xs
xsm
sm
md
lg

ภูมิใจไทยร้าวเริ่มชัด เกมตัดตอน ‘พิพัฒน์’ ไม่ให้ใหญ่เกินควบคุม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



เกมตัดตอนพิพัฒน์สะเทือนภูมิใจไทย เบื้องหลังล้มแลนด์บริดจ์คือสัญญาณจากเนวิน หวั่นขั้วอำนาจแดนใต้แกร่งเกินควบคุม ก่อนต้องเฉือนเนื้อทิ้ง

การเมืองไทยบางครั้งก็อาจเกิดจุดเปลี่ยนที่สำคัญได้ด้วยกระดาษเพียงแผ่นเดียว โดยเรื่องนี้มีประเด็นสำคัญที่หลายฝ่ายให้ความสนใจ คือ เหตุการณ์ระหว่างการประชุมกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ภายหลังมีรายงานว่า สส.ภาคเหนือจากพรรคภูมิใจไทยรายหนึ่ง นำโน้ตที่เขียนด้วยลายมือไปมอบให้กับ สส.พรรคประชาชน พร้อมระบุว่า เป็นข้อมูลจาก “มือทำงานเบื้องหลังคนสำคัญของนายเนวิน ชิดชอบ”

แม้เนื้อหาในเอกสารดังกล่าวยังไม่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อเนื่องหลังจากนั้น ทำให้เหตุการณ์นี้ถูกตีความว่าอาจไม่ได้เป็นเพียงการส่งต่อข้อมูลทั่วไป หากแต่เป็นหนึ่งในสัญญาณความเคลื่อนไหวภายในพรรคภูมิใจไทย โดยมี “โครงการแลนด์บริดจ์” เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญ

โดยปรากฏว่า ประจวบเหมาะกับการที่มีส.ส.ของพรรคประชาชนได้ออกมาตั้งคำถามถึงทิศทางโครงการแลนด์บริดจ์ โดยวิจารณ์การบริหารงานของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม อย่างดุเดือด ก่อนที่ในวันเดียวกัน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยผลการศึกษาว่า โครงการแลนด์บริดจ์อาจไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และรัฐบาลมีแนวโน้มยุติการเดินหน้าโครงการ

จากการลำดับเหตุการณ์ดังกล่าวจึงทำให้ประเด็นไม่ได้หยุดอยู่เพียงเรื่องความคุ้มค่าของโครงการ แต่ขยายไปสู่คำถามว่า เหตุใดข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายสำคัญของรัฐบาลจึงถูกส่งจากคนในพรรคภูมิใจไทยไปยังฝ่ายค้าน และนี่อาจเป็นภาพสะท้อนของแรงกระเพื่อมภายในพรรค

พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคที่มีโครงสร้างอำนาจแตกต่างจากหลายพรรคการเมือง เพราะไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยผู้นำเพียงคนเดียว แต่ประกอบด้วยเครือข่ายนักการเมืองหลายกลุ่มที่มีฐานพื้นที่และอิทธิพลเฉพาะตัว

หนึ่งในศูนย์อำนาจสำคัญคือเครือข่ายของนายเนวิน ชิดชอบ ครูใหญ่ของพรรค อาจจะไม่ใช่ระดับผู้นำทางจิตวิญญาณเหมือนกับ 'ทักษิณ ชินวัตร' ของพรรคเพื่อไทย แต่ก็ถือว่าเป็นคนที่สามารถสั่งให้พรรคหันไปไหนก็ได้ตามความต้องการ

