“กลุ่มไทยไม่ทน” ออกแคมเปญระดมรายชื่อคนไทย 1 แสนรายชื่อ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาตรการ ส่งกลับ“แรงงานต่างด้าวที่ตั้งครรภ์” เพื่อลดภาระการนำภาษีคนไทยไป“เลี้ยงลูกต่างด้าว ขณะที่“พรรคเศรษฐกิจ” เชิญชวนคนไทยร่วมลงชื่อ จี้รัฐบาลทบทวนมติ ครม. ปี 48 ที่ส่งเด็กต่างด้าวเรียนฟรี 15 ปี ด้าน“ทัสนันทน์” ชี้ สิทธิเรียนฟรี-รักษาฟรี จูงใจต่างด้าวแห่มีลูกในไทย ขณะที่ “เต้ อาชีวะ” ระบุ ต้องยกเลิกการอนุญาตให้แรงงานต่างด้าวพาผู้ติดตามเข้ามาอยู่ในไทยด้วย พบไทยสูญเงินกับการส่งเด็กต่างด้าวเรียนถึงปีละ 3,000 ล้านบาท
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาได้เกิดกระแสในโลกโซเชียลเรียกร้องให้รัฐบาลส่งกลับ“แรงงานต่างด้าวที่ตั้งครรภ์”ให้กลับไปคลอดในประเทศของตัวเอง เพราะมองว่า“ไม่เป็นธรรม”ที่ภาษีของคนไทยจะถูกนำไปใช้เพื่อแบกค่าใช้จ่ายของ“เด็กต่างด้าว” !!
จากข้อมูลพบว่าสาเหตุที่แรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในไทยนิยมมีลูกก็เพราะเขาได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆมากมาย โดยแรงงานต่างด้าวที่อยู่ในระบบประกันสังคม(มาตรา 33) ซึ่งจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน จะได้รับเงินสงเคราะห์บุตรเดือนละ 1,000 บาทต่อบุตรหนึ่งคน อายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 ปีบริบูรณ์ คราวละไม่เกิน 3 คน ซึ่งแปลว่าหากลูกคนที่ 1 อายุเกิน 6 ปีและหมดสิทธิรับเงินสงเคราะห์บุตรไปแล้ว ลูกคนที่ 4 ก็สามารถรับเงินสงเคราะห์บุตรได้ เรียกว่า“คุ้มเกินคุ้ม” เพราะหากดูจากค่าแรงของแรงงานต่างด้าวซึ่งอยู่ที่ 337 – 400 บาทต่อวัน หรือประมาณ 9,000 – 12,000 บาทต่อเดือน อัตราส่งสมทบประกันสังคมของแรงงานต่างด้าวจะอยู่ที่ 600 บาท/เดือน แต่ได้รับเงินสงเคราะห์บุตรเดือนละ 1,000 บาทต่อบุตรหนึ่งคน หากมีลูก 3 คน ก็ได้เงินสงเคราะห์บุตรเดือนละ 3,000 บาท หรือปีละ 36,000 บาทเลยทีเดียว ยังไม่นับค่าคลอดบุตร 15,000 บาทต่อครั้ง โดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง และได้รับเงินสงเคราะห์การหยุดงาน(เพื่อดูแลลูก) 50% ของค่าจ้าง นาน 90 วัน (เฉพาะผู้ประกันตนหญิง) โดยเบิกได้สูงสุด 2 ครั้ง
