xs
xsm
sm
md
lg

ตัดตอนขบวนการค้ามนุษย์ข้ามชาติ ดันไทยสู่ Medical Hub อุ้มบุญ เปิดทาง “คู่สมรส” มีเบบี๋เท่าเทียม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



จับตา “ร่าง พ.ร.บ.อุ้มบุญ ฉบับใหม่” สาระสำคัญตัดตอนขบวนการอุ้มบุญข้ามชาติ ป้องกันการแสวงหาประโยชน์จากการค้ามนุษย์ ควบคู่ไปกับการปลดล็อกสิทธิให้สอดคล้องบริบทสังคมยุคปัจจุบัน เปิดทางคู่สมรส LGBTQ+ ตลอดจนหนุน Medical Hub ดึงดูดคู่สมรสชาวต่างชาติดันเม็ดเงินแสนล้าน

ต้องยอมรับว่า ประเทศไทยนั้น เป็นหมุดหมายของ “ขบวนการอุ้มบุญข้ามชาติ” ซึ่งเป็นปัญหาฝังลึกขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนและเป็นภัยความมั่นคงระดับชาติมาโดยตลอด

ทั้งนี้ หากย้อนดูเส้นทางความรุนแรงของขบวนการอุ้มบุญข้ามชาติในไทย จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ทั่วโลกหันมาจับจ้องเกิดขึ้นจากคดีอื้อฉาวเมื่อปี 2557 กรณี“น้องแกรมมี่”ทารกป่วยดาวน์ซินโดรมที่ถูกพ่อแม่ชาวออสเตรเลียว่าจ้างหญิงไทย “อุ้มบุญ” แต่เมื่อเด็กเกิดมาพร้อมความพิการ กลับถูกพ่อแม่ผู้ว่าจ้างทอดทิ้งอย่างแยแส นำมาสู่การผลักดัน พ.ร.บ. คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. 2558 เพื่อบังคับใช้ควบคุมการอุ้มบุญเชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรก

ทว่า การกฎหมายจะกำหนดให้ทำอุ้มบุญได้เฉพาะคู่สมรสที่จดทะเบียนถูกต้อง และฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องมีสัญชาติไทยนั้น กลายเป็นช่องโหว่ให้กลุ่มนายหน้าข้ามชาติโดยเฉพาะกลุ่มทุนจีนเทา เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์โดยใช้ปัจจัยความยากจนและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ล่อลวงหญิงไทยฐานะยากจนด้วยเงินก้อนหลักแสนบาท นำไปสวมสิทธิ์ย้ายตัวอ่อนในคลินิกเถื่อน ลักลอบพาข้ามแดนไปคลอดในประเทศเพื่อนบ้าน

สถานการณ์ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อขบวนการอุ้มบุญอาชญากรรมข้ามชาติ มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ คลินิกเอกชน และนายหน้าข้ามชาติร่วมกันทำผิด ย้อนดูข้อมูลจากสถิติของ สบส. เปิดเผยว่าตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2566 ถึงกรกฎาคม 2569 มีการดำเนินคดีกับแพทย์ในคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับการอุ้มบุญและการค้ามนุษย์มากกว่า 100 ครั้ง

โดยในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ได้มีคำพิพากษาประวัติศาสตร์ในคดีความผิดฐานมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ การจัดให้มีการตั้งครรภ์แทนเพื่อประโยชน์ทางการค้า และการนำเข้า-ส่งออกอสุจิ ไข่ หรือตัวอ่อนมนุษย์ โดยสั่งลงโทษจำคุกสูตินารีแพทย์ชาวไทยที่ร่วมมือกับขบวนการข้ามชาติสูงถึง 10 - 15 ปี

นับเป็นคดีอาญาเคสแรกที่มีคำพิพากษาลงโทษแพทย์อย่างจริงจัง และแสดงให้เห็นว่าผู้ใดก็ตามหากมีส่วนร่วมกับการกระทำผิดไม่ว่าจะอยู่ในขั้นตอนใดจะต้องถูกนำตัวมาลงโทษตามกฎหมายโดยไม่มีการละเว้น โดยในขั้นต่อไปในการยกระดับศักยภาพการคุ้มครองผู้บริโภค และมาตรฐานบริการเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์

ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณรองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กล่าวว่าการกระทำผิดในลักษณะดังกล่าวมักมีผู้เกี่ยวข้องในหลายระดับ ทั้งนายหน้า บุคลากรทางการแพทย์ หญิงที่รับจ้างอุ้มบุญ ฯลฯ และมักจะมีลักษณะเป็นการกระทำความผิดข้ามชาติ โดยที่ผ่านมาประสานความร่วมมือกับ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) แต่ยังไม่ได้ถูกรับเป็นคดีพิเศษทั้งหมด ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการผลักดันคดีอุ้มบุญเข้าสู่คณะรัฐมนตรี โดยเสนอให้ DSI เป็นหน่วยงานหลักในการรับผิดชอบ