เช่นเดียวกับ 'พิพัฒน์' ถือเป็นอีกหนึ่งบุคคลสำคัญของพรรคจากฐานการเมืองภาคใต้ และมีทุุนใหญ่ของครอบครัวคอยสนับสนุน จึงไม่เคยพลาดเก้าอี้สำคัญของพรรคแม้แต่ครั้งเดียว
ทว่ายิ่งนานวันผ่านไปรอยร้าวก็ปรากฏเป็นระยะ เริ่มตั้งแต่การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้ามาดูแลโครงการระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ด้วยตัวเอง หลังจากก่อนหน้านี้อยู่ภายใต้การกำกับของพิพัฒน์ ซึ่งการปรับเปลี่ยนครั้งนี้ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานด้านการขับเคลื่อนงานในทางเศรษฐกิจ แต่เป็นการดำเนินการภายใต้เหตุผลทางการเมือง

เช่นเดียวกับการยกเลิกโครงการแลนด์บริดจ์ ส่วนหนึ่งอาจมองว่าโครงการนี้ไม่มีทางเป็นไปได้อยู่แล้ว แต่สาเหตุที่ต้องยกเลิกก็เพราะเหตุผลทางการเมืองไม่ต่างกัน

เหตุผลทางการเมืองที่สะท้อนผ่านการริบงานEEC มาไว้กับตัวนายกฯ และการล้มโครงการแลนด์บริดจ์ คือ การต้องการตัดตอนไม่ให้ 'พิพัฒน์' ใหญ่ไปมากกว่านี้

ในพรรคภูมิใจไทยต่างรู้ดีว่าที่พิพัฒน์มาถึงวันนี้ก็ด้วยพลังของทุนทางการเมือง หากปล่อยให้เติบใหญ่ต่อไปด้วยการคุมทั้งนโยบาย EEC และ โครงการแลนด์บริดจ์ อาจทำให้อาณาจักรของพิพัฒน์ในพรรคภูมิใจไทยใหญ่ขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มส.ส.ภาคใต้และภาคตะวันออกที่จะต้องมายอมศิโรราบให้กับพิพัฒน์ เมื่อถึงจุดนั้นแม้แต่ 'เนวิน' ก็อาจจะคุมไม่ได้

ทั้งนี้ อย่าลืมว่า 'เนวิน ชิดชอบ' เคยอยู่ในพรรคไทยรักไทยยุคเรืองอำนาจจนถึงมาพรรคพลังประชาชน ที่ถึงแม้ส.ส.ทุกคนจะยอมก้มหัวฟัง 'ทักษิณ' แต่การบริหารส.ส.ในทางปฏิบัติก็ล้วนอยู่ภายใต้หัวหน้าก๊วนแทบทั้งสิ้น กลุ่มใหญ่ที่สุดมีส.ส.เป็นหลักร้อยคน และลดหลั่นกันลงมาตามความสามารถในการจัดหาทรัพยากรทางการเมือง เวลานั้นขนาด 'ทักษิณ' ซึ่งเรืองอำนาจยังเอาอยู่บ้างเอาไม่อยู่บ้าง แต่พรรคก็ยังไม่แตกเพราะบารมีทักษิณยังคุมอยู่

'เนวิน' ในวันนี้ที่ยังมีบารมีไม่ถึงระดับ 'ทักษิณ' ถ้าปล่อยให้คนในพรรคโตแบบก้าวกระโดดอย่างไร้ขีดจำกัด ถึงจุดหนึ่งคนบุรีรัมย์ที่ว่าแน่ ก็อาจเอาไม่อยู่เช่นกัน การเข้ามาจัดการเสียตั้งแต่ตอนนี้ จึงเป็นจังหวะที่เหมาะสมที่สุด

ดังนั้น อาจเรียกได้ว่าเป็นช่วงที่เนวินกำลังใช้มาตรการจากเบาไปหาหนัก โดยวันนี้ยังมองว่า 'พิพัฒน์' เป็นคนสำคัญในฐานะหนึ่งในเลือดเนื้อเชื้อไขของพรรค แต่จะให้โตไปมากกว่านี้ไม่ได้ ซึ่งหากถึงที่สุดแล้วยังปรับความเข้าใจไม่ได้อีก อาจมีความเป็นไปได้ที่ต้องยอมเฉือนเนื้อทิ้งเช่นกัน