xs
xsm
sm
md
lg

จาก “แต๋ม” ข้าวแกง ถึง “เอก” บัตรคนจน ความจริงวันนี้ของ “ระบอบสีน้ำเงิน”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



 “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพิ่งจะล้มโครงการ “ข้าวแกง 40 บาท” หลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักไปได้ไม่เท่าไหร่ รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ก็ต้องเผชิญเรื่องร้อนที่ส่งผลกระทบกับรัฐบาลอย่างหนัก

นั่นก็คือ“บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” หรือ “บัตรคนจน”ที่กระทรวงการคลังภายใต้การนำของ“เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ”ที่ทำให้ “ระบอบสีน้ำเงิน” เสียรังวัดชนิดมโหฬารบานตะไท หลังดำเนินมาตรการตัด “คนจนไม่จริง” ออกไป ทว่า มาตการตัดคนจนของ “รองเอกฯ” กลับเต็มไปด้วยช่องว่างช่องโหว่และคำถามตามมามากมายจากประชาชนที่ถูกตัดสิทธิ จนนายอนุทินเห็นท่าไม่มีต้องออกโรงสั่งให้มีการทบทวนใหม่

ประเด็นร้อนเขย่ารัฐบาลเกิดขึ้นหลังผลการตรวจสอบคุณสมบัติบัตรคนจน ตามโครงการฯ ปี 2569 กล่าวคือจากจำนนวนผู้ลงทะเบียน 18.82 ล้านคน มีผู้ผ่านเกณฑ์เพียง 9.51 ล้านคน หรือมีผู้ตัดสิทธิ์ไปมากถึงกว่า 9.3 ล้านคน

แน่นอน ในจำนวนนี้มีคนที่สมควรถูกตัดสิทธิ์หรือเป็น “คนจนไม่จริง” รวมอยู่ด้วย แต่ก็ต้องยอมรับเช่นกันว่า กฎเกณฑ์ที่ “รองเอก” ทำคลอดออกมา ทำให้คนที่สมควรจะได้รับสิทธิ์จำนวนไม่น้อยพลอยถูกตัดสิทธิ์รวมอยู่ด้วย ทำให้มีการร้องเรียนขอให้ทบทวนสิทธิ์ทั่วประเทศ

โดยเฉพาะปัญหาข้อมูลของหน่วยงานรัฐคลาดเคลื่อน เช่น บางคนไม่มีรถ แต่ระบบแจ้งว่ามีรถยนต์ บางคนไม่มีที่ดิน แต่ข้อมูลระบุว่า ถือครองที่ดินเกิน 10 ไร่ หรือกรณีบุตรนำชื่อพ่อ-แม่ไปใช้ถือครองรถจักรยานยนต์ ทำให้ผู้ปกครองถูกตัดสิทธิ ทั้งที่ไม่ได้เป็นเจ้าของทรัพย์สินจริง

แถมยังเกิดเรื่องเศร้าในกรณีของ นางเงา รกไกร อายุ 69 ปี ชาวบ้านในพื้นที่บนดอย หมู่ที่ 2 ต.สกาด อ.ปัว จ.น่าน ซึ่งมีฐานะยากจน มีโรคประจำตัวความดันเบาหวาน มีบัตรประจำตัวคนพิการทางการเคลื่อนไหว แต่ถูกตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในครั้งนี้ ได้เดินทางมายังธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สาขาปัว อ.ปัว จ.น่าน

โดยนางเงาได้เข้าแถวรอคิวตั้งแต่เวลาประมาณ 13.00 น. กระทั่งเวลา 15.00 น. ได้เกิดอาการวูบ หมดสติ ล้มลง เจ้าหน้าที่ธนาคารและผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ได้รีบเข้าช่วยเหลือ พร้อมทำการปั๊มหัวใจ (CPR) ก่อนประสานหน่วยกู้ชีพนำตัวส่งโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชปัวอย่างเร่งด่วน แม้แพทย์และพยาบาลจะทำการรักษาอย่างเต็มที่ แต่สุดท้ายนางเงาได้เสียชีวิตลง

เค้าลางของความปั่นป่วนในทางการเมืองสำแดงให้เห็น เมื่อมีรายงานข่าวว่า เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมา “สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ต้องฮอตไลน์คุยกับ “รองเอก” ข้ามประเทศ ให้ทบทวนหลักเกณฑ์คัดกรอง

สัญญาณจาก “นายสิริพงศ์” ย่อมหมายถึงปัญหาที่ “deep state” ของพรรคภูมิใจไทยสัมผัสได้ว่า ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ โดยเฉพาะตัวนายสิริพงศ์เองที่ทำงานใกล้ชิดกับทั้งตัวนายอนุทิน และมีความสัมพันธ์อันแนบแน่นกับ “บ้านใหญ่บุรีรัมย์”

