เปิดตำนาน “ผู้จัดการออนไลน์” สำนักข่าวผู้บุกออนไลน์เจ้าแรกๆ จากปากเว็บมาสเตอร์เบื้องหลัง แปลงข่าวกระดาษสู่โลกดิจิทัล ในยุคที่อินเทอร์เน็ตเป็นเรื่องไกลตัว ไม่ง่าย แต่สำเร็จได้ เพราะ “แม่ทัพ” ลุยศึกเอง
*** จบเพื่อเริ่มใหม่ ลุยออนไลน์เต็มสปีด ***
หลายคงคนจะทราบกันแล้ว เมื่อ “สนธิ ลิ้มทองกุล” ผู้ก่อตั้งเครือผู้จัดการ ประกาศว่า อีกหนึ่งตำนานของวงการสื่อไทยอย่าง “หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน 360 องศา” และ “นิตยสารผู้จัดการ 360 องศาสุดสัปดาห์” ได้ปิดฉากลงแล้ว หลังยืนหยัดอย่างสง่างามมานาน 43 ปี ก่อนจะมุ่งหน้าสู่แพลตฟอร์มออนไลน์อย่างรูปแบบ
แต่อีกตำนานที่หลายคนน่าจะยังไม่ทราบกัน ก็คือ “ผู้จัดการออนไลน์ (Manager Online)” คือเว็บไซต์ข่าวแห่งแรกๆ ของเมืองไทย ที่พาข้อมูลข่าวจากหน้ากระดาษเข้าสู่โลกดิจิทัล
แน่นอนว่าการทำงานในยุคที่เต็มไปด้วยข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี เต็มไปด้วยความยากลำบาก แถมยังมีบททดสอบสุดท้าทายวนเวียนเข้ามาไม่เว้นแต่ละวัน
ในฐานะคนเบื้องหลัง เขาต้องเจอกับอะไรบ้าง พูดคุยกับ "เพชร-พชร สมุทวณิช" ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์และเว็บมาสเตอร์คนแรกของ Manager Online
“การเริ่มต้นของเว็บออนไลน์ มันมีวิกฤตผู้จัดการล้มละลาย พนักงานก็ Layoff ออกไป เหลือคนน้อยมาก ทุกคนต้องรับภาระ โต๊ะการเมืองเหลืออยู่ 2 คนที่เป็นตัวหลัก ต้องปิดหน้าทุกวัน ป่วยไม่ได้ ต้องเขียนคอลัมน์แทนทุกคน
ทำอยู่ประมาณ 3 ปี ตอนนั้นก็ถือว่าผู้จัดการพ้นวิกฤตแล้วกลับมาใหม่ ผมก็คุยกับคุณสนธิ เขาบอกว่าโลกอนาคต คนจะไม่อ่านหนังสือพิมพ์ จะไม่อ่านกระดาษแล้วนะ น่าจะอ่านออนไลน์ ตอนนั้นคนพูดถึงน้อยมาก
ตอนนั้นเว็บผู้จัดการมีอยู่แล้ว รูปแบบการทำงานก็คือจะมีฝ่าย IT รับไฟล์จากฝ่ายศิลป์ มาเขียนเป็น HTML เพื่อแปลงเป็น Code ขึ้น Manager.co.th ข่าวที่เห็นทั้งหมด ก็จะเหมือนเป็นกระดาษเอาไปแปะบนจอ
แต่ผมก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่ ก็เลยขอคุณสนธิไปเปิดเว็บขึ้นมาคู่ขนานกับผู้จัดการ แต่คุณสนธิบอกว่า ก็ยก Manager.co.th ไปทำเลยสิ
จริงๆ คุณสนธิคิดเรื่องโครงสร้างของออนไลน์มาก่อนนานมากแล้ว ตอนนั้นเราทำ 3 อย่าง ก็คือ กอง บก.ออนไลน์ใหม่ เป็นที่แรกที่มี ระบบกระทะข่าว ที่เป็นระบบ In-House ทุกคนเอา Data รวมกันที่เดียว
เอามากระจายเขียนข่าวใหม่และเขียนข่าวได้ทั้งวัน มันก็จะสอดคล้องกับระบบกระทะข่าว อีกอันที่ทำไปพร้อมกัน เราจ้าง ม.เกษตรมาทำ ระบบสืบค้น”
