xs
xsm
sm
md
lg

Data Center อลเวง โลกตะวันตกเตะเบรกทบทวนทิศทาง แต่ไทยเหยียบคันเร่ง!?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ใครๆก็บอกว่าปัญญาประดิษฐ์ (AI) คือขุมทรัพย์ใหม่ของการลงทุนระดับโลกที่ดึงดูดเม็ดเงินมหาศาล แต่อุตสาหกรรมนี้กำลังเผชิญกับข้อจำกัด ล่าสุดคือ นิวยอร์ก ที่ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ด้วยการประกาศเป็นรัฐแรกในสหรัฐอเมริกาที่สั่งระงับการก่อสร้าง "ไฮเปอร์สเกล ดาต้าเซ็นเตอร์" (Hyperscale Data Center) ชั่วคราวเป็นเวลา 1 ปี เพื่อประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและบิลค่าไฟของประชาชน

คำถามคือในขณะที่ซีกโลกตะวันตกกำลังเหยียบเบรกเพื่อทบทวนทิศทาง ประเทศไทยกลับกำลังเหยียบคันเร่งเต็มสูบเพื่อก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลาง (Digital Hub) ของอาเซียน

ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS ชี้ว่าบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลก จะเดินหน้าขยายการลงทุน Data Center ในไทยจนทำให้ขนาด Data Center เพิ่มขึ้นถึง 13.9 เท่า ภายในปี 2571 ก่อให้เกิดการลงทุนกว่า 3.2 แสนล้านบาท และสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการไทยในระหว่างพัฒนา Data Center สูงถึง 1.3 แสนล้านบาท โดยแนะภาครัฐเพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายข้อมูลอินเทอร์เน็ต และอนุญาตผู้ให้บริการ Data Center ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนของภาคเอกชน เพื่อดึงเม็ดเงินลงทุนต่อเนื่อง

ภาพความสำเร็จทางเศรษฐกิจระดับมหภาคที่วาดฝันกันไว้ กลับสวนทางกับช่องโหว่ขนาดใหญ่ของกฎหมายสิ่งแวดล้อมไทย ภายใต้พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ที่ปัจจุบันยังไม่มีการระบุประเภทธุรกิจ "ดาต้าเซ็นเตอร์" ไว้ในบัญชีโครงการที่ต้องทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)มีโอกาสให้นักลงทุนสามารถเลี่ยงบาลีด้วยการยื่นขออนุญาตก่อสร้างอาคารในลักษณะ "คลังสินค้า"หรือศูนย์เก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งส่งผลให้เมกะโปรเจกต์ที่กินไฟมหาศาลนี้รอดพ้นจากการตรวจสอบผลกระทบโดยสิ้นเชิง

ความไร้เดียงสาของกฎหมายไทยที่มองซูเปอร์คอมพิวเตอร์เป็นเพียงโกดังเก็บของนี้ อาจกำลังเปิดทางให้ทุนข้ามชาติใช้ช่องว่างเพื่อผลักภาระความเสี่ยงทางสาธารณูปโภคมาให้คนเมืองแบกรับก็ได้

***นิวยอร์ก เลือกชั่งน้ำหนัก


เมื่อเทียบกับความเคลื่อนไหวของนิวยอร์ก การออกคำสั่งระงับ (Moratorium) ของผู้ว่าการรัฐ แคธี โฮชูล ไม่ใช่การต่อต้านเทคโนโลยี แต่เป็นการส่งสัญญาณว่า รัฐบาลเริ่มชั่งน้ำหนักระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับผลกระทบต่อประชาชน ดาต้าเซ็นเตอร์ระดับไฮเปอร์สเกล 1 แห่ง อาจใช้ไฟสูงถึง 50-100 เมกะวัตต์ ซึ่งเทียบเท่ากับการใช้ไฟของบ้านเรือนกว่า 50,000 หลังคาเรือน และใช้น้ำบริสุทธิ์เพื่อหล่อเย็นหลายล้านแกลลอนต่อวัน

