โดนัลด์ ทรัมป์ สร้างปรากฏการณ์หน้าใหม่ให้พอร์ตโฟลิโอส่วนตัว หลังเอกสารเปิดเผยทรัพย์สินล่าสุดชี้รายได้จากตลาดคริปโตพุ่งทะยานกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ แซงหน้ารายได้จากอาณาจักรอสังหาริมทรัพย์ดั้งเดิมอย่างขาดลอย เม็ดเงินมหาศาลไหลมาจากค่าลิขสิทธิ์เหรียญมีม TRUMP และยอดขายโทเคนจาก World Liberty Financial กระนั้น ตัวเลขรายได้ที่เติบโตแบบก้าวกระโดดนี้กำลังจุดชนวนคำถามประเด็นผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างการทำหน้าที่ผู้นำรัฐและธุรกิจครอบครัว
เอกสารเปิดเผยทรัพย์สินความยาว 927 หน้าที่ยื่นต่อสำนักงานจริยธรรมรัฐบาลสหรัฐฯ ระบุชัดเจนว่า โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) โกยรายได้จากสินทรัพย์ดิจิทัลสูงกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นภาพลักษณ์ใหม่ของผู้นำสหรัฐฯ ที่หันมาพึ่งพิงตลาดคริปโตเป็นแหล่งรายได้หลักของตระกูล รายได้ก้อนใหญ่แบ่งเป็นค่าลิขสิทธิ์จากเหรียญมีม TRUMP สูงถึง 635 ล้านดอลลาร์ ควบคู่กับเม็ดเงินจากการเปิดขายโทเคนของบริษัท World Liberty Financial อีกกว่า 500 ล้านดอลลาร์
โครงสร้างรายได้ของตระกูลทรัมป์เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เคยเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวกลับทำเงินได้น้อยกว่ามาก ตัวอย่างเช่น สนามกอล์ฟโดรัลในรัฐฟลอริดาสร้างรายได้ 122 ล้านดอลลาร์ ขณะที่คลับสุดหรู Mar-a-Lago ทำเงินราว 77.5 ล้านดอลลาร์ ปรากฏการณ์นี้สะท้อนทิศทางของกลุ่มทุนการเมืองที่มองเห็นโอกาสสร้างความมั่งคั่งจากสินทรัพย์ดิจิทัลมากกว่าสินทรัพย์ดั้งเดิมที่มีตัวตน
World Liberty Financial ถือเป็นจักรกลสำคัญที่ทรัมป์และสมาชิกครอบครัวร่วมกันผลักดันช่วงหาเสียงเลือกตั้งปี 2567 โครงการนี้ชูผลิตภัณฑ์เรือธงอย่าง USD1 ซึ่งเป็นสเตเบิลคอยน์ผูกมูลค่ากับดอลลาร์สหรัฐ นอกเหนือจากยอดขายโทเคนทะลุครึ่งพันล้านดอลลาร์แล้ว ทรัมป์ยังรับทรัพย์อีก 65 ล้านดอลลาร์จากการเทขายหุ้นในบริษัทแม่ที่ควบคุมโปรเจกต์ สัญญาณนี้สะท้อนการรุกคืบเข้าสู่ระบบการเงินแบบกระจายศูนย์อย่างเต็มรูปแบบ
ทว่าความมั่งคั่งมหาศาลมักหลีกเลี่ยงข้อกังขาเชิงจริยธรรมไม่ได้ ประเด็นร้อนที่นักลงทุนและหน่วยงานกำกับดูแลกำลังจับตาคือ ความเชื่อมโยงระหว่างกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติอาบูดาบีที่ใช้ USD1 เพื่อลงทุนระดับหลายพันล้านดอลลาร์ในแพลตฟอร์ม Binance บริบทนี้ยิ่งซับซ้อนเมื่อทรัมป์เพิ่งใช้อำนาจประธานาธิบดีอภัยโทษให้ ฉางเผิง จ้าว (Changpeng Zhao) หรือ CZ ผู้ร่วมก่อตั้ง Binance แม้ทำเนียบขาวจะออกโรงปัดตกข้อครหาทั้งหมด แต่ตลาดทุนมองว่านี่คือความเสี่ยงเชิงนโยบายที่อาจสั่นคลอนความโปร่งใสของรัฐบาล
ทั้งนี้หากประเมินภาพรวมระดับมหภาค ท่าทีของรัฐบาลสหรัฐฯ ต่อคริปโตย่อมส่งแรงกระเพื่อมถึงตลาดเกิดใหม่รวมถึงภูมิภาคอาเซียนและไทย นักลงทุนสถาบันต้องประเมินความเสี่ยงด้านกฎเกณฑ์อย่างรัดกุม โดยเฉพาะการผลักดันกฎหมาย GENIUS Act ซึ่งเป็นกรอบควบคุมสเตเบิลคอยน์ฉบับแรก บทสรุปของกฎหมายฉบับนี้จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่า ผู้นำสหรัฐฯ จะรักษาสมดุลระหว่างการคุมเข้มระบบการเงินระดับประเทศและการเติบโตของธุรกิจคริปโตส่วนตัวได้แนบเนียนเพียงใด

