คดีสินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่าประมาณ 1,700 ล้านบาทของบริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด หรือ Bitkub อาจสร้างความวุ่นวายไปถึงลูกค้า ผู้ถือเหรียญ ตลอดจนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับดีลซื้อกิจการของกลุ่ม SCBX เนื่องจากการสอบสวนไม่ได้มุ่งพิสูจน์เพียงว่าใครเป็นผู้จัดทำหรือส่งรายงานที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นเท็จเท่านั้น แต่ยังต้องตรวจสอบด้วยว่า สินทรัพย์ของลูกค้ารายใดถูกนำออกจากระบบ ใครรับรู้เหตุการณ์ และข้อมูลดังกล่าวถูกเปิดเผยต่อผู้เกี่ยวข้องครบถ้วนหรือไม่
แม้ Bitkub จะจัดหาสินทรัพย์มาทดแทนครบภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2564 แต่ประเด็นสำคัญของคดีอยู่ที่ช่วงเวลาก่อนหน้านั้นว่า ทรัพย์สินที่มีอยู่จริงในระบบตรงกับข้อมูลที่รายงานต่อหน่วยงานกำกับหรือไม่ และเหตุใดความเสียหายจำนวนมากจึงไม่ปรากฏในรายงานระหว่างวันที่ 10 พฤษภาคมถึง 30 ตุลาคม 2564
ลูกค้า Bitkub อาจต้องวุ่นเพราะต้องยืนยันว่าเหรียญของใครหาย
ลูกค้า Bitkub ที่ถือสินทรัพย์อยู่ในช่วงเกิดเหตุอาจถูกพนักงานสอบสวนติดต่อให้ส่งข้อมูลหรือเข้าให้ปากคำ โดยเฉพาะบัญชีที่สินทรัพย์ถูกนำออกจากระบบ หรือบัญชีที่มีการปรับยอดและนำเหรียญมาทดแทนในภายหลัง
ข้อมูลที่อาจถูกตรวจสอบ ได้แก่ ยอดสินทรัพย์ก่อนและหลังเกิดเหตุ ประวัติการฝากและถอน การแจ้งเตือนที่ลูกค้าได้รับ ตลอดจนลูกค้าสามารถซื้อขายหรือถอนสินทรัพย์ได้ตามปกติหรือไม่ ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยพิสูจน์ว่า ความเสียหายเกิดขึ้นจริงกับลูกค้ากลุ่มใด และการแสดงข้อมูลในระบบแตกต่างจากสินทรัพย์ที่บริษัทถือครองจริงเพียงใด
ความวุ่นจึงอาจเกิดจากการต้องค้นหาเอกสาร รายการเดินบัญชี ประวัติธุรกรรม หรือเข้าให้ข้อมูลในฐานะพยาน แต่ไม่ได้หมายความว่าลูกค้าทุกคนจะถูกดำเนินคดี หรือถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด
คนถือเหรียญต้องพิสูจน์ว่าได้รับความเสียหายอย่างไร
ผู้ถือเหรียญ โดยเฉพาะผู้ที่ซื้อขายสินทรัพย์ผ่าน Bitkub ในช่วงเกิดเหตุ อาจต้องตรวจสอบย้อนหลังว่า เหรียญของตนเป็นส่วนหนึ่งของสินทรัพย์ที่ถูกนำออกไปหรือไม่ และได้รับการชดเชยหรือทดแทนเมื่อใด
ส่วนผู้ถือเหรียญ KUB ที่เห็นว่าตนลงทุนโดยไม่ทราบข้อมูลสำคัญ อาจนำผลการสอบสวนไปประกอบการร้องเรียนหรือเรียกร้องค่าเสียหาย แต่จะต้องพิสูจน์เป็นรายบุคคลว่า หากทราบเหตุโจรกรรมและฐานะสินทรัพย์ที่แท้จริงแล้ว จะไม่ตัดสินใจซื้อหรือถือเหรียญต่อ รวมทั้งต้องพิสูจน์ว่าความเสียหายเกิดจากการไม่ได้รับข้อมูลดังกล่าวโดยตรง
ดังนั้น ผู้ถือ KUB ทุกคนไม่ได้กลายเป็นผู้เสียหายโดยอัตโนมัติ และไม่ได้หมายความว่าจะถูกเรียกสอบทั้งหมด แต่ผู้ที่ต้องการเรียกร้องสิทธิอาจต้องรวบรวมหลักฐานการซื้อขาย ราคา ต้นทุน ระยะเวลาที่ถือ และเหตุผลในการตัดสินใจลงทุนอย่างละเอียด
ตรวจย้อนหลังดีล SCBX