ในขณะที่รัฐนิวยอร์กประกาศระงับการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์เพื่อปกป้องประชาชนจากวิกฤตสายส่ง ประเทศไทยกำลังเดินหน้าอนุมัติเมกะโปรเจกต์ ในภาพคือส่วนหนึ่งของศูนย์ข้อมูลในสหรัฐอเมริกา
สาเหตุที่ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์กต้องยอมหลับตาไม่สนใจเม็ดเงินลงทุน คือตัวเลขทางสถิติที่น่าตกใจ ในบางชุมชนของสหรัฐฯ บิลค่าไฟของภาคครัวเรือนพุ่งสูงขึ้นเกือบเท่าตัว เนื่องจากบริษัทสาธารณูปโภคต้องลงทุนสร้างสถานีไฟฟ้าย่อยและสายส่งใหม่เพื่อป้อนให้ดาต้าเซ็นเตอร์ แล้วผลักภาระต้นทุนเหล่านั้นกลับมาอยู่ในโครงสร้างราคาค่าไฟที่ประชาชนทุกคนต้องร่วมกันจ่าย

การตัดสินใจของนิวยอร์กเป็นเพียงโดมิโนตัวล่าสุด ก่อนหน้านี้ประเทศอย่างไอร์แลนด์ต้องสั่งระงับการเชื่อมต่อไฟใหม่ในกรุงดับลินไปจนถึงปี 2028 หลังพบว่าดาต้าเซ็นเตอร์สูบไฟไปถึง 21% ของทั้งประเทศ หรือแม้แต่สิงคโปร์ที่เพิ่งปลดล็อกการแบน ก็ยังตั้งเงื่อนไขด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงานสุดโหด และจำกัดโควตาการปล่อยไฟรวมเพียง 60 เมกะวัตต์ต่อปี เพื่อรักษาสมดุลของประเทศ

ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นอุตสาหกรรมที่มีการใช้ไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงมีการใช้น้ำจำนวนมากสำหรับการระบายความร้อนของเซิร์ฟเวอร์
กลับมาที่ประเทศไทย หากเราไม่มีการวางแผนรองรับที่รัดกุม การเติบโตนี้อาจกลายเป็นฝันร้ายของโครงสร้างพื้นฐาน แม้ไทยจะมีกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองในภาพรวม แต่ระบบสายส่งในพื้นที่เฉพาะเจาะจง (Grid capacity) อาจไม่สามารถรองรับการโหลดกระแสไฟฟ้ามหาศาลแบบกระจุกตัวได้ ซึ่งท้ายที่สุดอาจนำไปสู่ปัญหาไฟตกในชุมชนโดยรอบ

ในส่วนกรณีพิพาทที่พระราม 9 แม้ว่าอาจจะมีการสั่งการให้การไฟฟ้านครหลวงและการประปานครหลวงเข้าตรวจสอบ เพื่อบังคับให้โครงการแยกฐานระบบไฟฟ้าและน้ำดิบออกจากระบบสาธารณะ ป้องกันไม่ให้เกิดการแย่งทรัพยากรกับโรงพยาบาล แต่นี่เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุสำหรับโครงการที่ได้รับใบอนุญาตไปแล้ว

ปรากฏการณ์นี้อาจบีบให้หน่วยงานกำกับดูแลระดับชาติอย่าง กสทช. ต้องออกมาขยับตัวเตรียมรื้อเกณฑ์ใบอนุญาตดาต้าเซ็นเตอร์ใหม่ทั้งหมด เพื่อจัดโซนนิ่ง (Zoning) ไม่ให้ผุดขึ้นใจกลางเมืองอย่างเสรี แต่คำถามคือ การตื่นตัวนี้ช้าเกินไปหรือไม่ ในเมื่อโครงการระดับหมื่นล้านหลายแห่งได้รับการอนุมัติและเตรียมตอกเสาเข็มไปเรียบร้อยแล้ว

ส่วนหนึ่งของศูนย์ข้อมูล QTS Fayetteville ขนาด 928 เอเคอร์ ในเมืองเฟเยตต์วิลล์ รัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา
ในมุมมองของการพัฒนาเทคโนโลยีระดับองค์กร ปฏิเสธไม่ได้ว่าโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดต่อการขับเคลื่อนนวัตกรรม ตั้งแต่การจัดการข้อมูลสตรีมมิ่ง (Data Streaming) ขนาดใหญ่ ไปจนถึงการฝึกฝนโมเดล Generative AI แต่สิ่งที่ภาคธุรกิจและนักลงทุนต้องตระหนักนับจากนี้ คือ "กฎระเบียบ" (Regulation) จะกลายเป็นตัวแปรสำคัญพอๆ กับความก้าวหน้าของชิปประมวลผล

