นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า กรมศุลกากรขานรับนโยบายเร่งด่วนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่กำหนดให้การป้องกันและปราบปรามยาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ โดยมุ่งบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและจริงจัง กรมศุลกากรจึงได้บูรณาการการปฏิบัติงานร่วมกับ หน่วยปราบปรามและสกัดกั้นยาเสพติดพื้นที่ท่าเรือ (Seaport Interdiction Task Force: SITF) หน่วยปราบปรามและสกัดกั้นยาเสพติดผ่านท่าอากาศยาน (Airport Interdiction Task Force: AITF) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจคัดกรองผู้โดยสาร สัมภาระ ตู้คอนเทนเนอร์ และพัสดุระหว่างประเทศ
นายพันธ์ทอง กล่าวว่า ส่งผลให้สามารถจับกุมคดีลักลอบขนยาเสพติดได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ เฮโรอีน ซึ่งมีการส่งออกไปยังประเทศออสเตรเลีย ฮ่องกง และไต้หวันเป็นลำดับต้นๆ โดยยาเสพติดที่ตรวจยึดได้สูงสุด ได้แก่ ไอซ์ เฮโรอีน ยาบ้า เคตามีน โคเคนและช่องทางที่ตรวจพบการกระทำความผิดมากที่สุด คือ การลักลอบขนส่งผ่านช่องทางไปรษณีย์
อย่างไรก็ดี กรมศุลกากรได้ยกระดับมาตรการเฝ้าระวังและเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการนำเข้า และส่งออกในทุกช่องทาง โดยเฉพาะการตรวจสอบสัมภาระผู้โดยสาร ด้วยการนำระบบตรวจสอบและคัดกรองผู้โดยสารล่วงหน้ามาใช้ในการปฏิบัติงาน ควบคู่กับข้อมูลการข่าวในการวิเคราะห์หาเป้าในการตรวจสอบ นอกจากนี้ ยังได้มุ่งเน้นการบูรณาการร่วมกับหน่วยงาน ทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนการสอบสวนขยายผลการจับกุม เพื่อสกัดกั้นยาเสพติดและตัดวงจรเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ
นายพันธ์ทอง กล่าวว่า กรมศุลกากรจะเดินหน้ายกระดับมาตรการบริหารความเสี่ยง การวิเคราะห์ข้อมูลข่าวกรอง และการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อสกัดกั้น ขยายผล และทำลายเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ พร้อมยืนยันว่าจะไม่ปล่อยให้ประเทศไทยถูกใช้เป็นฐานหรือเส้นทางในการลักลอบลำเลียงยาเสพติดไปยังประเทศต่างๆ และขอเตือนประชาชนห้ามรับฝากขนของจากคนแปลกหน้า เพราะอาจตกเป็นเหยื่อในขบวนการลักลอบขนยาเสพติดข้ามชาติซึ่งถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรง

