัดมา และปลายปีเดียวกันนั้นที่เขตปลอดทหารระหว่างสองเกาหลี ซึ่งทรัมป์ถือเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนแรกที่ได้เหยียบย่างเข้าสู่ดินแดนเกาหลีเหนือระหว่างรับตำแหน่ง
แนวทางการทูตล้มเหลวหลังจากทรัมป์ไม่สามารถผลักดันข้อตกลงยกเลิกโครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ แลกกับการผ่อนคลายมาตรการแซงก์ชันระหว่างซัมมิตที่ฮานอย
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ส่งสัญญาณมาโดยตลอดว่า ต้องการฟื้นแนวทางการทูตโดยตรงกับคิม เดือนส.ค.ปีที่แล้ว เขาบอกว่า เฝ้ารอที่จะได้พบผู้นำเปียงยางในอนาคตอันเหมาะสม และอีกสองเดือนต่อมา ทรัมป์บอกว่า อยากพบคิมอีกครั้ง แถมสัปดาห์ที่แล้ว ผู้นำสหรัฐฯ โพสต์ภาพตนเองกับคิมบนทรูธโซเชียลโดยไม่ใส่แคปชัน
ชุง ดอง-ยอง รัฐมนตรีกระทรวงรวมชาติของเกาหลีใต้ กล่าวว่า โพสต์ดังกล่าวน่าจะเป็นสัญญาณที่ดีว่า ทรัมป์ยินดีโฟกัสการพบกับคิมอีกครั้ง หลังจากจัดการความขัดแย้งกับอิหร่านแล้วเสร็จ
ขณะเดียวกัน ในวันพุธ อัน กยู-แบ็ก รัฐมนตรีกลาโหมเกาหลีใต้แถลงว่า นับจากปีหน้าเป็นต้นไป รัฐบาลจะอนุญาตให้ประชาชนเข้าใกล้เกาหลีเหนือมากขึ้น
สองเกาหลียังคงเป็นคู่สงครามในทางเทคนิค เนื่องจากความขัดแย้งระหว่างปี 1950-1953 ยุติลงด้วยการทำข้อตกลงหยุดยิง ไม่ใช่สนธิสัญญาสันติภาพ และมีการสร้างเขตปลอดทหารตลอดแนวพรมแดนระหว่างกัน
ที่ผ่านมา แนวเขตควบคุมพลเรือน (CCL) ห้ามพลเรือนเข้าถึงพื้นที่ในรัศมี 10 กม. ทางด้านใต้ของพรมแดนที่มีการรักษาความปลอดภัยเข้มงวดเพื่อปกป้องพื้นที่ทางทหาร แต่นับจากปีหน้า ภายใต้กฎใหม่ CCL จะลดพื้นที่ลงอยู่ที่ราว 6 กม.จากพรมแดน
ปกติแล้วพลเมืองเกาหลีใต้ต้องขออนุญาตจากกองทัพเพื่ออยู่อาศัยหรือทำการเกษตรในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งนักวิเคราะห์ระบุว่า ประชาชนในพื้นที่นั้นเผชิญความเสียเปรียบทางเศรษฐกิจอย่างมากมาเป็นเวลานาน
อันชี้ว่า มาตรการใหม่มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้ประชาชนในพื้นที่ และรับประกันประสิทธิภาพของปฏิบัติการทางทหาร โดยจะครอบคลุมการลดความซับซ้อนของขั้นตอนการอนุมัติการบินสำหรับโดรนการเกษตร เพื่อส่งเสริมการพัฒนาในพื้นที่ในขอบเขตที่ไม่ส่งผลกระทบต่อปฏิบัติการทางทหาร
ชาวบ้านในพื้นที่ต่างยินดีกับมาตรการใหม่ เนื่องจากจะช่วยส่งเสริมกิจกรรมการเกษตร การพัฒนา และการท่องเที่ยว ขณะที่นักวิเคราะห์เชื่อว่า ความเคลื่อนไหวนี้จะไม่ทำให้เกาหลีเหนือไม่พอใจ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในฝั่งเกาหลีใต้
ทั้งนี้ เกาหลีใต้ถอดลำโพงที่เคยใช้กระจายเสียงเพลงเค-ป็อปและข่าวสารข้ามแดนไปยังฝั่งเกาหลีเหนือตั้งแต่ปีที่แล้ว เนื่องจากรัฐบาลชุดปัจจุบันต้องการผ่อนคลายความตึงเครียดกับเปียงยาง
ลิม อุล-ชุล ผู้เชี่ยวชาญด้านเกาหลีเหนือของมหาวิทยาลัยคย็องนัม ระบุว่า ขณะนี้เกาหลีใต้หันมาพึ่งเทคโนโลยีต่างๆ ในการรักษาความปลอดภัยบริเวณชายแดนมากขึ้น เช่น กล้องวงจรปิดและแอปบนมือถือ ซึ่งสะท้อนว่า ยุค AI ทำให้การลาดตระเวนชายแดนด้วยกำลังพลจำนวนมากแบบเดิมกลายเป็นสิ่งล้าสมัยไปแล้ว