คดียังอาจย้อนกลับไปถึงกระบวนการตรวจสอบสถานะกิจการ หรือ Due Diligence ของบริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด หรือ SCBS ซึ่งเคยทำข้อตกลงซื้อหุ้น Bitkub สัดส่วน 51% มูลค่าประมาณ 17,850 ล้านบาท หลังเหตุโจรกรรมเกิดขึ้นแล้ว
หากพนักงานสอบสวนเห็นว่าข้อมูลจากดีลดังกล่าวเกี่ยวข้องกับคดี ผู้บริหาร ที่ปรึกษา ผู้สอบบัญชี หรือคณะทำงานที่ตรวจสอบกิจการอาจถูกเรียกให้ส่งเอกสารหรือชี้แจงว่า Bitkub เปิดเผยเหตุโจรกรรมมูลค่า 1,700 ล้านบาทหรือไม่ ผู้ตรวจสอบพบข้อมูลดังกล่าวหรือไม่ และข้อมูลนี้ถูกนำไปประเมินความเสี่ยงหรือมูลค่ากิจการอย่างไร
ประเด็นนี้ไม่ได้หมายความว่า SCBX หรือบุคลากรของบริษัทกระทำผิด แต่การที่ดีลซื้อกิจการเกิดขึ้นหลังเหตุโจรกรรม ทำให้เอกสารตรวจสอบกิจการอาจกลายเป็นหลักฐานสำคัญว่า เหตุการณ์ดังกล่าวถูกเปิดเผยต่อผู้ซื้อที่มีศักยภาพในช่วงเวลาใด
ลูกค้า SCBX ทั่วไปยังไม่ใช่กลุ่มที่ต้องถูกสอบ
อย่างไรก็ตาม ต้องแยกให้ชัดว่า ลูกค้า SCBX หรือผู้ฝากเงินกับธนาคารไทยพาณิชย์ทั่วไป ไม่ได้มีเหตุให้ถูกเรียกสอบเพียงเพราะเป็นลูกค้าของกลุ่ม SCBX เนื่องจากลูกค้าธนาคารไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบกิจการหรือการตัดสินใจซื้อหุ้น Bitkub
ลูกค้า SCBX จะเกี่ยวข้องได้ก็ต่อเมื่อมีธุรกรรมเฉพาะที่เชื่อมโยงกับคดี เช่น เป็นผู้โอนเงินซื้อสินทรัพย์ ผู้รับเงินจากธุรกรรมที่ถูกตรวจสอบ หรือมีบัญชีที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางทรัพย์สิน ซึ่งต้องพิจารณาเป็นรายกรณี ไม่สามารถเหมารวมลูกค้าทั้งหมดได้
กลุ่มที่อาจต้องวุ่นจากฝั่ง SCBX จึงเป็นผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับดีลและการตรวจสอบสถานะกิจการ มากกว่าลูกค้าผู้ใช้บริการธนาคารทั่วไป
คดีหนึ่งลากเอกสารหลายฝ่ายเข้ากระบวนการ
เมื่อคดีเข้าสู่ชั้นพนักงานสอบสวน การตรวจสอบอาจขยายจากผู้ถูกกล่าวโทษไปถึงฝ่ายบัญชี ผู้จัดทำรายงาน ผู้ดูแลกระเป๋าสินทรัพย์ดิจิทัล ฝ่ายเทคโนโลยี ผู้สอบบัญชี ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ และผู้ตรวจสอบกิจการในดีล SCBX เพื่อประกอบภาพว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างไร และข้อมูลถูกส่งต่อไปถึงใครบ้าง
ความวุ่นของคนเหล่านี้จึงไม่ได้หมายความว่าทุกฝ่ายตกเป็นผู้ต้องหา แต่หมายถึงอาจต้องค้นเอกสาร ส่งข้อมูลธุรกรรม ยืนยันยอดสินทรัพย์ หรือเข้าให้ถ้อยคำ เพื่อให้พนักงานสอบสวนแยกออกว่าใครเป็นผู้เสียหาย ใครเป็นพยาน ใครมีหน้าที่ตรวจสอบ และใครอาจต้องรับผิดตามกฎหมาย
นอกจากนี้ ประเด็นผลกระทบต่อ SCBX ผู้ถือหุ้น ผู้สอบบัญชี และผู้ถือเหรียญ KUB ที่กล่าวถึงข้างต้น เป็นการวิเคราะห์และข้อสังเกตของนายสนธิ ลิ้มทองกุล จากรายการ สนธิเล่าเรื่อง ซึ่งยังไม่ได้มีคำวินิจฉัยของศาลหรือข้อสรุปจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเด็นดังกล่าว
ขณะนี้ ก.ล.ต. ระบุว่าคดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาของพนักงานสอบสวน การกล่าวโทษจึงยังไม่ใช่คำพิพากษาว่าผู้ถูกกล่าวโทษกระทำผิด และต้องรอผลการสอบสวน การสั่งคดีของอัยการ และคำพิพากษาของศาลต่อไป

