ศึกฮั้ว ส.ว. หรือเป็นแค่เกมปั่นกระแสแย่งพื้นที่ข่าว เมื่อการปะทะเดือดของสองขั้วการเมือง อาจเข้าทางรัฐบาลที่ยอมแลกเพื่อกลบปัญหาใหญ่และลดแรงเสียดทาน
คดีฮั้วการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กำลังเป็นสมรภูมิการเมืองที่ร้อนแรงที่สุดในเวลานี้ เมื่อการต่อสู้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในกระบวนการยุติธรรม แต่ลุกลามกลายเป็นสงครามการสื่อสารระหว่าง "ฝ่ายสีส้ม" และ "ฝ่ายสีน้ำเงิน" ที่ต่างเปิดเกมรุกและเกมรับกันแทบทุกวัน
"ฝ่ายสีส้ม" ชั่วโมงนี้ไม่ได้มีเฉพาะพรรคประชาชนเท่านั้น แต่อาจรวมถึงเครือข่ายภาคประชาชนอย่าง iLaw ด้วย ซึ่งเคลื่อนไหวผลักดันให้มีการตรวจสอบกระบวนการเลือก ส.ว. อย่างเข้มข้น ขณะที่ "ฝ่ายสีน้ำเงิน" นั้นก็เป็นที่รับรู้กันว่าประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย และ ส.ว.หัวใจน้ำเงินที่ถูกโยงข้อกล่าวหาเรื่องการฮั้วเลือก ส.ว.
ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าฝ่ายสีส้มเป็นผู้กำหนดจังหวะของเกมอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ยุทธศาสตร์การเปิดข้อมูลเป็นลำดับ เริ่มจากการนำพยานขึ้นให้ข้อมูลบนเวทีอภิปรายของฝ่ายค้าน ก่อนทยอยเผยแพร่ข้อมูลชุดใหม่ออกมาเป็นระยะ ทั้งการเปิดเผยเส้นทางการเงิน การเชื่อมโยงเครือข่ายบุคคลที่เกี่ยวข้อง และการตั้งข้อสังเกตว่ามีแกนนำระดับสูงของพรรคภูมิใจไทยอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการฮั้วเลือก ส.ว.
การปล่อยข้อมูลแบบเป็นขั้นเป็นตอน ทำให้ประเด็นฮั้ว ส.ว. ไม่เคยหายไปจากหน้าสื่อ เมื่อกระแสเริ่มแผ่ว ก็จะมีข้อมูลชุดใหม่เข้ามาประคองกระแสอยู่เสมอ ส่งผลให้ฝ่ายสีส้มยังคงเป็นผู้กำหนดวาระการเมือง และรักษาแรงกดดันต่อฝ่ายตรงข้ามได้อย่างต่อเนื่อง
แต่ฝ่ายสีน้ำเงินก็ไม่ได้ตั้งรับเพียงอย่างเดียว หากเลือกใช้ยุทธศาสตร์ตอบโต้ผ่านกระบวนการกฎหมายเป็นหลัก ดังจะเห็นได้จากการที่ 'ศุภชัย ใจสมุทร' ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวทีมกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ประกาศเดินหน้าฟ้องร้องฐานหมิ่นประมาทอีกฝ่ายแบบถึงลูกถึงคน
ซึ่งการเลือกใช้แนวทางดังกล่าวมีนัยสำคัญไม่น้อย เพราะนอกจากจะเป็นการปกป้องชื่อเสียงของผู้ถูกกล่าวหาแล้ว ยังเป็นการเพิ่มต้นทุนให้ฝ่ายตรงข้าม ทั้งในด้านเวลา ค่าใช้จ่าย และภาระในการต่อสู้คดี ซึ่งอาจทำให้การเคลื่อนไหวทางการเมืองต้องชะลอลง
พร้อมกันนั้น ส.ว.หลายคนยังออกมาเคลื่อนไหวในอีกมิติ ด้วยการสื่อสารว่าตนเองถูกดูหมิ่น ถูกเหมารวม และถูกเรียกว่าเป็น "ส.ว.ไม่ตรงปก" ทั้งที่ยังไม่มีคำพิพากษาหรือข้อยุติทางกฎหมาย ความพยายามดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนจากการตอบคำถามเรื่องข้อกล่าวหา ไปสู่การสร้างความรู้สึกว่าตนเองกำลังตกเป็นเหยื่อของการโจมตีทางการเมือง
ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า ทั้งสองฝ่ายต่างใช้คนละยุทธศาสตร์ ฝ่ายสีส้มเน้นการเปิดข้อมูลและรักษากระแสการตรวจสอบ ส่วนฝ่ายสีน้ำเงินเน้นการโต้กลับด้วยกฎหมายและการสื่อสาร เพื่อเปลี่ยนเกมจากการเป็นผู้ถูกกล่าวหาไปสู่การเป็นผู้ถูกกระทำ
อย่างไรก็ตาม จุดที่น่าสนใจคือ เกมนี้อาจกำลังเข้าทางทั้งสองฝ่ายพร้อมกัน โดยในช่วงแรก หลายคนมองว่าฝ่ายสีส้มเป็นฝ่ายได้เปรียบ เพราะการที่ฝ่ายสีน้ำเงินประกาศฟ้องหมิ่นประมาท อาจเปิดโอกาสให้มีการนำพยานหลักฐานเข้าสู่การพิจารณาของศาล หากข้อมูลที่เปิดเผยมีน้ำหนักเพียงพอ กระบวนการพิจารณาคดีก็อาจกลายเป็นพื้นที่ ซึ่งข้อเท็จจริงได้รับการตรวจสอบอย่างเปิดเผยมากกว่าการโต้เถียงผ่านเวทีการเมือง
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ภาพของเกมกลับเปลี่ยนไปไม่น้อย หัวหน้าทีมกฎหมายของพรรคภูมิใจไทยออกมาตอบโต้ข้อกล่าวหาของฝ่ายตรงข้ามเป็นรายวัน ทั้งการแถลงข่าว การชี้แจงข้อกฎหมาย และการโต้แย้งข้อมูลของฝ่ายตรงข้าม ทำให้กระแสข่าววนเวียนอยู่กับศึกฮั้ว ส.ว. อย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นประเด็นหลักของหน้าการเมือง
ผลที่ตามมาคือ ประเด็นสำคัญอื่นกลับถูกลดทอนความสนใจลง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการบริหารราชการแผ่นดิน การขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ หรือเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อผลงานของรัฐบาล ซึ่งถูกกลบด้วยกระแสการปะทะกันระหว่างสองขั้วการเมือง
ผลลัพธ์ย่อมส่งผลต่อ 'อนุทิน ชาญวีรกูล' นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สายสุขนิยมยังคงเดินสายปฏิบัติภารกิจและร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสถานการณ์ที่สังคมจับตาศึกระหว่างฝ่ายส้มกับฝ่ายน้ำเงินมากกว่าการตรวจสอบผลงานของรัฐบาล
คดีฮั้ว ส.ว. จึงไม่ได้เป็นเพียงการต่อสู้เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงแต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้การเมืองหมุนวนอยู่กับการเปิดข้อมูลและการตอบโต้โดยไร้ข้อยุติ
ผู้ที่ได้ประโยชน์ที่สุดในเกมนี้ย่อมตกอยู่ที่รัฐบาลที่มีพื้นที่หายใจมากขึ้น หลังจากปัญหาการบริหารประเทศถูกเบี่ยงออกจากความสนใจของสังคม กลายเป็นว่าต่างคนต่างขุดหลุมพรางเพื่อกลบประเด็นตรวจสอบรัฐบาลเสียมากกว่า

