xs
xsm
sm
md
lg

3 เดือนอันตราย นับถอยหลัง “อนุทิน”!?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ในรอบสามเดือนนับจากเดือนสิงหาคมต่อเนื่องไปถึงเดือนตุลาคม ถือว่าเป็น “สามเดือนอันตราย” ที่รัฐบาล และ นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะรอดหรือเปล่า เพราะแต่ละเรื่องล้วนหนักหนาสาหัส และกระทบกับภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่นศรัทธา และสุดท้ายจบลงด้วยการถูก “ซักฟอก” ที่คาดกันว่าน่าจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนตุลาคมที่ว่ากันว่า “มีอาถรรพ์” ซึ่งตอนนี้ก็รุมเร้าบีบรัดเข้ามาเรื่อยๆแล้ว

มีการประเมินตรงกันว่านับตั้งเดือนสิงหาคมเป็นต้นไป รัฐบาลที่นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะต้องโดนกระแทกหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ และอาจเลวร้ายถึงขั้น “ล้มคว่ำ” ลงไป ซึ่งทุกอย่างเป็นไปได้ หากพิจารณาจากมรสุมรุมเร้าเข้ามาในตอนนี้และต่อเนื่องกันไป

เพราะหากไล่ไทม์ไลน์ “เรื่องหนัก” เรื่องแรกที่ต้องเจอก็คือ กรณี “ฮั้ว สว.” ที่ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) กำหนดเอาไว้ว่าภายในเดือนสิงหาคมนี้ต้องสรุป และไม่ว่าจะออกรูปไหน จะโดนเฉพาะ “สีน้ำเงิน” หรือว่า “โดนหมด” ทุกสี รวม “สีส้ม” เพื่อลดแรงกดดันมาที่ กกต.แบบรวมศูนย์ให้กระจายออกไป แต่ถึงอย่างไรแนวโน้มฝ่าย “สีน้ำเงิน” ก็ต้องโดนหนักอยู่แล้ว


เรื่องต่อไปก็คือการ “ทุจริตท้องถิ่น” ที่ต้องสรุปแล้วเหมือนกัน ซึ่งเวลานี้ถูกจับตามองว่าจะไป “จบ” ตรงไหน สาวไปได้ลึกแค่ไหน เพราะหากผลสอบออกมาได้แค่ระดับล่างๆ หรือ “แค่เด็กๆ” รับรองว่าทำให้สังคมอารมณ์ค้างแน่นอน และที่สำคัญเรื่องแบบนี้ถือว่า “ละเอียดอ่อน” เพราะเรื่องการ “ทุจริต” เคยทำให้รัฐบาลพังพาบมานักต่อนักแล้ว

นั่นเป็นสองเรื่องหลักที่ต้องสรุปกันภายในเดือนสิงหาคม จะล่าช้าไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว เพราะกรณีแรกคือ ฮั้วส.ว.นั้นทางคณะกรรมการการเลือกตั้งได้กำหนดเวลาขึ้นมาเองว่าต้องสรุปภายในเดือนนี้ ส่วนกรณีถัดมาคือ ทุจริตการสอบท้องถิ่นก็ต้องบังคับให้สรุปแล้วเหมือนกัน

ขณะเดียวกันถัดมาก็คือญัตติ “ซักฟอก” รัฐบาล ที่ทุกอย่างผสมปนเปต่อเนื่องกันมา และมีไทม์ไลน์ของมันอยู่ เพราะหากมีการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐบาล ก็ต้องเกิดขึ้นในช่วงเปิดสภาสมัยสามัญซึ่งมีกำหนดปลายเดือนนี้ แต่ตามประเพณีที่ทำกันมาส่วนใหญ่ฝ่ายค้านจะยื่นกันในช่วงปลายสมัยประชุมคือ นั่นคือจะยื่นญัตติในปลายราวเดือนกันยายน จากนั้นคาดว่าจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจในช่วงเดือนตุลาคม

แน่นอนว่าหากมีการขึ้นบัญชีกันล่วงหน้า เชื่อว่าน่าจะเดาทางกันไม่ยากว่า มีรัฐมนตรีคนไหนบ้างที่เข้าข่ายโดนเชือด ก็ต้องเริ่มตั้งแต่ “หัวหน้าทีม” ก่อนเลย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ทั้งในฐานะนายกรัฐมนตรีหัวหน้ารัฐบาล และในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่นั่งมายาวนานต่อเนื่องกันหลายปี มีแต่เรื่องอื้อฉาว “ล้มเหลวไร้ประสิทธิภาพ” แทบทุกเรื่องกำลังโยงไปหาตัวเขา

ถัดมา ก็ต้องรายนี้ นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ที่กำลังตกเป็นเป้าหมายสำคัญ จากโครงการ TH-AI Passport เชื่อว่าเป็นรายชื่อแรกที่ถูกฝ่ายค้าน “กาหัว” เอาไว้ตั้งแต่ต้น


นอกเหนือจากนี้ที่ไม่น่าพลาดอีกรายก็คือ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ผ่านมาถือว่า “ล้มเหลว” ผลงานไม่สมราคา “ขุนพลภาคใต้” ของพรรคภูมิใจไทยเลยแม้แต่น้อย จนระยะหลังถูกบีบให้ลดบทบาทลงไปเรื่อยๆ

