''อนุทิน' ดึงอำนาจคุม EEC จากพิพัฒน์ เซ่นปมรถไฟความเร็วสูงล่าช้า สัญญาณร้าวลึกสั่นคลอนเสถียรภาพรัฐบาล สะท้อนปัญหาขัดแย้งภายในที่อาจบานปลาย
การตัดสินใจของ 'อนุทิน ชาญวีรกูล' นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ดึงอำนาจกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) กลับมาไว้ในมือตนเอง จากเดิมที่มอบหมายให้ 'พิพัฒน์ รัชกิจประการ' รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ดูแล อาจถูกอธิบายได้ว่าไม่มีนัยทางการเมือง แต่ในด้านหนึ่งนี่คือความเคลื่อนไหวที่มีน้ำหนักอย่างยิ่งในสมการอำนาจของรัฐบาล
ประเด็นสำคัญอยู่ที่ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ 'พิพัฒน์' ถูกปรับลดบทบาท หากแต่เป็นครั้งที่สองภายในระยะเวลาไม่นาน จากที่ก่อนหน้านี้เพิ่งถูกเด้งออกจากการกำกับศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เพื่อเปิดทางให้
'เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ' รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้ามารับหน้าที่แทน ท่ามกลางแรงกดดันจากกระแสวิจารณ์เรื่องความขัดกันแห่งผลประโยชน์ในประเด็นพลังงาน
เมื่อเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นซ้ำอีกครั้ง ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกตีความว่าเป็นการลดบทบาททางการเมืองของนายพิพัฒน์ ซึ่งมีฐานะเป็นนายทุนใหญ่ของพรรคภูมิใจไทย แม้ว่าในเชิงหลักการ การที่นายกรัฐมนตรีเข้ามากำกับดูแลงาน EEC ด้วยตนเองนั้น ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหาร มีอำนาจกำกับดูแลหน่วยงานรัฐทั้งหมดอยู่แล้ว การมอบหมายงานให้รองนายกรัฐมนตรีดูแล เป็นเพียงแนวปฏิบัติที่ใช้กันเพื่อกระจายภาระและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหาร
แต่ในทางการเมือง 'EEC' ไม่ใช่หน่วยงานทั่วไป แต่เป็นกลไกยุทธศาสตร์เศรษฐกิจระดับชาติ ที่เกี่ยวพันกับเม็ดเงินลงทุนมหาศาล โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจในระยะยาว การดึงงานนี้กลับมาไว้ในมือผู้นำรัฐบาล จึงมีความหมายถึงการรวมศูนย์อำนาจของนายกฯนั่นเอง
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่เร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ หนีไม่พ้นปัญหาความล่าช้าของโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง–สุวรรณภูมิ–อู่ตะเภา) ซึ่งถือเป็นหัวใจของ EEC โดยโครงการมูลค่ากว่า 224,544 ล้านบาท ที่ลงนามสัญญาตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2562 ผ่านมาเกือบ 7 ปี กลับยังไม่สามารถเริ่มก่อสร้างได้จริง ปมปัญหาหลักอยู่ที่ข้อถกเถียงเรื่องการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุน โดยเฉพาะข้อเสนอให้ปรับเป็นรูปแบบ 'สร้างไป จ่ายไป' เพื่อบรรเทาความเสี่ยงของภาคเอกชน
อย่างไรก็ตาม 'พิพัฒน์' ยืนยันไม่เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว โดยต้องการให้ยึดรูปแบบเดิม คือให้เอกชนลงทุนก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายใน 5 ปี ก่อนที่รัฐจะทยอยจ่ายเงินในระยะเวลา 10 ปี เพื่อให้เป็นตามสัญญา ความเห็นที่ไม่ลงรอยนี้ กลายเป็นจุดชะงักสำคัญที่ทำให้โครงการไม่สามารถเดินหน้าได้ และเมื่อโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินเป็นแกนหลักของ EEC ความล่าช้าจึงกระทบต่อความเชื่อมั่นและภาพรวมการลงทุนในพื้นที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ด้วยเหตุนี้ นายกรัฐมนตรีจึงต้องเข้ามาแก้ปัญหาด้วยตัวเองเพื่อปลดล็อกและเดินหน้าโครงการสำคัญให้เสร็จสิ้น เพราะเวลานี้รัฐบาลมีความจำเป็นต้องเร่งเดินหน้าโครงการลงทุนทางเศรษฐกิจหลายโครงการที่ยังมีปัญหา เพื่อกอบกู้ความเชื่อมั่นอีกครั้ง แม้จะต้องแลกกับปัญหาทางการเมืองภายในที่จะตามมาก็ตาม
จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ รอยร้าวภายในรัฐบาลเริ่มปรากฏแล้ว และมีแนวโน้มจะขยายตัว หากความขัดแย้งเชิงนโยบายและอำนาจยังไม่ได้รับการคลี่คลาย การดึงงาน EEC กลับมาไว้ในมือของนายกรัฐมนตรี จึงไม่ใช่เพียงการปรับเปลี่ยนหน้าที่ แต่คือการขยับหมากสำคัญบนกระดานการเมือง ที่อาจส่งแรงสะเทือนไปไกลกว่าที่เห็นในวันนี้