ส่วนลูกของแรงงานต่างด้าวที่เกิดในไทย หากแม่อยู่ในระบบประกันสังคม คือเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ลูกก็จะได้รับสิทธิประโยชน์การรักษาพยาบาลของสำนักงานประกันสังคม ส่วนลูกของแรงงานต่างด้าวที่แม่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม(เป็นแรงงานเถื่อน) และไม่ได้ซื้อประกันสุขภาพคนต่างด้าวสำหรับเด็กที่อายุต่ำกว่า 15 ปี ก็อาจจะใช้วิธีขอลดหย่อนหรือยกเว้นค่ารักษาโดยอ้างว่าเป็นผู้ยากไร้ หรือใช้ช่องโหว่ของกองทุน ท.99 ซี่งเป็นกองทุนสำหรับบุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิ (ที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้นเพื่อให้คนที่ไม่มีสัญชาติไทยซึ่งอาศัยอยู่ในประเทศ เช่น กลุ่มรอการพิสูจน์สัญชาติ ได้รับการรักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วย) เพื่อเข้ารับการรักษาฟรี โดยอ้างว่าเป็นบุคคลไร้สัญชาติ ซึ่งที่ผ่านมากองทุน ท.99 นั้นต้องใช้งบประมาณของรัฐในการดูแลผู้ป่วยมีปัญหาสถานะในทุกช่วงวัย รวมแล้วถึง 2,000 ล้านบาทต่อปี
นอกจากนั้นลูกของต่างด้าวทั้งที่เป็นแรงงานและไม่ใช่แรงงานยังได้รับสิทธิประโยชน์ด้านการศึกษา โดยเด็กต่างด้าวที่เกิดในไทยและไม่มีสัญชาติไทย มีสิทธิเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามนโยบายเรียนฟรี 15 ปี ตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า โดยรัฐจะอุดหนุนงบประมาณรายหัวให้ (รวมค่าจัดการเรียนการสอน ค่าหนังสือ อุปกรณ์ ชุดนักเรียน และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน) คนละประมาณ 10,000 ถึง 50,000 บาทต่อปี ขึ้นอยู่กับระดับชั้น โดยเด็กกลุ่มนี้เฉพาะตัวเลขที่อยู่ในระบบมีอยู่ประมาณ 150,000 - 200,000 คน ส่งผลให้ไทยต้องสูญเสียงบประมาณเพื่อการศึกษาสำหรับเด็กต่างด้าวที่เกิดในไทยสูงถึงปีละ 2,000 - 3,000 ล้านบาท เลยทีเดียว
ทัสนันทน์ สิริเลิศเมฆาสกุล รองโฆษกพรรคเศรษฐกิจ ซึ่งติดตามตรวจสอบปัญหาเรื่องแรงงานต่างด้าวมาอย่างต่อเนื่อง มองว่า แรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทำงานในไทยหากตั้งครรภ์ก็ควรให้กลับไปคลอดที่ประเทศต้นทางเพราะการคลอดบุตรและให้เด็กเติบโตในประเทศไทยนั้นเป็นภาระที่ต้องนำภาษีของไทยไปดูแล อีกทั้งขณะนี้มีปัญหาว่ามีแรงงานผิดกฎหมายเข้ามาในประเทศไทยเยอะมาก เนื่องจากกฎหมายไทยเอื้อเฟื้อแก่แรงงานต่างด้าวที่ตั้งครรภ์ โดยเมื่อคลอดบุตร บุตรที่เกิดในไทยจะได้รับสิทธิเข้าเรียนฟรีถึง 15 ปี คือตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย
ซึ่งข้อกำหนดนี้เกิดจากมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) วันที่ 5 ก.ค.2548 ที่ระบุว่า ให้เด็กทุกคนในประเทศไทย รวมถึงบุคคลที่ไม่มีหลักฐานทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย สามารถเข้าเรียนในสถานศึกษาได้ทุกระดับ โดยรัฐบาลจัดสรรงบประมาณอุดหนุนรายหัวให้เท่ากับเด็กไทย ซึ่งระเบียบนี้ได้สร้างภาระด้านงบประมาณให้แก่ประเทศไทยเป็นอย่างมาก
นอกจากนั้นยังมีมติ ครม.ปี 2553 ที่ระบุว่า ประเทศไทยต้องดูแลและส่งเสริมด้านสาธารณสุขแก่เด็กต่างด้าวด้วย โดยมติ ครม.เมื่อวันที่ 23 มี.ค.2553 ได้ออกมาตรการในการจัดสรรงบประมาณเพื่อดูแลรักษาพยาบาลและบริการสาธารณสุขขั้นพื้นฐานแก่ "บุคคลที่มีปัญหาสถานะและสิทธิ" ซึ่งรวมถึงเด็กต่างด้าวหรือเด็กไร้สัญชาติบางกลุ่มที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยมานาน โดยสิทธินี้เรียกว่า "สิทธิกองทุน ท.99"
“ มติ ครม.ปี 48 ที่ให้เด็กต่างด้าวเรียนฟรีถูกใช้มานานกว่า 20 ปีแล้ว โดยเกิดจากเหตุผลด้านมนุษยธรรม มองว่าเด็กทุกคนควรได้รับการศึกษา แต่นอกจากการศึกษาเราก็ต้องส่งเสริมด้านสาธารณสุขเพราะต้องส่งเสริมความเป็นมนุษย์ในทุกมิติ ผลกระทบที่ตามมาคือการที่ลูกต่างด้าวซึ่งเกิดและโตในไทยได้สิทธิเรียนฟรี รักษาฟรี กลับกลายเป็นแรงจูงใจให้แรงงานต่างด้าวทั้งที่เข้ามาแบบถูกกฎหมายและผิดกฎหมายอยากจะมาตั้งครรภ์และคลอดในประเทศไทย อยู่ดีๆเราต้องเอาภาษีของคนไทยไปส่งลูกต่างด้าวเรียน นี่เป็นสาเหตุว่าทำไมต่างด้าวถึงล้นเมืองขนาดนี้ ทำไมเขาถึงแห่มาท้องมาคลอดในไทย ขณะที่บางคนก็ตั้งใจมาตั้งรกรากอยู่ในประเทศไทยเลย ซึ่งหากเอาเงินที่ดูแลค่าเล่าเรียนของเด็กต่างด้าวมาดูแลเด็กไทย อาจจะมากพอที่เด็กไทยจะไม่ต้องกู้ กยศ.เรียนเลยก็ได้ ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะต้องทบทวนหรือยกเลิกมติ ครม.ดังกล่าว ” รองโฆษกพรรคเศรษฐกิจ ระบุ
ด้าน นายอัครวุธ บุรณพนธ์ หรือ “เต้ อาชีวะ” แกนนำกลุ่มไทยไม่ทน เปิดเผยว่า ตอนนี้กลุ่มไทยไม่ทนกำลังซาวเสียงประชาชนคนไทยว่าเห็นด้วยหรือไม่ หากประเทศไทยจะออกกฎหมายให้แรงงานต่างด้าวที่ตั้งครรภ์ต้องกลับไปคลอดที่ประเทศต้นทาง โดยกลุ่มไทยไม่ทนจะเปิดให้ประชาชนชนร่วมลงชื่อเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลออกกฎหมายให้แรงงานต่างด้าวที่ตั้งครรภ์ต้องกลับไปคลอดที่ประเทศตนเอง โดยขออย่างน้อย 1 แสนรายชื่อ เพื่อยืนยันถึงเจตนารมณ์ของประชาชน โดยจะนำรายชื่อดังกล่าวแนบไปกับหนังสือที่จะยื่นต่อกระทรวงแรงงานให้เร่งดำเนินการเรื่องนี้ อีกทั้งจะนำรายชื่อเหล่านี้ไปยื่นต่อวุฒิสภาเพื่อขอให้สมาชิกวุฒิสภา(สว.)ช่วยผลักดันเรื่องนี้ โดยนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของกรรมาธิการแรงงาน และเชิญ รมว.แรงงานมาหารือ
