xs
xsm
sm
md
lg

ชำแหละ คดีชาล็อต เหยื่อโอนเงินผิดเวลา ธนาคารผิดไม่รัดกุม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



พลิกคดีชาล็อต ออสติน ฟ้องชนะธนาคาร ศาลสั่งชดใช้ 1 ล้านบาท ชี้ระบบปล่อยโอนเงินผิดเวลาหลังเที่ยงคืนคือความบกพร่องที่ต้องร่วมรับผิดชอบ สร้างบรรทัดฐานใหม่ให้ผู้ใช้บริการธนาคารทุกคน

ชัยชนะในชั้นศาล ของนางงาม ชาล็อต ออสติน เหนือธนาคารกสิกรไทย ความรู้สึกของคนไทยผู้ใช้บริการธนาคาร เหมือนชนะคดีไปกับชาล็อตด้วย

เมื่อศาลแพ่งสั่งให้ธนาคารกสิกรไทย ต้องชดใช้เงิน 1 ล้านบาทคืนให้ชาล็อต พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี และรับผิดชอบค่าฤชาธรรมเนียมศาล รวมถึงค่าทนายความบางส่วน

คดีที่เธอตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลล์เซ็นเตอร์ สูญเงินไปทั้งหมด 4 ล้านบาท ผ่านระบบธุรกรรมของธนาคารกสิกรไทย

เรื่องราวเกิดจากชาล็อต โอนเงินไปให้แก๊งมิจฉาชีพก้อนแรก 2 ล้านบาท ในเวลา 17.00 น. จากนั้นตอนหลังเที่ยงคืน มีการโอนเงินอีก 2 ครั้ง คือ 500,000 บาท และ 1.5 ล้านบาท

เมื่อรู้ตัวว่าถูกหลอกในวันรุ่งขึ้น ชาล็อตได้บันทึกหลักฐานจากหน้าจอโทรศัพท์ รีบอายัดบัญชี แจ้งความกับตำรวจ

ต่อมา เธอยื่นฟ้องธนาคารกสิกรไทยเพื่อเรียกค่าเสียหาย โดยเห็นว่าระบบรักษาความปลอดภัยของธนาคารไม่มีมาตรการเพียงพอในการตรวจจับและระงับธุรกรรมที่มีความเสี่ยง

แน่นอน ฝ่ายธนาคารสู้คดีว่า ตัวเองไม่ผิด ยืนยันว่าระบบรักษาความปลอดภัยเป็นไปตามมาตรฐาน และธุรกรรมทั้งหมด เกิดจากการที่เจ้าของบัญชีเป็นผู้ทำรายการเอง

ฝ่ายศาลแพ่ง แยกพิจารณาธุรกรรมออกเป็น 2 ช่วง เห็นว่าการโอนเงินครั้งแรกจำนวน 2 ล้านบาทในช่วงเวลา 17.00 น. เป็นธุรกรรมที่เกิดขึ้นในเวลาปกติ ธนาคารจึงไม่อาจทราบได้ว่าเป็นการโอนเงินภายใต้การหลอกลวง

แต่สำหรับการโอนอีก 2 ครั้ง รวมเป็นเงิน 2 ล้านบาท ซึ่งเกิดขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลังเที่ยงคืน ศาลเห็นว่าเป็นธุรกรรมที่มีลักษณะผิดปกติ ทั้งในแง่ช่วงเวลาการทำรายการและจำนวนเงินที่โอนต่อเนื่องกัน

จึงเป็นกรณีที่ธนาคารควรมีระบบตรวจจับ หรือมาตรการบริหารความเสี่ยงที่รัดกุมมากกว่านี้

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ฝ่ายผู้เสียหายเอง ก็มีส่วนประมาท จากการหลงเชื่อมิจฉาชีพ และเป็นผู้ทำรายการโอนเงินด้วยตนเอง ไม่ใช่มิจฉาชีพมาดูดเงินไปจากบัญชี

จึงกำหนดให้ทั้งสองฝ่ายรับผิดชอบความเสียหายในสัดส่วนเท่ากัน เฉพาะยอดเงินที่โอนหลังเที่ยงคืน โดยให้ธนาคารกสิกรไทยต้องชดใช้ค่าเสียหายคืน 1 ล้านบาท จากยอด 2 ล้านบาท

คดีนี้ ถือเป็นอุทาหรณ์สำหรับทุกฝ่าย เริ่มจากชาล็อตเอง ที่ถูกแก๊งคอลล์เซ็นเตอร์ ปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ โทรมาข่มขู่รีดไถ อ้างว่าเธอเกี่ยวกับการเปิดบัญขีม้าและฟอกเงิน

พร้อมบังคับให้วิดีโอคอลผ่านแอปพลิเคชันไลน์เป็นเวลานานกว่า 16 ชั่วโมง ระหว่างนั้นยังหลอกให้กดลิงก์ที่เชื่อว่าถูกใช้ควบคุมโทรศัพท์มือถือ จนไม่สามารถรับสายจากบุคคลอื่นได้ ทำให้ขาดการติดต่อจากโลกภายนอก

แก๊งโจรชั่ว ยังส่งเอกสารปลอมที่อ้างว่าเป็นหมายศาลมาใช้สร้างความหวาดกลัว จนสาวงามเสียขวัญหลงเชื่อ และปฏิบัติตามคำสั่งโดยดี

มุขต่างๆ เหล่านี้ ถ้าชาล็อตเอ๊ะสักนิด ปรึกษาคนรู้จักกันสักหน่อย เชื่อว่าเธอคงไม่ถลำลึกจนเสียเงินไปมากมาย เพราะสตอรี่แนวนี้ของแก๊งคอลล์เซ็นเตอร์ ก็ปรากฏเป็นข่าวอยู่ตลอด

เรื่องนี้ จึงเป็นสิ่งเตือนใจไปถึงชาวบ้านทั่วไปด้วย หากเจอการข่มขู่ทางโทรศัพท์แบบที่ชาล็อตเจอ ให้สงสัยไว้ก่อนว่า คนที่โทรมาเป็นมิจ จ. จาน ไม่ใช่มิตร ที่แปลว่าเพื่อน

ขณะเดียวกัน สถาบันการเงิน ก็ต้องยกระดับมาตรการเฝ้าระวัง หรือตรวจจับธุรกรรมที่มีความผิดปกติ ในเวลาผิดปกติ สิ่งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนผู้ใช้บริการ ไอ-แบงกิ้ง จะเกิดความอุ่นใจมากขึ้น ว่าในช่วงเวลาคับขัน ธนาคารจะไม่ปล่อยให้เหยื่อเดียวดาย