“บิ๊กดุลย์” เดินหน้าปั้นกองทัพยุคใหม่ ชู 3 นโยบาย ยกระดับคุณภาพชีวิตทหารชายแดน ดัน “พลทหารอาสา” สู่ระบบสมัครใจ 100% ตั้งเป้ายกเลิกจับใบดำใบแดง พร้อมเร่งอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เปลี่ยนกองทัพจาก “ผู้ซื้อ” สู่ “ผู้ผลิต”
วันนี้( 10 สิงหาคม )พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยถึงแนวทางขับเคลื่อนภารกิจกระทรวงกลาโหมว่า การเสริมสร้างความมั่นคง พัฒนากองทัพ และยกระดับคุณภาพชีวิตกำลังพล กำลังเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรมผ่าน 3 โครงการสำคัญ ทั้งการพัฒนาพื้นที่ชายแดน การผลักดันระบบทหารอาสา และการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
โครงการแรก คือ “น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีสัญญาณโทรศัพท์” เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและคุณภาพชีวิตกำลังพลในพื้นที่ชายแดน โดยบูรณาการกับกระทรวงพลังงาน กระทรวงคมนาคม และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พัฒนาระบบน้ำอุปโภคบริโภค ติดตั้งไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ปรับปรุงเส้นทางส่งกำลังบำรุงและลาดตระเวน รวมถึงขยายสัญญาณโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ต ครอบคลุมกำลังป้องกันชายแดน 8 กองกำลัง ในพื้นที่รับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 1, 3 และ 4 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและช่วยให้กำลังพลสามารถติดต่อกับครอบครัวได้สะดวกขึ้น
โครงการที่สอง คือ “พลทหารอาสา” มุ่งเปลี่ยนผ่านระบบเกณฑ์ทหารสู่ระบบสมัครใจ 100% โดยตั้งเป้าเปิดรับทหารกองเกินอายุ 18–20 ปี และ 22–26 ปี ผ่านระบบออนไลน์ รวมสูงสุด 100,000 อัตรา ระหว่างปี 2570–2573 เฉลี่ยปีละ 25,000 นาย สัญญาจ้างครั้งละ 4 ปี พร้อมแนวคิด “เพิ่ม 4 โอกาส” ทั้งด้านสวัสดิการและรายได้ 14,000–15,000 บาทต่อเดือน โอกาสศึกษาต่อ ฝึกอาชีพ และสร้างเส้นทางอาชีพหลังปลดประจำการ
ส่วนโครงการที่สาม คือการขับเคลื่อนโรดแมป “อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ” เพื่อเปลี่ยนบทบาทกองทัพจาก “ผู้ซื้อ” สู่ “ผู้ผลิต” เพิ่มศักยภาพการพึ่งพาตนเอง ผลักดันงานวิจัยและพัฒนา (R&D) รวมถึงโดรนและระบบอัตโนมัติที่สามารถใช้ร่วมกันทุกเหล่าทัพ พร้อมเปิดทางให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุน และต่อยอดการส่งออกยุทโธปกรณ์ของไทยสู่ตลาดต่างประเทศ
พล.ท.อดุลย์ กล่าวว่า ความมั่นคงยุคใหม่ไม่ได้หมายถึงกำลังรบเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูแลกำลังพลให้ “อยู่ได้” และ “อยู่ดี” โดยเฉพาะทหารแนวหน้าที่ควรมีน้ำสะอาด ไฟฟ้า เส้นทางคมนาคม และระบบสื่อสารที่พร้อมใช้งาน เพราะกำลังใจของคนแนวหน้าคือส่วนสำคัญของความมั่นคงของชาติ
พร้อมย้ำว่า กองทัพต้องเดินหน้าเปลี่ยนระบบเกณฑ์ทหารสู่ระบบสมัครใจอย่างแท้จริง เพื่อมุ่งไปสู่การยกเลิกการจับใบดำใบแดงในที่สุด และเปลี่ยนการรับราชการทหารจากสิ่งที่ถูกมองว่าเป็นการเสียโอกาส ให้เป็นโอกาสพัฒนาตนเอง สร้างอาชีพและอนาคต
ขณะเดียวกัน ถึงเวลาที่กองทัพไทยต้องเปลี่ยนจาก “ผู้ซื้อ” มาเป็น “ผู้ผลิต” โดยร่วมมือกับสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศและภาคเอกชน พัฒนายุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีโดรนเพื่อส่งมอบให้หน่วยชายแดนนำไปใช้งานจริง ลดการพึ่งพาต่างประเทศ และต่อยอดสู่อุตสาหกรรมความมั่นคงที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศ

