'กสทช.' ไลน์หลุด 27 ก.ค.69 นัดพนักงานส่งกำลังใจ 'หมอสรณ' ก่อนเข้าห้องประชุมบอร์ด ด้านสมาคมทีวีดิจิทัลเตรียมค้าน หากไม่มาอาจโหวตประธานชั่วคราว เดินหน้าวาระสำคัญท่ามกลางปมคุณสมบัติ
อนาคตการประชุม กสทช. ในวันที่ 27 ก.ค.69 กำลังอยู่บนความไม่แน่นอน หลังข้อพิพาทเรื่องคุณสมบัติของ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (ประธาน กสทช.) เริ่มส่งผลกระทบโดยตรงต่อการทำงานขององค์กร ขณะที่กรรมการบางส่วน ภาคอุตสาหกรรมโทรทัศน์ และบุคลากรภายในสำนักงานต่างมีความเคลื่อนไหวก่อนวันประชุม จนทำให้การนัดหมายครั้งนี้ถูกมองว่าอาจเป็นจุดตัดสินสำคัญว่าที่ประชุม กสทช. จะเดินหน้าพิจารณาภารกิจที่คั่งค้างได้ตามปกติ หรือเข้าสู่ภาวะชะงักงันจากปัญหาความชอบธรรมของผู้ทำหน้าที่ประธาน
ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นภายหลังมีการเผยแพร่ข้อความจากกลุ่มสนทนาภายในสำนักงาน กสทช. ซึ่งแจ้งให้พนักงานและลูกจ้างที่มาปฏิบัติงานในวันจันทร์ที่ 27 ก.ค.69 ไปรวมตัวกันในเวลา 09.00 น. เพื่อร่วมให้กำลังใจและส่ง ศ.คลินิก นพ.สรณ เข้าห้องประชุม โดยในข้อความอ้างว่าเป็นการประสานมาจากผู้ช่วยของผู้บริหาร
แม้สำนักงาน กสทช. ยังไม่ได้อธิบายอย่างเป็นทางการว่าข้อความดังกล่าวออกโดยใคร และเป็นคำสั่งหรือเพียงการขอความร่วมมือ แต่เนื่องจากเกิดขึ้นในช่วงที่สถานะของประธาน กสทช. กำลังถูกทักท้วง การนัดหมายให้บุคลากรภายในออกมาแสดงพลังสนับสนุนจึงถูกตั้งข้อสังเกตว่าเหมาะสมหรือไม่ และอาจสะท้อนการนำกลไกภายในสำนักงานมาใช้ท่ามกลางข้อขัดแย้งเกี่ยวกับตำแหน่งของผู้บริหารสูงสุด
อีกด้านหนึ่ง สมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล (ประเทศไทย) เตรียมนำหนังสือเข้ายื่นต่อที่ประชุม กสทช. เพื่อแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการที่ ศ.คลินิก นพ.สรณ จะยังคงปฏิบัติหน้าที่ประธาน โดยสมาคมเห็นว่า ที่ประชุม กสทช. ควรชะลอการใช้อำนาจในวาระสำคัญบางเรื่อง จนกว่ากระบวนการวินิจฉัยสถานะทางกฎหมายจะได้ข้อสรุปอย่างชัดเจน เพื่อไม่ให้มติที่ออกมาในช่วงนี้ตกอยู่ภายใต้ข้อโต้แย้งและสร้างปัญหาตามมาในภายหลัง
เงื่อนไขสำคัญจึงอยู่ที่ว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ จะเข้าร่วมการประชุมและนั่งหัวโต๊ะตามเดิมหรือไม่ หลังคณะกรรมการสรรหา กสทช. มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้ามต่อการดำรงตำแหน่ง พร้อมส่งผลการพิจารณาเข้าสู่กระบวนการที่เกี่ยวข้องแล้ว อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติยังไม่มีความชัดเจนว่าประธาน กสทช. จะหยุดปฏิบัติหน้าที่ระหว่างรอขั้นตอนดังกล่าว หรือยังคงใช้อำนาจต่อไป
ทั้งนี้ แหล่งข่าวภายใน กสทช. ระบุว่า หาก ศ.คลินิก นพ.สรณ ยืนยันทำหน้าที่ประธานในการประชุม กรรมการบางคนอาจเลือกไม่เข้าห้องประชุม หรืออาจเข้าร่วมเฉพาะบางช่วงโดยไม่ลงมติในวาระสำคัญ เพราะเกรงว่าการรับรองวาระและมติที่เกิดขึ้นอาจถูกนำไปฟ้องร้องหรือขอให้เพิกถอนในอนาคต ความเห็นที่แตกต่างดังกล่าวยังอาจกระทบต่อจำนวนกรรมการในห้องประชุม จนทำให้องค์ประชุมไม่ครบหรือไม่สามารถพิจารณาบางเรื่องได้
ตรงกันข้าม หาก ศ.คลินิก นพ.สรณ ไม่เดินทางมาประชุม หรือตัดสินใจพักการปฏิบัติหน้าที่ไว้ก่อน กรรมการที่เหลือจะต้องเลือกบุคคลขึ้นมาทำหน้าที่ประธานเฉพาะการประชุมครั้งนี้ เพื่อให้กระบวนการพิจารณาวาระต่างๆ ดำเนินต่อไปโดยไม่ต้องรอข้อยุติเรื่องตำแหน่งประธานตัวจริง
อย่างไรก็ตาม ชื่อที่อยู่ในกระแสว่าอาจได้รับการเสนอให้เป็นประธานการประชุมชั่วคราว ประกอบด้วย พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กสทช.ด้านกิจการกระจายเสียง และ พล.ต.อ.ณัฐธร เพราะสุนทร กสทช.ด้านกฎหมาย อย่างไรก็ดี บุคคลที่จะรับหน้าที่ต้องผ่านการเสนอชื่อและได้รับเสียงสนับสนุนจากกรรมการในที่ประชุมเสียก่อน จึงยังไม่อาจสรุปได้ว่ากรรมการคนใดจะเป็นผู้ควบคุมการประชุม หาก ศ.คลินิก นพ.สรณ ไม่สามารถทำหน้าที่ได้
ความไม่แน่นอนดังกล่าวเกิดขึ้นในจังหวะที่ที่ประชุม กสทช. มีวาระเชิงนโยบายและการกำกับดูแลรอการตัดสินใจจำนวนมาก โดยฝั่งกิจการโทรทัศน์มีทั้งการกำหนดทิศทางอุตสาหกรรมโทรทัศน์ดิจิทัลภายหลังใบอนุญาตเดิมสิ้นสุดลง การวาง Roadmap สำหรับระบบโทรทัศน์ในระยะต่อไป การกำกับผู้ให้บริการเนื้อหาผ่านอินเทอร์เน็ต (OTT) ตลอดจนการพิจารณาโครงการ National Streaming Platform (NSP)
ส่วนกิจการโทรคมนาคมมีประเด็นสำคัญไม่แพ้กัน ตั้งแต่การจัดการสิทธิวงโคจรดาวเทียมและบริการ Mobile Satellite การจัดสรรเลขหมายโทรคมนาคม การบริหารกองทุนบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม หรือกองทุน USO การดำเนินงานของกองทุน กทปส. ตลอดจนการจัดสรรและใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่ ซึ่งแต่ละเรื่องเกี่ยวข้องกับมูลค่าทางเศรษฐกิจ การแข่งขันในอุตสาหกรรม และประโยชน์ของผู้ใช้บริการจำนวนมาก
การประชุมวันที่ 27 ก.ค.69 จึงไม่ได้มีความหมายเพียงการสะสางวาระของบอร์ดเท่านั้น แต่ยังเป็นบทพิสูจน์ความสามารถของ กสทช. ในการประคององค์กรท่ามกลางวิกฤตภายใน หากข้อขัดแย้งเรื่องผู้ทำหน้าที่ประธานยังไม่ได้รับการจัดการอย่างรอบคอบ ย่อมมีความเสี่ยงที่ทั้งกระบวนการประชุมและมติสำคัญจะถูกตั้งคำถามในภายหลัง ขณะเดียวกัน หากกรรมการสามารถกำหนดแนวทางที่ชัดเจนและดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายได้อย่างโปร่งใส ก็จะช่วยลดแรงกระเพื่อมต่อภาคอุตสาหกรรมและรักษาความต่อเนื่องของการกำกับดูแลในช่วงที่ทุกฝ่ายกำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

