รอยเตอร์/เอเอฟพี – อเมริกากับอิหร่านซัดกันนัวเป็นวันที่ 9 ติดต่อกัน ขณะที่เพนตากอนเสียทหารเพิ่มอีก 1 นาย และมีเรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ การแย่งชิงอำนาจควบคุมในเส้นทางขนส่งสำคัญนี้ระหว่างวอชิงตันกับเตหะรานส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนต์พุ่งทะลุ 91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับจากวันที่ 11 มิ.ย. และทำสถิติสูงสุดในรอบ 1 เดือน
ในวันจันทร์ (20 ก.ค.) กองบัญชาการกลางของกองทัพสหรัฐฯ (CENTCOM) ออกแถลงการณ์ว่า ได้เปิดการโจมตีระลอกใหม่โดยให้เหตุผลเหมือนเดิมคือ เพื่อทำลายความสามารถของเตหะรานในการโจมตีเรือพาณิชย์ในฮอร์มุซ แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม
แม้อเมริกาล็อกเป้าโจมตีพื้นที่ใกล้ฮอร์มุซมาตลอดนับจากฟื้นการสู้รบ แต่การโจมตีระลอกล่าสุดกลับปูพรมถล่มหลายจังหวัดในอิหร่านทั้งตอนกลางและตอนเหนือ ซึ่งทุกจังหวัดล้วนเป็นที่ตั้งฐานทัพและระบบป้องกันภัยทางอากาศ
ทาสนิมซึ่งเป็นสำนักข่าวกึ่งทางการของอิหร่านรายงานว่า CENTCOM ยิงขีปนาวุธโจมตีหลายเมืองของอิหร่านในช่วงเช้าวันจันทร์ โดยมีเสียงระเบิดในเมืองทาบริซ ชาบาฮาร์ โคนารัก บันดาร์มาห์ชาห์ร และบันดาร์อิหม่ามโคไมนี ขณะที่สำนักข่าว IRNA รายงานว่า มีผู้เสียชีวิต 1 คนและบาดเจ็บหลายคนในจังหวัดอาเซอร์ไบจานตะวันออกทางด้านเหนือของประเทศ
อย่างไรก็ตาม เอสมาอิล บาเกอี โฆษกกระทรวงต่างประเทศอิหร่าน เผยว่า การเจรจาทางการทูตผ่านประเทศผู้ไกล่เกลี่ยยังคงดำเนินอยู่
ที่วอชิงตัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเมื่อวันอาทิตย์ว่า การโจมตีระลอกล่าสุดสร้างความเสียหายอย่างหนักแก่อิหร่านเพื่อแก้แค้นให้กับทหารอเมริกันที่เสียชีวิต
มาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวในวันเดียวกันว่า หากอิหร่านยังคงโจมตีเรือสินค้าในฮอร์มุซและอ้างสิทธิ์ในน่านน้ำสากลดังกล่าว อเมริกาจะเดินหน้าโจมตีต่อ รวมถึงทำทุกสิ่งที่จำเป็นเพื่อปกป้องน่านน้ำนี้ พร้อมเรียกร้องประเทศอื่นๆ ร่วมรับผิดชอบ ไม่ว่าจะด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์หรือเงินทุน
ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิหร่านกับอเมริกาสิ้นสุดลงหลังจากเตหะรานโจมตีเรือในฮอร์มุซ และวอชิงตันฟื้นปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน กระนั้น รูบิโอยืนยันว่า อเมริกายังเปิดกว้างสำหรับแนวทางทางการทูต
กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) แถลงในวันจันทร์ว่า ยิงขีปนาวุธทิ้งตัวโจมตีเครื่องบินของกองทัพสหรัฐฯ ในสนามบินอคาบาของจอร์แดน รวมถึงทรัพยากรทางทหารและอาวุธของอเมริกาในค่ายอัล-อดิรีและฐานทัพอากาศอาลี อัล ซาเลมในคูเวต และศูนย์บัญชาการของปฏิบัติการพิเศษของอเมริกาที่ฐานทัพอัลตานซ์ในซีเรีย
เช้าวันจันทร์ เสียงไซเรนดังกึกก้องในบาห์เรน ขณะที่กองทัพคูเวตเผยว่า ได้สกัดโดรนของอิหร่าน รัฐบาลคูเวตยังเผยว่า โรงงานผลิตน้ำจืดแห่งหนึ่งถูกโจมตีสองวันติดกัน ส่งผลให้เกิดไฟไหม้ และถือเป็นการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลเรือนที่สำคัญโดยตรง
IRGC สำทับว่า เรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำระเบิดและไม่สามารถแล่นต่อไปได้ หลังจากพยายามผ่านช่องแคบฮอร์มุซโดยใช้เส้นทางด้านใต้ที่อิหร่านระบุว่า ไม่ปลอดภัย พร้อมกล่าวหาเรือทั้งสองลำถูกกองทัพอเมริกายุยงให้ใช้เส้นทางดังกล่าว
ขณะเดียวกัน ศูนย์ปฏิบัติการการค้าทางทะเลของสหราชอาณาจักรเปิดเผยว่า เรือลำหนึ่งถูกยิงทำให้เกิดไฟไหม้ในฮอร์มุซไม่ไกลจากชายฝั่งโอมาน
IRGC เตือนว่า ฮอร์มุซยังคงไม่ปลอดภัยตราบที่อเมริกายังคงรุกรานตะวันออกกลาง และย้ำว่า เส้นทางนี้ไม่ปลอดภัยสำหรับการขนส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีหรือก๊าซและน้ำมันแม้แต่หยดเดียว
ข้อมูลจาก LSEG ระบุว่า มีเรือแล่นผ่านฮอร์มุซเพียง 4 ลำเมื่อวันอาทิตย์ (19 ก.ค.) ลดลงจาก 8 ลำในวันก่อนหน้า และเรือบรรทุกน้ำมันอย่างน้อย 3 ลำ รวมทั้งเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่ 1 ลำเข้าสู่ช่องแคบนี้ตั้งแต่วันศุกร์ (17 ก.ค.) เพื่อขนถ่ายน้ำมันลงเรือ สถานการณ์ตึงเครียดทั้งหมดนี้ส่งผลให้ราคาน้ำมันในวันจันทร์ทะยานขึ้นทะลุ 91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
กองทัพอเมริกาแถลงว่า ทหารเสียชีวิต 1 นายเมื่อวันเสาร์ (18 ก.ค.) ทางเหนือของอิรัก ซึ่งอเมริกามีฐานทัพตั้งอยู่ ระหว่างการเก็บกู้วัตถุระเบิดที่ยังไม่ระเบิดในโดรนโจมตีของอิหร่านที่ถูกยิงตก โดยใช้ระเบิดแบบมีการควบคุม
ก่อนหน้านั้น กองทัพสหรัฐฯ เผยว่า ทหาร 2 นายเสียชีวิตในจอร์แดน และอีก 1 นายสูญหาย และเมื่อวันอาทิตย์ CENTCOM แถลงว่า พบร่างผู้เสียชีวิตที่ยังไม่สามารถระบุตัวตนได้ในบริเวณที่มีการโจมตีเมื่อวันศุกร์ (17 ก.ค.) ซึ่งจะมีการตรวจสอบเพิ่มเติมเพื่อระบุอัตลักษณ์ของร่างดังกล่าว
จากคำแถลงนี้ทำให้ยอดทหารอเมริกันที่เสียชีวิตนับจากสงครามอิหร่านเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. เพิ่มเป็น 17 นาย และบาดเจ็บกว่า 420 นาย