ขณะเดียวกัน สบส. ดำเนินการยก “(ร่าง) พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. ...” โดยมุ่งเน้นการเพิ่มอัตราโทษจากการกระทำผิดที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ รวมถึงการเอาผิดผู้ที่ทำให้เกิดการอุ้มบุญนอกประเทศ จะต้องรับโทษตามกฎหมายฉบับนี้ เพื่อป้องปรามการกระทำผิดจากทั้งชาวไทย และกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ และสร้างเชื่อมั่นแก่คู่สมรสทุกคู่ในการรับบริการเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ของไทย

นอกจาก ร่าง พ.ร.บ. อุ้มบุญ ฉบับใหม่ จะอุดรอยรั่วการแสวงหาผลประโยชน์ของอาชญากรรมข้ามชาติ ยังมีส่วนสำคัญในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางกฎหมายให้สอดรับกับบริบทสังคมไทยและสากลอย่างแท้จริง

สาระสำคัญประกอบด้วยปลดล็อกสิทธิ์แก่กลุ่มสมรสเท่าเทียม (LGBTQ+)โดยปรับเปลี่ยนคำนิยามในกฎหมายจากเดิม “สามีภริยา” เป็น “คู่สมรส” เพื่อสอดรับกับ พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียม เปิดโอกาสให้คู่รักหลากหลายทางเพศที่จดทะเบียนถูกต้อง สามารถเข้าถึงบริการเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์และการตั้งครรภ์แทนอย่างเปิดเผยและเป็นธรรม

ขณะเดียวกันยังเป็นการเปิดทางคู่สมรสชาวต่างชาติ หนุน Medical Hub อย่างมีเงื่อนไขโดยอนุญาตให้คู่สมรสชาวต่างชาติใช้บริการอุ้มบุญในไทยได้ แต่ตั้งการ์ดป้องกันการค้ามนุษย์ด้วยเงื่อนไขเข้มงวด เช่น กำหนดให้หญิงผู้รับตั้งครรภ์แทนต้องมีสัญชาติเดียวกับคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพื่อป้องกันการซื้อขายเด็กและใช้หญิงไทยเป็นเครื่องมือเชิงพาณิชย์ เป็นต้น

และปรับโทษสูงขึ้นเพื่อป้องปราบการกระทำผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์โดยมีการเพิ่มโทษจำคุกและโทษปรับคดีอุ้มบุญอย่างมีนัยสำคัญแก่กลุ่มนายหน้า สถานพยาบาล หรือผู้ว่าจ้างเชิงพาณิชย์ ขณะเดียวกันมีนโยบายปรับลดโทษแก่หญิงรับจ้างอุ้มบุญเพื่อใช้เป็นพยาน

นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย การกำหนดให้เจ้าของอสุจิ ไข่ หรือตัวอ่อน สามารถส่งออกอสุจิ ไข่ หรือตัวอ่อนได้อีกด้วย

นพ.ภูวเดช สุระโคตรอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เปิดเผยว่า การปรับปรุงกฎหมายให้สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ (อุ้มบุญ) ซึ่งมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย และมีแนวโน้มมีภาวะมีบุตรยากเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์มีความก้าวหน้าและมีการใช้บริการมากขึ้น

ตลอดจนมุ่งสร้างความสมดุลระหว่างการส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์กับการคุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพของเด็ก ผู้รับบริการ ผู้ให้กำเนิดแทน และบุคลากรทางการแพทย์ รวมทั้งยกระดับประสิทธิภาพการกำกับดูแล ป้องกันการแสวงหาประโยชน์ในเชิงพาณิชย์และการค้ามนุษย์ ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ หรือ Medical Hub ภายใต้กรอบกฎหมายที่มีความรัดกุม โปร่งใส และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

อ้างอิงข้อมูลจาก Allied Market Research ระบุว่าประเทศไทยได้รับการจัดอันดับเป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 1 ของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก สำหรับการท่องเที่ยวเพื่อการรักษาภาวะมีบุตรยาก (Fertility Tourism)

นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจต่าง ๆ คาดว่าอุตสาหกรรม Medical Tourism ของไทยมีมูลค่าสร้างรายได้เข้าประเทศปีละ 40,000 – 100,000 ล้านบาท โดยบริการรักษาภาวะมีบุตรยากถือเป็น 1 ใน 3 กลุ่มบริการทางการแพทย์ที่ทำรายได้สูงที่สุด

หากมองในแง่เศรษฐกิจ “ร่าง พ.ร.บ.อุ้มบุญฉบับใหม่” นับเป็นกลยุทธ์สำคัญในการผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) สร้างเม็ดเงินมหาศาลจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์.