การมีระบบภายในเป็นของตัวเองในยุคนั้น ทำให้นำหน้าสื่ออื่นไปหลายก้าวในเรื่องของออนไลน์ บวกกับทรัพยากรมนุษย์ ที่เป็นการร่วมมือกันระหว่าง “ซีเนียร์” และ “จูเนียร์” ก็ยิ่งเป็นการเสริมทัพให้แข็งแรงเข้าไปอีก
“สมัยนั้นไม่มี Google ถ้าเราจะค้นหาข้อมูล เราจะต้องค้นหาจากห้องสมุด เปิดหน้ากระดาษ ห้องสมุดของเราจะมีแปลงไฟล์ทั้งหมด ระบบนี้มันจะรวมอยู่ในระบบกระทะข่าว Search Engine ขึ้นมาดูข่าวเก่าได้เลย
สมัยทำได้แรกๆ เราจะเป็นที่เดียวที่ข่าวเขียนมาขึ้นทันเวลา แถมมีข่าวเก่าดูด้วย เป็นข่าวเกี่ยวเนื่องข้างล่าง เพราะฉะนั้น เว็บผู้จัดการตอนแรก ผมคิดว่ามันเป็นที่เดียวในเมืองไทยตอนนั้น ที่คิดอย่างมีองค์รวม เป็นบูรณาการทั้งหมด
เรามีข่าว 2 ส่วนก็คือ กอง บก.เดิม ที่เคยปิดข่าวด้วย Routine ปิดตอนเย็น ประชุมโต๊ะข่าว แต่ทุกคนพร้อมใจกันส่งข่าวทั้งวัน ผมรู้สึกว่าอันนี้เป็นการร่วมแรงร่วมใจ ที่ทำให้เว็บ Manager online สำเร็จเป็นคนแรก
ในขณะเดียวกัน ก็มีทีมเด็กรุ่นใหม่ที่จบมาไม่เคยเป็นนักข่าว ไม่เคยมาทำงานหนังสือพิมพ์เลย ตั้งแต่วันแรกก็ถูกฝึกให้เป็นนักข่าวออนไลน์ มีรุ่นเก่าไปผสมบ้าง การเกิดของ Manager online ตอนนั้น มันเลยเป็นการผสมวัฒนธรรมดั้งเดิม โดยคนเก่ามาผสมกับเด็กรุ่นใหม่ แล้วคุณสนธิเป็นคนเทรนเอง”
*** สูตรสำเร็จ “กระทะข่าว-ระบบสืบค้น-กอง บก.ออนไลน์” ***
ย้อนกลับไปหลายสิบปีก่อน ในยุคที่วงการสื่อมวลชนแข่งขันกันบนกระดาษ ส่วน “ผู้จัดการ”แม้จะยังไม่มีความพร้อมเต็มที่ แต่มีความมั่นใจเต็มร้อย จึงตัดสินใจเลือกที่จะเปิดเส้นทางใหม่เข้าสู่โลกออนไลน์
“สมัยนั้นคิดว่าอินเทอร์เน็ตมันเพิ่งเกิดมาไม่นาน แล้วยังไม่รู้จะไปทางไหนด้วยซ้ำ สมัยทำเว็บแรกๆ มีความยากลำบาก คุณจะเอามุมมองของสมัยนี้ที่จะทำข่าวที ไปเสิร์ช Google สั่งให้ AI ช่วย มันคนละเรื่องโดยสิ้นเชิง
ผมคิดว่าผู้จัดการออนไลน์ยุคนั้น เป็นหน่วยงานที่บุกเบิกสื่อออนไลน์ของสังคมไทยนะ เราน่าจะบุกเบิกเป็นเจ้าแรกๆ ถ้าคิดเข้าข้างตัวเอง ก็คือเราทำแนวทางให้คนเห็นพอสมควร ที่จะไปปรับ หรือต่อยอด หรือว่าทำดีกว่าได้
ผมว่าจุดสำคัญที่ทำให้เราประสบความสำเร็จ ก็คือเราเตรียมการเรื่อง ‘ระบบกระทะข่าว’เป็นระบบภายใน และเราก็มี ‘ระบบสืบค้น’เป็นของตัวเอง ซึ่ง 2 สิ่งนี้ลงทุนสูงมาก
ผมมีหน้าที่เป็นคนเชื่อมระหว่างนักข่าวรุ่นใหม่ที่ไปทำออนไลน์ กับนักข่าวรุ่นเก่า การที่เอาระบบกระทะข่าวลงไปติดทีละเครื่อง คนทั้งหมดเป็นร้อย ผมต้องไปนั่งลงระบบ Browser สอนการใช้งานทีละคน ไม่ใช่เรื่องง่าย ทำกันไม่รู้กี่เดือน ต้องไปนั่งคุย อธิบายกว่าจะใช้เป็น
