“ชยธรรม์ พรหมศร” ปลัดกระทรวงคมนาคม กระทรวงเกรด AA คนที่พรรคภูมิใจไทย จัดให้นั่งเก้าอี้ตัวนี้มา 6 ปีแล้ว กำลังจะเกษียณอายุราชการ ในวันที่ 30 กันยายนนี้
คู่ชิงปลัดกระทรวงคมนาคมคนใหม่ ที่ถูกพูดถึงมากที่สุด เพราะสูสีเหลือเกิน คือ “ปัญญา ชูพานิช” รองปลัดฯ ที่ยังเหลืออายุราชการอีก 8 ปี กับ “ปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล” อธิบดีกรมทางหลวง ที่อายุราชการเหลือถึง 10 ปี
“ปัญญา ชูพานิช” จบปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์ (โยธา) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ปริญญาโทวิศวกรรมศาสตร์ (โยธา) จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย และ ปริญญาเอก จากวิศวกรรมศาสตร์ (วิศวกรรมขนส่ง) มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ เออร์แบนา-แชมเปญจน์ สหรัฐอเมริกา
ประสบการทำงานที่สำคัญ เคยเป็นผอ.สำนักบริหารโครงการทางหลวงระหว่างประเทศ (2561 – 2563) และรองผอ.สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (2563 – 2564) ก่อนจะขึ้นมาเป็น ผอ.สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ก่อนขึ้นขึ้นมาเป็น รองปลัดกระทรวงฯ
บทบาทและผลงานสำคัญของ “ปัญญา” ในฐานะ ผอ.สนข. อย่างเช่น “แลนด์บริดจ์” ชุมพร-ระนอง เมกะโปรเจกต์ล้านล้านบาท ที่เขาเข้ามามีบทบาทโดยตรง แม้ปัจจุบันเหมือนจะถูกสั่งเบรกไปแล้ว แต่ก็เป็นเพียงการ เปลี่ยนชื่อ ลดขนาดโครงการเท่านั้น ส่วนเนื้อในยังไม่เปลี่ยน
นอกจากนี้ ยังมีงานระบบโครงข่ายคมนาคมขนส่ง เชื่อมต่อรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และเชื่อมต่อสนามบิน พัฒนาโครงข่ายรถไฟฟ้าให้เชื่อมต่อกัน รวมทั้งนโยบายลดภาระประชาชน รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย นี่ก็ใช่
“ปัญญา” จึงเท่ากับเป็นหัวหน้างานในกลุ่มภารกิจด้านการขนส่ง ทั้งวางแผน -นโยบาย-ภาพรวมระบบขนส่ง
ส่วนรัฐมนตรี ที่เขาทำงานใกล้ชิดด้วยอย่างเห็นได้ชัด คือ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” อดีต รมว.คมนาคม
ขณะที่ “ปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล” จบปริญญาตรี วิศวกรรมศาสตร (โยธา) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อปี 2540 ปริญญาโท AIT และปริญญาเอก อิมพีเรียลคอลเลจ ลอนดอน ประเทศอังกฤษ
เส้นทางการทำงานของ “ปิยพงษ์” พูดได้ว่า เป็นข้าราชการที่เติบโตมาจากสายวิศวกรรม และแผนงานของกรมทางหลวงโดยตรง และใช้เวลาประมาณ 17 ปี จากตำแหน่งวิศวกรโยธา 5 สำนักงวางแผน จนมาถึง อธิบดีกรมทางหลวง เมื่ออายุเพียง 49 ปี ถือว่าเป็นอธิบดีกรมทางหลวง ที่มีอายุน้อยที่สุด
นอกจากการวางแผนงาน และจัดสรรงบทางหลวงทั่วประเทศแล้ว ยังมีงานสำคัญ คือ “มอเตอร์เวย์” โดยตั้งแต่ปี 2563 ที่เขาได้ขึ้นเป็น ผู้อำนวยการกองทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง หน่วยงานสำคัญที่ดูแลระบบมอเตอร์เวย์