ไม่เพียงเท่านั้น เพราะอีก 2 รัฐมนตรีร่วมรัฐบาลก็สะท้อนปัญหาออกมาด้วยตัวเอง กล่าวคือ “นายนิกร โสมกลาง” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่ให้ข้อมูลว่า พม.ยื่นรายชื่อสำรวจไป 1,000,000 คน แต่ผ่านเกณฑ์ประมาณ 200,000 คน ซึ่งต้องมีการตรวจสอบว่าทำไมถึงมีการตกหล่น

ตามต่อด้วย “นายประเสริฐ จันทรรวงทอง” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่เปิดเผยว่า กลุ่มนักศึกษาที่อยู่ภายใต้การดูแลของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ หรือ สกร.ที่มีอยู่ราว 200,000 กว่าคน ถูกตัดสิทธิ์จากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐประมาณ 53,000 คน ทำให้จำนวนหนึ่งตัดสินใจทิ้งการเรียนไป

ที่ต้องขีดเส้นใต้คือทั้งนายประเสริฐและนายนิกรนั้น เป็นรัฐมนตรีสังกัดพรรคเพื่อไทย

และปัญหาทั้งหลายทั้งปวง จึงทำให้ในวันที่ 21 กรกฎาคม นายอนุทินได้เรียกนายเอกนิติ นายสิริพงศ์ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมหารือถึงปัญหาบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่เป็นประเด็นดรามากันอย่างมากมายในขณะนี้ ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ก่อนที่การประชุม ครม.

จากนั้น นายสิริพงศ์ได้ออกมาเปิดเผยว่า นายอนุทินได้มีข้อสั่งการในที่ประชุมครม. ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ในการอุทธรณ์สิทธิ์สวัสดิการแห่งรัฐ โดยเน้นการเข้าถึงพื้นที่และปรับปรุงระเบียบเพื่อลดภาระประชาชน พร้อมยืนยันรัฐบาลมุ่งสร้างความถูกต้องและเป็นธรรมในระบบฐานข้อมูล โดยสั่งการให้กระทรวงมหาดไทยจัดพื้นที่อุทธรณ์ และส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สำรวจรายชื่อประชาชนที่ไม่สามารถเดินทางมาเองได้ นอกจากช่องทางเดิมอย่างธนาคารกรุงไทย และ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) แล้ว รัฐบาลได้เพิ่มจุดบริการที่สำนักงานขนส่ง และที่ว่าการอำเภอ โดยในอนาคตจะมี “อำเภอเคลื่อนที่” ลงไปให้บริการถึงศาลากลางหมู่บ้านเพื่ออำนวยความสะดวกสูงสุด

ขณะที่ นายเอกนิติกล่าวชี้แจงว่า หัวใจหลักของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คือต้องการดูแลคนจนที่เดือดร้อนจริงๆ ซึ่งรัฐบาลไม่ได้ทบทวนมานาน 4-5 ปีมาแล้ว จำนวนกว่า 13 ล้านคน มีข้อร้องเรียนเข้ามามากว่ามีคนจนไม่จริงอยู่เยอะ คนจนเทียมอยู่เยอะ จึงต้องเร่งทบทวนใหม่

ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง กำลังเร่งทบทวนปัญหา 2 เรื่อง คือพบมีคนไปหลอกลวงชาวบ้านเป็นจำนวนมาก เอาข้อมูลของชาวบ้านไปจดทะเบียนบริษัท หรือเปิดบัญชีซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งตัวของชาวบ้านไม่ทราบเรื่องว่าถูกหลอก แต่กลุ่มคนเหล่านี้ที่เดือดร้อนจริง ทางภาครัฐยืนยันจะให้ทบทวนสิทธิเต็มที่ พร้อมประสานกระทรวงมหาดไทย ในการอำนวยความสะดวกและช่วยเหลือให้สามารถทบทวนสิทธิได้

ส่วนกรณีที่มีข้อร้องเรียน จนทำให้กระทรวงการคลังต้องปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์ไปเรื่อยๆ หรือไม่นั้น นายเอกนิติยืนยันว่าการรับฟังความเห็นประชาชนวันนี้คือเอาของจริงมาเปิดให้ดู ให้เห็นว่าระบบข้อมูลต่างๆ ที่มีอยู่ไม่ถูกต้อง ถือว่าเป็นการรื้อระบบ ระบบคนที่ถูกหลอก ต้องช่วยคนที่เดือดร้อน ให้นโยบายไปแล้วว่าคนที่เดือดร้อนทบทวนสิทธิต้องดูแลเต็มที่