เนื่องจากที่ผ่านมาเราพบว่าการที่แรงงานต่างด้าวตั้งใจมาตั้งครรภ์และคลอดบุตรในประเทศไทยนอกจากจะเป็นภาระด้านงบประมาณแล้วยังส่งผลกระทบทั้งต่อระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ เพราะแรงงานต่างด้าวจำนวนไม่น้อยมีเจตนาเข้ามาตั้งรกรากในไทย ที่ผ่านมาเราต้องเอาภาษีของคนไทยที่ตั้งใจจ่ายให้รัฐเพื่อนำไปพัฒนาชาติไทย แต่กลับต้องเอาไปเลี้ยงดูลูกต่างด้าว
“ ประเทศไทยต้องการแรงงานก็จริงแต่เราไม่ได้ต้องการผู้ติดตามซึ่งเป็นภาระที่พ่วงมากับแรงงาน หรือมาตั้งท้องคลอดลูกในประเทศไทยเพราะว่าได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลและลูกได้เรียนฟรี 15 ปี ขณะที่ประเทศต่างๆที่แรงานไทยไปทำงาน ไม่ว่าจะเป็น สิงคโปร์ ไต้หวัน อิสราเอล ถ้าไปทำงานที่ประเทศเขาแล้วเกิดท้อง เขาส่งกลับทันที แล้วไปทำงานบ้านเขา เขาก็ให้เข้าไปคนเดียว ไม่ใช่พาพ่อแม่ลูกเมียมาด้วยเหมือนประเทศไทย ดังนั้นนอกจากท้องส่งกลับแล้วเราก็ต้องยกเลิกระเบียบที่อนุญาตให้แรงงานต่างด้าวพาผู้ติดตามเข้ามาอยู่ในไทยด้วย ” เต้ อาชีวะ กล่าว
ทั้งนี้ ในส่วนของการเปิดให้ประชาชนร่วมลงชื่อเพื่อผลักดันให้รัฐบาลออกกฎหมายส่งกลับแรงงานต่างด้าวที่ตั้งครรภ์นั้น ขณะนี้“กลุ่มไทยไม่ทน”อยู่ระหว่างการเตรียมการ โดยทันทีที่เริ่มเปิดให้ลงชื่อทางกลุ่มจะแจ้งผ่านเพจ“ไทยไม่ทน” และเพจ “เต้ อาชีวะ อัครวุธ ไกรศรีสมบัติ”
ขณะที่ “ทัสนันทน์” ระบุว่า สำหรับการผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหาภาระที่มาจากการแบกรับค่าเล้ารียนของเด็กต่างด้าวนั้นทางพรรคเศรษฐกิจจะนำเรื่องการแยกตัวเลขค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาของเด็กต่างด้าวออกจากค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาของเด็กที่อยู่ในประเทศไทยทั้งหมด(รวมเด็กไทยและเด็กต่างด้าว) ซึ่งมียอดรวมประมาณ 20,000 ล้านบาทต่อปี เข้าหารือในสภา เมื่อสามารถแยกตัวเลขที่ชัดเจนได้แล้ว สส.พรรคเศรษฐกิจ โดยนายคริสคริส โปตระนันทน์ ซึ่งเป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จะนำปัญหาเรื่องภาระและผลกระทบจากการให้เด็กต่างด้าวเรียนฟรี 15 ปีเข้าหารือต่อที่ประชุมกรรมาธิการงบประมาณฯเพื่อหาแนวทางในการแก้ปัญหาต่อไป นอกจากนั้นในส่วนของตนก็กำลังทำแคมเปญชวนประชาชนคนไทยร่วมลงชื่อเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนมติ ครม.ปี 48 ที่ให้เด็กต่างด้าวเรียนฟรี 15 ปี
โดยร่วมเป็น 1 เสียงเพื่อปกป้องสวัสดิการคนไทย ถ้าคุณเห็นด้วยว่าถึงเวลาต้องทบทวนมติ ครม. 2548 เรื่องสิทธิคนต่างด้าว เพื่อหยุดภัยความมั่นคงและการสวมสิทธิ์
👇 อย่าปล่อยให้เสียงของเราเงียบหาย
✍️ กดลงชื่อแคมเปญได้ที่ลิงก์นี้: https://c.org/BxhbrzVfpj