คำถามสำคัญที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ต้องตอบสังคมไทยให้ได้คือ ต้นทุนในการอัปเกรดสายส่งหรือขยายท่อประปาเพื่อรองรับกลุ่มทุนเหล่านี้ ใครจะเป็นผู้จ่าย? รัฐจะบังคับใช้โครงสร้างราคาเฉพาะกลุ่ม (Data Center Tariff) หรือจะยอมให้ต้นทุนแฝงเหล่านี้ไหลซึมเข้าไปในค่า FT ที่ไปโผล่อยู่บนบิลค่าไฟของคนไทยทุกคน

***3 เจ้าภาพสางปม?

หากคิดเร็วๆ "เจ้าภาพ" ที่อาจจะแก้ปัญหา Data Center อลเวงนี้ได้ตรงจุดที่สุด สามารถแบ่งง่าย ๆ เป็น 3 หน่วยงานหลัก

1. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ต้องเข้ามาจัดการเรื่องช่องโหว่ EIA คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ อาจต้องใช้อำนาจออกประกาศกระทรวง "ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม" ทันที โดยเพิ่มนิยามโครงการประเภท "ศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่มีขนาดกำลังการใช้ไฟฟ้าตั้งแต่ 20 เมกะวัตต์ขึ้นไป" เข้าไปในบัญชีโครงการที่ต้องทำ EIA ห้ามให้ใช้คำว่าคลังสินค้ามาเทียบเคียงอีกต่อไป นี่คือการแก้ที่ตรงจุดและอุดรอยรั่วทางกฎหมายที่เร็วที่สุด

กลุ่มอาคารของ Digital Realty Data Center ใน Ashburn รัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา
2. คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน - กกพ. ที่ต้องขยับรับเรื่องการปกป้องบิลค่าไฟชาวบ้าน กกพ. ถือเป็นหน่วยงานที่สำคัญที่สุดในการแก้ปัญหาความกังวลเรื่องค่าไฟ กกพ. ต้องประกาศ "โครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าเฉพาะกลุ่ม" หรือที่ต่างประเทศเรียกว่า High-Density Load Tariff / Data Center Tariff ซึ่งจะมีการตั้งกฎเกณฑ์ระบุชัดเจนว่า หากต้องมีการขยายสถานีย่อยหรือลากสายส่งใหม่เพื่อรองรับ Data Center "ผู้ลงทุนต้องเป็นคนจ่ายค่าอัปเกรดโครงข่าย (Grid Upgrade Fee) 100%" และกระทรวงพลังงานต้องรับประกันว่า ต้นทุนส่วนนี้จะไม่ถูกนำมาหารเฉลี่ยรวมอยู่ในสูตรคำนวณค่า FT ของประชาชนตาดำๆ เด็ดขาด

และ 3. คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เพราะ BOI ต้องเปลี่ยนแปลงเรื่องมาตรฐานการลงทุน ด้วยการเลิกแจกสิทธิประโยชน์ทางภาษีแบบ "ตีเช็คเปล่า" แต่ต้องผูกเงื่อนไขแบบที่สิงคโปร์ทำ คือบังคับให้ Data Center ที่จะขอรับสิทธิประโยชน์ ต้องมีค่าประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (PUE) ไม่เกิน 1.3 รวมถึงต้องมีระบบจัดการน้ำหล่อเย็นแบบหมุนเวียนปิด (Closed-loop), และต้องมีแผนจัดหาพลังงานหมุนเวียนมาใช้เอง (On-site / PPA) เป็นสัดส่วนที่ชัดเจน

ท้ายที่สุดแล้ว คำสั่งระงับการก่อสร้างของนิวยอร์กคือสัญญาณเตือนชั้นดีว่า ยุคต่อไปของการแข่งขันด้าน AI ผู้ชนะอาจไม่ใช่ประเทศที่สร้างศูนย์ข้อมูลได้เร็วที่สุดหรือให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้มากที่สุด แต่คือประเทศที่สามารถผสานนวัตกรรมล้ำยุคเข้ากับการปกป้องคุณภาพชีวิตของชุมชนได้อย่างสมดุลที่สุด.