อย่างไรก็ดีการ “ซักฟอก” ดังกล่าวย่อมมีความเกี่ยวกันกับเรื่องการ “ปรับคณะรัฐมนตรี” อีกด้วย แม้ว่านาทีนี้ยังไม่สรุปได้ว่าอย่างไหนจะเกิดก่อนหลังกันแน่ แต่รับรองว่าต้องเกิดขึ้นแน่นอน

กระแสการปรับคณะรัฐมนตรี เริ่มมาจาก “ความล้มเหลว” ของบรรดารัฐมนตรีที่เรียกว่า “ลูกเทพ” ทั้งหลาย ซึ่งตลอดเกือบสี่เดือนที่ผ่านมา หลายคนลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า “สอบไม่ผ่าน” ถูกสังคมประเมินว่า “มือไม่ถึง” เป็นได้แค่ “เด็กฝึกงาน” ทำให้เกิดแรงกดดันส่งไปถึงรัฐบาล และ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ต้องออกมาประกาศขึงขัง “ขันน็อต” รัฐมนตรี โดยจะมีการประเมินผลงานใน 1 ปี

อย่างไรก็ดีล่าสุด นายอนุทิน ได้กล่าวถึงการปรับคณะรัฐมนตรีว่า “ยังไม่รีบ” หรือ “ปรับช้าๆ” เมื่อถูกถามเรื่องดังกล่าวที่จังหวะสุพรรณบุรีเมื่อวันก่อน

สำหรับ “รัฐมนตรีลูกเทพ" ที่ถูกตั้งฉายาให้นั้น หมายถึง นักการเมืองรุ่นใหม่ ทายาทตระกูลบ้านใหญ่ หรือคนใกล้ชิดผู้มีอำนาจในพรรคภูมิใจไทย ที่ได้ก้าวเข้ามาเป็นรัฐมนตรีฝึกงาน ซึ่งในจำนวนนั้นก็มี นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลฯ ลูกชายครูใหญ่ “เนวิน ชิดชอบ” รวมอยู่ด้วย นอกเหนือจากนี้ก็มี นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย หลานชาย และทายาททางการเมืองของ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ บ้านใหญ่อุทัยธานี นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย ลูกชายของ ไพโรจน์ และ ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คมนาคม ทายาทตระกูลการเมืองดังแห่ง จ.พิจิตร นายสรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม ลูกชายของ นิพนธ์ บุญญามณี บ้านใหญ่สงขลา น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัยรมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ลูกสาวของ อิสระ สมชัย จาก จ.อุบลราชธานี นายวรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์รมช.มหาดไทย ทายาทบ้านใหญ่ จ.สตูล สายตระกูลเลียงประสิทธิ์ และ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม ทายาทตระกูลการเมืองท้องถิ่น จ.ศรีสะเกษ เป็นต้น


อย่างไรก็ดีสำหรับการปรับคณะรัฐมนตรีของบรรดา “ลูกเทพ” หากเกิดขึ้นจริง อาจต้องมีข้อยกเว้น อย่างน้อยก็ไม่น่าจะเกิดกับ “ลูกครูใหญ่” นายไชยชนก ชิดชอบ แน่นอน รวมไปถึงลูกเทพรายอื่น เพราะชื่อก็บอกอยู่แล้วเป็น “ลูกของเทพ” หากถูกปรับออกมันก็ย่อมมีผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล และหัวหน้ารัฐบาล อย่าง นายอนุทิน อีกด้วย อีกทั้งที่มาของคนพวกนี้ล้วนแล้วแต่เป็นฐานสนับสนุนสำคัญของรัฐบาล เหมือนกับคำกล่าวที่เปรียบเปรยว่า “น้ำหนุนเรือและก็คว่ำเรือ” ได้เหมือนกัน อะไรประมาณนี้

ขณะเดียวกัน บรรดาพวก “มือไม่ถึง” ไช่ว่าจะมีแค่พวก “ลูกเทพ” เท่านั้น บรรดา “พ่อเทพ” บรรดาบ้านใหญ่หลายคนก็ไม่ได้ต่างกัน

หากให้สรุปแบบรวบยอดอีกที เอาเป็นว่าด้วยสารพัดปัญหาในเวลานี้ที่รุมเร้าเข้ามาทั้งภายนอก ภายใน ทั้งคุมได้และควบคุมไม่ได้ ประกอบกับเมื่อเวลาผ่านไปนานขึ้นชาวบ้านยิ่งมองออกแล้วว่า “มือไม่ถึง” ตั้งแต่ผู้นำคือ นายกรัฐมนตรีลงมา หรือเวลานี้บรรดารัฐมนตรี “คนนอก” ทั้งสามคน ไม่ว่าจะเป็น นายเอกนิติ นิตทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พวกกำลังถูกตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อยๆ

ดังนั้นในรอบสามเดือนนับจากเดือนสิงหาคมต่อเนื่องไปถึงเดือนตุลาคม ถือว่าเป็น “สามเดือนอันตราย” ที่รัฐบาล และ นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะรอดหรือเปล่า เพราะแต่ละเรื่องล้วนหนักหนาสาหัส และกระทบกับภาพลักษณ์ ความเชื่อมั่นศรัทธา และสุดท้ายจบลงด้วยการถูก “ซักฟอก” ที่คาดกันว่าน่าจะเกิดขึ้นในช่วงเดือนตุลาคมที่ว่ากันว่า “มีอาถรรพ์” ซึ่งตอนนี้ก็รุมเร้าบีบรัดเข้ามาเรื่อยๆแล้ว !!