ในขณะเดียวกัน การบุกเบิกนักข่าวออนไลน์รุ่นใหม่ ซึ่งไม่เคยทำข่าวปกติมาเลย มันก็จะได้สิ่งที่เกิดใหม่ เขาเรียนรู้ใหม่ คุณสนธิเป็นคนสอนเองทั้งหมด เราเป็นครอบครัวที่เหมือนกับผ่านศึกสงครามมา ทุกคนก็เข้าใจกันหมด พร้อมจะช่วยเหลือ ทั้งหมดทั้งปวง องค์ประกอบต่างๆ เหล่านี้ มันก็เลยทำให้ Manager Online ไปเร็ว”
[ หลังบ้าน Manager Online ยุคแรก ยังไม่มีแม้แต่ระบบแคปเจอร์หน้าจอ ]
ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ Manager Online ยังบอกอีกว่า ความยากของการทำงานในตอนนั้น ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยีอย่างเดียว เพราะสิ่งที่ยากที่สุดคือ “การดีลกับคน”
“การทำงานที่ยาก ไม่ได้เกิดจากการทำงานที่อินเทอร์เน็ตยังไม่พัฒนาไปไกล ไม่มี Google ไม่มีตัวช่วย แต่การทำงานยากที่สุดสำหรับนักข่าวก็คือ ไม่มีแหล่งข่าวอยากคุยกับเรานัก เวลาเราไปคุยกับใคร ขอนัดสัมภาษณ์ เราบอกว่านัดสัมภาษณ์จากผู้จัดการออนไลน์ ตอนนั้นทุกคนเหวอเลยนะ ไม่รู้จักผู้จัดการออนไลน์ว่าคืออะไร
ในยุคที่ทุกคนอ่านแต่หนังสือพิมพ์ เราใช้วิธีก็คือให้พวกพี่ในกอง บก. ติดต่อให้ แล้วก็สอยให้ตามไปกับเขา ยุคนั้นต้องทำข่าวกันอย่างนั้น ก็ต้องชมนักข่าวออนไลน์รุ่นแรกที่อดทนมาก ที่พยายามหาข่าวกับแหล่งข่าวที่ยากมาก
ในขณะเดียวกัน ไม่เฉพาะในกองเรา ผมเคยได้ยินจากที่อื่น ก็คือความร่วมมือของนักข่าวรุ่นเดิม ในการปรับทัศนคติ ค่อนข้างยากพอสมควร ทั้งชีวิตนักข่าวที่เคยทำงานมามีรูปแบบ 1-2-3-4
ประชุมข่าวเช้า แยกย้ายออกไปทำ รวบรวมข้อมูลมาเขียน ส่งประเด็นอีกทีช่วงบ่าย ให้โต๊ะปิดหน้าคุยกัน อะไรจะขึ้นหน้า 1 บ้าง เรื่องนี้ไปทำกันมา รีบส่งให้ทัน Deadline เพื่อจะปิดต้นฉบับส่งฝ่ายศิลป์ แค่นั้นนักข่าวก็เหนื่อยจะตายแล้ว
สิ่งที่ผู้จัดการออนไลน์บอกนักข่าวก็คือ ขอให้เขาทำงานเพิ่ม เป็นสิ่งที่ยากมากเลย ตอนนั้นไม่มีใครรู้หรอกว่าอนาคตจะมันดียังไง แต่รู้สึกว่ามันเหนื่อยขึ้นมาก แทนที่จะไปหาข้อมูลอื่น กลายเป็นว่าต้องเอาข้อมูลมาลงกระทะข่าว
แล้วก็จะมีน้องๆ ออนไลน์ ที่คอยถาม ขอข้อมูลไประหว่างวัน แทนที่จะได้ทำงาน ซีเนียร์ก็จะถูกเด็กออนไลน์มาขอให้ความช่วยเหลือ ซึ่งครอบครัวเราก็ถือว่าช่วยเหลือกันดีมาก”
[ ผู้จัดการรายวัน และ ผู้จัดการสุดสัปดาห์ ]
และจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของเว็บไซต์ข่าวของผู้จัดการ ก็คือเหตุการณ์ที่โลกไม่เคยลืม การก่อวินาศกรรมโดยกลุ่มผู้ก่อการร้ายอัลกออิดะห์ จี้เครื่องบินพุ่งชนตึกแฝดเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ในนิวยอร์ก และอาคารเพนตากอน ใน วอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา ทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 3,000 คน โดยเรียกกันเหตุการณ์นี้ว่า “9/11”
“จุดเปลี่ยนตอนนั้นเราพุ่งปรี๊ดจากตอน 9/11 ถ้าจำไม่ผิดทุกคนกำลังกลับบ้าน ตอน 2-3 ทุ่ม ทุกฉบับปิดข่าวแล้ว นึกออกมั้ยว่าโรงพิมพ์จะทำยังไง มันไม่มีทางที่จะไปแก้กระดาษได้ คิดดูแล้วกันว่าตี 2 รถจะเริ่มส่งไปแผงต่างๆ ตี 5 หนังสือที่ออกตามแผง โลกมันสงบสุข แต่ว่าจริงๆ ช่วงนั้นตอนกลางคืนที่เกิดขึ้น โลกมันไม่สงบสุข
มีเว็บเดียวที่ทันข่าวที่สุด ทุกคนคอยเข้าหน้าจออ่านได้ก็คือ ผู้จัดการออนไลน์เพราะเรามีระบบที่ซัปพอร์ตที่ส่งข่าวตลอดเวลา นักข่าวเราพร้อมที่จะทำงาน 24 ชั่วโมง ไม่ใช่ปิดข่าวแล้วจบ รอฝ่ายศิลป์ปิดหน้าแล้วทำใหม่อีกทีพรุ่งนี้
นั่นมันทำให้โลกรู้ว่า หนังสือพิมพ์ต้องปรับเป็นสื่อที่ไม่ใช่หาตามแผงตอนเช้า อ่านแล้วก็รู้ไปทั้งวัน แต่มันต้องเป็นอะไรที่อยู่กับเรา และบอกกับเราได้ตลอด 24 ชั่วโมง มันก็พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ แล้วมันก็เป็นอย่างนี้
ส่วน ‘ซ้อ 7’ตอนนั้นผมคิดว่ามันเป็นตัวชูรส เหมือนตัวเรียกแขก ให้เข้ามาเจอกับอย่างอื่นมากกว่า สมัยก่อนมันไม่เคยมีอย่างนี้ เป็นสิ่งแปลกใหม่ ซ้อ 7 ก็เป็นสิ่งที่คนพูดถึงตอนนั้น น่าจะเป็นต้นฉบับของสมัยนี้เรียกว่า อินฟลูเอนเซอร์ ตอนนี้ถ้าเรายังมีซ้อ 7 ก็อาจจะไปสู้คนอื่นเขาไม่ได้”
*** นำหน้าเพราะ “แม่ทัพ” ลุยเอง ***
อีกฟันเฟืองหลักที่พาให้เว็บไซต์ Manager Online สำเร็จตั้งแต่ต้น ก็คือแม่ทัพอย่าง “สนธิ ลิ้มทองกุล” ที่นำทัพ พร้อมกับอบรมนักข่าวออนไลน์ยุคแรกด้วยตัวเอง และเมื่อแม่ทัพออกมาประกาศ ว่าจะขับเคลื่อนองค์กรไปในรูปแบบใหม่ ก็เป็นอะไรที่น่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง
“คุณสนธิได้สอนพนักงานใหม่ ที่ไม่เคยมีประสบการณ์สื่อเลย สิ่งที่เด็กรุ่นนั้นได้ก็คือ ได้ฝึกวิทยายุทธ์ขั้นพื้นฐาน จะมีรุ่นที่เป็นนักข่าวที่อื่นแต่มาอยู่ที่คุณสนธิทีหลัง มันเป็นท่วงท่ากระบี่อยู่แล้ว มาถึงคุณสนธิก็ชี้แนะว่า เวลาแทงไปทางนี้ ต้องเบี่ยงอีก 20 องศา ก็จะมีวิทยายุทธ์ที่ไปจ่อคอหอยได้ อะไรแบบนี้
ขณะที่ทีมนักข่าวออนไลน์ได้ฝึกตั้งแต่ลมปราณพื้นฐาน ก่อนที่จะฝึกกระบี่อีก เด็กๆ ชุดนั้น สำหรับผมนะ เป็นกลุ่มคนที่โชคดีที่สุด ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ผู้จัดการมีมา