อย่างไรก็ตาม ต้องบอกว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นายเอกนิติมีปัญหาในฐานะรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย เพราะก่อนหน้านี้ “รองเอก” ก็สั่งเช็กคุณสมบัติเข้ม ทำให้พ่อแม่ที่่ลูกนำชื่อไปใช้เป็นค่าลดหย่อนภาษีประจำปี ถูกตัดสิทธิจากการได้รับบัตรคนจน และถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยในครั้งแรก “รองเอก”ยืนยันว่า จะไม่ทบทวนพร้อมยกเหตุผลต่างๆ นานามาอธิบายแต่เหมือนยิ่งชี้แจง กระแสคัดค้านยิ่งขยายเป็นวงกว้าง ในที่สุด นายอนุทินทนแรงเสียดทานไม่ไหว ต้องสั่งให้ทบทวนหลักเกณฑ์เพื่อคืนสิทธิให้

เพราะฉะนั้น จึงเป็น 2 ครั้ง 2 คราในช่วงระยะเวลาไม่ห่างกันเท่าไหร่ ที่นายอนุทินต้องโดดลงมาสั่งทวนนโยบายของนายเอกนิติด้วยตนเอง

ความจริงต้องบอกว่า ความผิดพลาดของ “2 รัฐมนตรีคนนอก” ที่นายอนุทินภูมิใจเสนอ และก่อนหน้านี้ได้รับเสียงชื่นชมเป็นอย่างมากก็คือ การที่ทั้งสองคนคือ “รัฐมนตรีหนูประทาน” ทำงานแบบ “อยู่บนหอคอยงาช้าง” จนแทบไม่ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยในระดับรากหญ้า

ที่สำคัญคือ มองได้ด้วยว่า คณะรัฐมนตรีของนายอนุทินทำงานแบบ “ต่างคนต่างทำ” ไม่ได้มีประสานข้อมูลกัน พอเกิดปัญหา พอเกิดเสียงด่า เสียงวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน จึงเพิ่งจะรับรู้ถึงปัญหา โดยเฉพาะกระทรวงคมนาคมที่เห็นได้ชัดว่า มีปัญหามากมาย

แถมน่าสังเกตด้วยว่า แทนที่เจ้ากระทรวงอย่าง “โกเกี๊ยะ-นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ” จะออกมาเคลื่อนไหว เหตุไฉนตัวตั้งตัวตีในเรื่องนี้ถึงเป็นนายสิริพงศ์ได้ ซึ่งทำให้มองได้ว่า ความสัมพันธ์ภายในพรรคภูมิใจไทยมีปัญหาหรือไม่อย่างไร

“นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม” สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้โพสต์คลิปวิดีโอผ่านเฟซบุ๊ก แสดงความคิดเห็นเรื่องดังกล่าวเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า “ขอขอบคุณรัฐบาลที่จะมีการปรับปรุงหลักเกณฑ์ขึ้นมาใหม่ แต่ก็ต้องขอเตือนรัฐบาล การทำเรื่องใหญ่ขนาดนี้เกี่ยวข้องกับพี่น้องประชาชนขนาดนี้ อย่าให้ผิดพลาดซ้ำบ่อย ถ้าเกิดผิดลาดซ้ำบ่อย ประชาชนอาจมองว่าท่านทำงานไม่เป็น”

เช่นเดียวกับ “จตุพร พรหมพันธุ์” วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน ที่กล่าวในรายการประเทศไทยต้องมาก่อน เอาไว้ว่า “เมื่อรัฐบาลเริ่มมีงบประมาณเข้าสู้สถานการณ์ถังแตกและต้องการประหยัดงบประมาณปีละ 3.3 หมื่นล้านหรือเดือนละ 2.7 พันล้านที่คนจนได้สิทธิ์ แต่บัตรคนจนกลับสะท้อนถึงโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม การเมืองของประเทศ การลดงบประมาณของรัฐบาลกลับเลือกกระทำกับคนจนก่อน มากกว่าไปจัดการคนรวย หรือ ข้าราชการที่มีรายได้สูง เรียกว่า เป็นรีดเลือดจากปู ดังนั้นจึงเกิดปัญหาขึ้น”

เห็นผลงาน การกระทำของรัฐมนตรี “หนูประทาน” คือ นางศุภจีกับโครงการข้าวแกง 40 บาท และนายเอกนิติกับการตัดสินสิทธิบัตรคนจนที่เต็มไปด้วยปัญหาแล้วต้องบอกว่า สงสารประเทศไทยเสียจริงๆ