เรียกว่า ผ่านมาทั้งการวางแผนงาน งบประมาณ การบริหารสัญญาก่อสร้างและการแก้ปัญหาโครงการขนาดใหญ่
มอเตอร์เวย์หลายสาย ทั้ง บางประอิน-นครราชสีมา , บางใหญ่-กาญจนบุรี , บางขุนเทียน-บ้านแพ้ว และ นครปฐม-ปากท่อ ล้วนเป็น “ปิยพงษ์” กำกับ ดูแล ใกล้ชิด
คู่แคนดิเดตทั้งสอง มีความเหมือนกัน คือพวกเขาไม่ได้เป็นข้าราชการที่กระโดดข้ามสายงานมาเป็นใหญ่ แต่มีพื้นฐานด้านวิศวกรรม การคมนาคมขนส่งโดยตรง และต่างใช้เวลาเกือบ 20 ปี ในการสั่งสมประสบการณ์ ก่อนก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงพร้อมกัน ...เรื่องอาสุโส จึงไม่มีใครได้เปรียบ เสียเปรียบ
ถ้าพิจารณาในเชิงโครงสร้างอำนาจ ของกระทรวงคมนาคม “ปัญญา” จะมีประสบการณ์ด้านการวางแผนนโยบาย ภาพรวมระบบขนส่ง จะเรียกว่า “สายมันสมอง” ก็ได้
ส่วนประสบการณ์ของ “ปิยพงษ์” จะอยู่ที่เรื่องโครงสร้างพื้นฐานถนน , มอเตอร์เวย์ และการลงมือทำ นี่คือ “สายปฏิบัติ”
“ปัญญา” ที่เป็นรองปลัดฯ อาจถูกมองว่าอยู่ใกล้ตำแหน่งปลัดฯ มากว่า แต่ “ปิยพงษ์” ก็มีจุดแข็งอยู่ที่คุมกรมทางหลวง มีงบประมาณมากสุดของกระทรวง จึงดูไม่ได้เปรียบ เสียเปรียบกันเท่าไร
ถ้าดูเรื่องคุณสมบัติ “นักบริหารงานกระทรวง -นักวางนโยบาย - ประสานทุกหน่วยงาน” น่าจะเข้าทาง “ปัญญา”
ถ้าต้องการ “คนคุมเมกะโปรเจกต์ -ถนน-มอเตอร์เวย์- งานลงทุน ” ก็ต้อง “ปิยพงษ์”
แต่ยุคนี้ใครจะได้เป็นใหญ่ ต้องวัดกันที่สายสัมพันธ์ทางการเมือง!
ทั้งคู่ขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง เมื่อ 1 ต.ค. 68 ในช่วงที่ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” เป็น รมว.คมนาคม
“ปัญญา” เป็น ผอ.สนข. ตั้งแต่ 9 ก.พ.64 ต่อมาเป็นรองปลัดฯ ทำงานใกล้ชิดกับ “ชยธรรม์ พรหมศร” ปลัดกระทรวง ...ทั้งเรื่องแลนด์บริจด์ โครงข่ายคมนาคมในกรุงเทพและปริมณฑล เรื่องรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ที่เป็นนโยบายหาเสียงของ “สุริยะ”
หากยุคนี้ “สุริยะ” ยังเป็น รมว.คมนาคม “ปัญญา” ย่อมเป็นเต็ง 1 อย่างไม่ต้องสงสัย
แต่ยุคนี้ เป็นรัฐบาล “อนุทิน ชาญวีรกูล” มี “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” เป็น รมว.คมนาคม และยังมี “สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ” ที่เครือญาติประมูลงานสร้างทางได้ไปหลายโครงการ เป็น รมช.คมนาคม... รวมทั้งตอนที่ “ปิยพงษ์” ได้รับการโปรโมต ขึ้นมากำกับดูแลงานมอเตอร์เวย์นั้น มี “ศักดิ์สยาม ชิดชอบ” เป็น รมว.คมนาคม อีกต่างหาก
ดังนั้น ปัจจัยชี้ขาดของเก้าอี้ปลัดกระทรวงคมนาคม จึงน่าจะอยู่ที่ว่า ใครจะทำงานเข้าขากับฝ่ายการเมืองชุดนี้ได้มากกว่ากัน
แต่อย่างว่าตอนนี้ดันมีข่าว “พิพัฒน์” ขบเหลี่ยมกับ “บ้านใหญ่บุรีรัมย์” และ ยังมีการต่อรองทางการเมือง ระหว่าง “แดง-น้ำเงิน” ก่อนศึกซักฟอกจะมีขึ้น
ใครที่คิดว่า “ปิยพงษ์” มาชัวร์ สุดท้ายอาจไม่แน่ก็ได้ !