แล้วสิ่งที่ผมคิดว่าแกเก่งที่สุด แกเป็นคนมีวิสัยทัศน์ แกรู้ว่าต่อไปโลกมันจะเคลื่อนตัวยังไง คนที่สามารถลงคุมเกม ให้หน่วยงานหรือคนที่อยู่กับตัวเอง ได้ขยับไปตามท่วงทำนองเดียวกัน มีน้อย คุณสนธิเป็นหนึ่งในนั้น
คุณสนธิรู้ว่าโลกมันจะเปลี่ยน แกอ่านขาดหมดเลย ถ้าผมมอง เขาไม่ได้เป็นกุนซือ แต่เขาเป็นแม่ทัพ เขาก็ขี่ม้านำ ผมก็รู้สึกว่าทุกอย่างทั้งหมดทั้งปวง ที่นี่บุกเบิกเยอะ ประสบความสำเร็จ เพราะว่ามีแม่ทัพที่ดี
คุณสนธิจะออกมาขับเคลื่อนผู้จัดการรูปแบบใหม่ อันนี้เราก็เชื่อว่าแกคงเห็นอะไร ประสบการณ์ที่สั่งสมมาแต่ละยุค แต่ละสมัย แกก็น่าจะมองอะไรไปอีกขั้นนึง และตอนนี้คุณจิตตนาถ (ลูกชาย) ก็ร่ำเรียนประสบการณ์จากพ่อมาพอสมควร พ่อลูกคู่นี้จับมือกันก็น่าจะเป็นเรื่องที่สนุก”
[ จิตตนาถ ลิ้มทองกุล ]
สุดท้าย เว็บมาสเตอร์ผู้ผ่านการทำงานทั้ง 2 ยุค ฝากถึงเสน่ห์ของ “สิ่งพิมพ์” และ “ออนไลน์” ไว้อย่างน่าสนใจ
“ผมว่าทั้ง 2 อย่าง มันมีเสน่ห์ของมันในแต่ละยุค หนังสือพิมพ์ก็มีเสน่ห์ แต่ว่ามันก็มีจุดอ่อนในการเสพสื่อด้วย ออนไลน์ก็เหมือนกัน ผมว่าออนไลน์ตอนนี้ก็ยังมีจุดอ่อนอยู่เยอะมากเลย ซึ่งก็เชื่อว่าโลกนี้มันคงพัฒนาขึ้นไปเยอะ
อย่างยุคแรกๆ ที่เรามานั่งหารือกันตอนแรก ว่าเราจะทำเว็บผู้จัดการออนไลน์กับกระดาษ ก็มีคนมาเถียง บอกว่า กระดาษมันดีกว่า เพราะว่าคนจะเข้าไปห้องน้ำ พกหนังสือพิมพ์เข้าไปอ่านได้นะ หรือนั่งกินข้าวอยู่ก็พกได้
สมัยก่อน ยังไม่มี iPhone ยังไม่มีมือถืออะไรแบบนี้ ไม่มี Tablet คุณจะเปิดเว็บ คุณต้องเปิดคอมพ์เท่านั้นนะ ตอนนั้นการเปิดจอคอมพ์ กว่าจะรอมันสตาร์ต รีบูต มันก็มีความยากพอสมควร แต่หลังจากนั้น มันก็มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเยอะ กลายเป็นว่าพอถึงวันที่มือถือมันดูได้ทุกอย่าง มันก็แก้ไขจุดนั้นไปแล้ว
ผมคิดว่าการที่กระดาษมันจบลง เพราะว่าการพัฒนาการของการเสพสื่อด้วยออนไลน์มันเพิ่มมากขึ้น ถามว่า เสียดายมั้ย ไม่เสียดายนะ กระดาษได้จบอย่างสร้างประวัติศาสตร์ที่สำคัญ ต่อวงการสื่อของเมืองไทย ของโลก จบลงด้วยดี
ผู้จัดการ เราปิดตอนนี้หรือปล่อยให้ยื้อ รู้สึกว่าเราจะยึดติดอะไรมากเกินไป เราปล่อยให้มันเป็นประวัติศาสตร์ จบเท่านี้ แล้วเอาแรงไปพัฒนาสิ่งที่มันจะเป็นก้าวต่อไปของสังคมนี้ดีกว่า ผมคิดว่าก็เป็นเรื่องถูก”
สัมภาษณ์ : ทีมข่าว MGR Live
เรื่อง : กีรติ เอี่ยมโสภณ
ภาพ : ปัญญพัฒน์ เข็มราช
** มาตามติด ไลฟ์สไตล์บันดาลใจ+ประเด็นสดใหม่ ได้ที่นี่!! **

